Peter Byrne/PA via AP

จากสกอร์ 3-0 ในเลกแรกของ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก 2018/19 ที่ลิเวอร์พูล เสียไปในถิ่นคัมป์นู บวกกับอาการบาดเจ็บของสองแนวรุกคนสำคัญอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ทำให้ความคิดที่จะคัมแบ็คกลับมาเข้ารอบชิงชนะเลิศปีที่สองติดต่อกัน แทบจะเป็นความฝัน

แต่ฟุตบอล ลูกกลมๆ 90 นาทีอะไรก็เกิดขึ้นได้ สองประตูจาก ดิว็อค โอริกี้ และสองประตูจาก จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นในแอนฟิลด์ ได้อีกครั้ง แต่การคัมแบ็คเช่นนี้ไม่ใช่หนแรกที่ “หงส์แดง” เคยทำได้ วันนี้เราจะพาย้อนไปดู 4 การคัมแบ็คของ “เรด แมชชีน” ที่จารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป

ลิเวอร์พูล 3-0 โอแซร์ (3-2)
ยูฟ่า คัพ 1991/92 รอบสอง

“หงส์แดง” บุกไปพ่าย โอแซร์ ทีมจากฝรั่งเศส 2-0 ก่อนจะกลับมาเล่นใน แอนฟิลด์ ด้วยความเสียเปรียบต้องยิง 3 ประตูจึงจะผ่านเข้ารอบต่อไป แต่ ยาน โมลบี้ มาปลุกความหวังของ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่นาทีที่ 4 ก่อนจะได้ ไมค์ มาร์ช ซัดอีกหนึ่งประตูในครึ่งชั่วโมงแรกของการแข่งขัน

เหมือนลิเวอร์พูล ไม่อยากไปต่อเวลา มาร์ค วอลเตอร์ส ซัดประตู 3-0 ในช่วงท้ายเกม ส่งเข้ารอบสามได้สำเร็จ แต่ ลิเวอร์พูล ไปจอดในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังพ่าย เจนัว สกอร์รวม 4-1

 

ลิเวอร์พูล 4-3 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (5-4)
ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก 2015/16 รอบ 8 ทีมสุดท้าย

หลังจากเสมอในบ้านของ “เสือเหลือง” มา 1-1 ทางฝั่งยอดทีมจากเมืองเบียร์ที่มีนักเตะอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง และเฮนริคห์ มคิทาร์ยาน พากันทำสองประตูขึ้นนำตั้งแต่ 9 นาทีแรก แล้วมานำ 3-1 ในชั่วโมงแรกของเกมนี้ ยังดีที่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และมามาดู ซาโก้ ก็ซัดสองประตูไล่ตามตีเสมอเป็น 3-3 แต่นั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ

นาทีที่ 90+1 กองหลังที่เครมตัวเองว่าดีที่สุดในโลกอย่าง เดยัน ลอฟเรน โหม่งประตูชัยพา ลิเวอร์พูล คัมแบ็คกลับมาชนะ 4-3 เข้ารอบอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ในปีนั้น ลิเวอร์พูล ไปจบด้วยรองแชมป์หลังพ่าย เซบีย่า ที่มี อูไน เอเมรี่ คุมทีมอยู่

Peter Byrne/PA via AP

 

ลิเวอร์พูล 3-1 โอลิมเปียกอส
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004/05 รอบแบ่งกลุ่ม

“หงส์แดง” ต้องการชัยชนะเพียงสถานเดียว เท่านั้นหากต้องการผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ในตอนนั้น ลิเวอร์พูล มีคะแนนห่างจาก โอลิมเปียกอส 3 คะแนน และประตูได้เสียแย่กว่า 1 ลูก นั้นหมายความว่าหากโดน ยอดทีมจากกรีซ ยิงได้ 1 ประตูพวกเขาต้องยิงคืน 3 ประตู และสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เกิด ริวัลโด้ ซัดฟรีคิกให้ โอลิมเปียกอส ขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 26 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว

ซินาม่า ปงโกลล์ ตำนานชัยนาท ฮอร์นบิล สร้างความหวังให้ ลิเวอร์พูล ในนาที 47 และได้สองประตูในช่วง 10 นาทีสุดท้ายจาก นีล เมลเลอร์ ดางรุ่งของทีม และสตีวี่จี พา ลิเวอร์พูล เข้ารอบไปแบบเฉียดฉิว

Liverpool FC
Roger Utting / Shutterstock.com

 

เอซี มิลาน 3-3 ลิเวอร์พูล
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004/05 รอบชิงชนะเลิศ

Miracle of Istanbