“ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” ไม่รู้ทำไมประโยคนี้ถึงแวะเข้ามาในสมองของผมอีกครั้ง หลังข่าวสารในวงการฟุตบอลไทยช่วงนี้ มีเรื่องราวชวนปวดหัวอยู่มากเลยทีเดียว

แม้ต้นปี ทีมชาติไทย จะเริ่มต้นได้สวยงาม จากการผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ของศึกเอเชี่ยนคัพ 2019 และมีนักเตะไทยถึง 3 คนที่ได้โลดแล่นในศึก เจ ลีก นำมาโดย ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เริ่มต้นสัญญาถาวรกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ตามด้วย ธีราทร บุญมาทัน กับการได้ยืมตัวไปอยู่กับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส และปิดด้วยน้องใหม่อย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กับทีมน้องใหม่ โออิตะ ทรินิตะ ส่วนในศึกไทยลีก T1 ก็มีค่าเฉลี่ยคนดูที่เยอะขึ้น ดูสนุกสูสีมากขึ้น อะไรๆ ก็ดูดี มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และ มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

แต่ช้าก่อน เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาหลายๆ เรื่องก็ถาโถมเข้ามาปะทะวงการเหมือนนัดกันมา จนแฟนบอลไทยอย่างผมที่อ่านข่าวทุกวันๆ ก็มีความรู้สึกข้างในไม่น้อย และแต่ละปัญหาก็ดูเหมือนจะใหญ่ด้วยสิ…

 


เครื่องหมายคำถามกับ กรรมการ และ VAR

ไทยลีก ผ่านพ้นมาแล้ว 5 เกม โดยมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นภายใต้เครื่องหมายคำถามต่อกรรมการ ทั้งในเรื่องของใบแดง, การให้จุดโทษ, การตัดสินโดยใช้ VAR หรือไม่ใช้ VAR ในจังหวะต่างๆ ซึ่งก็มีผู้เกี่ยวข้องกับสโมสรต่างๆ ทั้ง เฮ้ดโค้ช, ผู้บริหารสโมสร หรือแฟนบอล ได้ออกมาท้วงติงหลายครั้ง

จนกระทั่ง เมื่อวันก่อน “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสร การท่าเรือ เอฟซี ถึงกับต้องเดินทางไปมอบหนังสือให้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินของผู้ตัดสินในเกมที่ การท่าเรือ เอฟซี บุกไปแพ้ สุโขทัย เอฟซี 1-3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หนำซ้ำก็มีเรื่องฉาวในวงการผู้ตัดสินอีก เมื่อ “โค้ชชู” ชูศักดิ์ ศรีภูมิ กุนซือของ ระยอง เอฟซี ในศึก T2 ได้โพสต์ข้อความถึงอดีตกรรมการชื่อดังคนหนึ่ง ที่พยายามโทรมาล็อบบี้เพื่อล็อกผลการแข่งขันในเกมฟุตบอล T2 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่า แท้จริงแล้ว วงการผู้ตัดสินฟุตบอลไทย ใสสะอาดขนาดไหน และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นายใหญ่ของวงการนี้ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรต่อไป

 

Chiang Rai United FC

ฝุ่นเป็นเหตุ

ไม่มีสโมสรฟุตบอลอาชีพไหนที่อยากจะเลื่อนเกมการแข่งขันออกไป เพราะหลายๆ อย่างได้จัดการไว้หมดแล้ว ทั้งการเดินทาง, ที่พัก, การจัดเตรียมเรื่องต่างๆ ของแฟนบอล แต่จนแล้วจนรอด แม้จะลดจำนวนทีมในศึก T1 เหลือเพียงแค่ 16 ทีม แต่สุดท้าย ก็มีเหตุให้ต้องเลื่อนการแข่งขันเกมบางคู่ และสลับการเป็นเจ้าบ้านทีมเยือน เพราะพิษภัยของฝุ่นที่เกิดจากน้ำมือเผาพื้นที่ป่าของมนุษย์ในจังหวัดบริเวณภาคเหนือ

เชียงใหม่ และ เชียงราย เป็นสองจังหวัดที่อยู่ใน T1 ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานไปเยอะ เยอะมากขนาดที่ติดอันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้โปรแกรมที่ถูกวางเอาไว้ต้องคลาดเคลื่อนไปจากเดิม โอเคหล่ะว่า เกม “ดาร์บี้แมตช์ล้านนา” ระหว่าง เชียงใหม่ เอฟซี กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จะถูกเลื่อนด้วยความยินยอมของทุกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าเกมที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” จะต้องเดินทางมาเยือนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก่อนนั้น เป็นสภาวะ “จำยอม” มากกว่า เพราะ “กว่างโซ้ง” มีข้อติดใจว่า ทำไมถึงไม่มาถามก่อน แม้ค่าฝุ่นจะเกินเลยไปกว่าที่มนุษย์ควรจะออกกำลังกายได้ หรือแม้แต่จะเดินออกจากบ้านก็ตามที

ไม่รู้เหมือนกันว่า ปริมาณฝุ่นที่มากมายมหาศาลนี้จะถูกกรองออกไป หรือลงสู่พื้นดินด้วยวิธีไหน เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการของรัฐที่ชัดเจนออกมาเท่าไรนัก หรืออาจจะต้องรอให้ถึงหน้าฝนเลย แต่ถึงตอนนั้น อาจจะมีเกมที่ทำให้เกิดปัญหาอีกหลายนัดเลย เพราะมีถึงสองทีมที่มีค่าความสุ่มเสี่ยมต่อการเลื่อน หรือสลับเจ้าบ้านในทุกๆ สัปดาห์

 

Simork Fc_Official

สีหมอก โมเดล

แม้วงการฟุตบอลไทย จะมีสมาคมนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ (PFA) ที่มี สินทวีชัย หทัยรัตนกุล รั้งตำแหน่งนายกสมาคมฯ แต่การไม่จ่ายเงินเดือน หรือการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบนักฟุตบอลในวงการลูกหนังไทย ก็ยังคงมีอยู่เรื่อยไป

“สีหมอก เอฟซี” นับเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากค้างค่าเหนื่อยนักเตะที่เต็มไปด้วยดีกรีอดีตทีมชาติไทย เช่น ดัสกร ทองเหลา, สุชนม์ สงวนดี, วุฒิชัย ทาทอง และ ชัยณรงค์ ทาทอง รวมถึงนักเตะต่างชาติ และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชชื่อคุ้นหูแฟนบอลมากมาย เป็นเงินรวมทั้งสิ้นนับสิบล้านบาท

นี่ยังไม่นับเคสล่าสุดของสโมสรเจ้าเดิม “อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด” ที่เพิ่งมี มาร์เซโล ดา ซิลวา รีส อดีตผู้ช่วยโค้ชสมัย เอดูอาร์โด อัลเมด้า เดินทางไปร้องเรียนกับ สมาคมฟุตบอลฯ และบริษัท ไทยลีก จำกัด ว่าถูกแช่แข็งเงินเดือนกว่า 3 เดือน

อันที่จริง สโมสรฟุตบอลอาชีพก็เหมือนการทำบริษัท และการทำทีมฟุตบอลอาชีพให้ดี บางครั้งก็อาจจะไม่ใช่การเป็นแชมเปี้ยน มีเงินถุงเงินถัง หากแต่คือ จะทำอย่างไรให้พนักงานบริษัทของพวกเขา มีรายได้ที่มั่นคง ไม่มีการหลอกลวง มีความจริงใจต่อกันจากทุกฝ่าย และตอบสนองลูกค้าที่คอยซัพพอร์ตสโมสร อย่าง “แฟนบอล” ได้ดี

ไม่รู้ว่า จะมีอีกไหม กับการที่ต้องเห็นปัญหาการเอาเปรียบบุคลากรลูกหนังเช่นนี้ เกิดขึ้นซ้ำๆ กับวงการฟุตบอลไทยที่พวกเรารัก ก็ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะน้อยละ และปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จะจบลงด้วยดี

 


ทีมชาติเวียดนาม vs ทีมชาติไทย 

“มีขึ้นมีลง” น่าจะเป็นวลีสั้นๆ ที่บ่งบอกความรู้สึกของ “ทีมชาติไทย” ได้ดีที่สุดในช่วงฟีฟ่าเดย์ ที่ผ่านมา หลังจากนัดแรกแต่ละรุ่นทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทั้งทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่เอาชนะ ทีมชาติจีน 1-0 ในศึก ไชน่า คัพ 2019 ตามด้วย ยู-23 ที่จัดการถล่ม อินโดนีเซีย 4-0 ในศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม เค และ ยู-19 ที่เล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง และสามารถเอาชนะทีมชาติจีน ได้ 2-1

แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร โดยเริ่มจากทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่แพ้ อุรุกวัย 0-4 ในรอบชิงชนะเลิศ ไชน่าคัพ 2019 ซึ่งก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะ “จอมโหด” คืออดีตแชมป์โลก 2 สมัย แถมยังเป็นทีมอันดับที่ 7 ของโลก ในปัจจุบัน

ทว่าที่ทำให้แฟนบอลเข้าใจยอมรับยากก็คือการพ่ายแพ้ต่อทีมชาติเวียดนาม 2 รุ่น ติดๆ กัน ทั้ง ยู-23 ที่ขนชุดโกลเด้นเจเนเรชั่น ภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซานเดร กาม่า ที่ใครๆ ก็ฝากความหวังไว้ แต่ก็ไปโดนถล่ม 0-4 ที่กรุงฮานอย ส่วน ชุดเล็ก ยู-19 ก็พ่าย “ดาวทองจูเนียร์” 0-1 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่อง

ภาพความดีใจของนักเตะ และแฟนบอลชาวเวียดนาม ในทุกรายการ
ภาพการโดนใบแดงของ ศุภชัย ใจเด็ด กองหน้าดีกรีทีมชาติชุดใหญ่ ที่เหวี่ยงหมัดซ้ายตรงใส่นักเตะสกุลเหงียน
ภาพจำความสำเร็จของทีมชาติเวียดนาม แทบทุกชุด นับตั้งแต่ได้ไปฟุตบอลโลก ยู-20 เมื่อปี 2017 ตามด้วยเป็นรองแชมป์ ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 และ เข้ารอบรองชนะเลิศ เอเชี่ยนเกมส์ 2018 ปิดท้ายด้วยทีมชาติชุดใหญ่ที่คว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเชี่ยนคัพ 2019

สิ่งเหล่านี้ ได้ทำให้เราต้องกลับมามองความจริง และยอมรับว่า วงการฟุตบอลของเวียดนาม อยู่ในช่วง “ขาขึ้น” และมีความเสถียรกว่าเราจริงๆ ในขณะที่เรายังคงรอคอยทั้งเฮ้ดโค้ชที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ทั้งที่ฟุตบอลโลก 2020 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ก็ใกล้เข้ามาทุกที แถมผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคทีมชาติไทย ก็ยังเป็นคำถามว่าจะมาเมื่อไรอีก

…. มีแต่เรื่องหนักๆ ที่แก้ยากทั้งนั้นเลยนะครับในช่วงนี้ สำหรับวงการฟุตบอลไทย แต่ไม่มีการทำงานอะไรที่ไม่มีปัญหาหรอกครับ ได้แต่เอาใจช่วยให้ทุกอย่างมันผ่านไปด้วยดี วงการฟุตบอลไทย มีแต่ความก้าวหน้า มีความเป็นมืออาชีพจริงๆ เพิ่มขึ้นในทุกๆ ฝ่าย และทีมชาติไทย สามารถกลับมาสร้างรอยยิ้ม บวกความสุขให้กับคนไทย บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนจริงๆ อีกครั้ง

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports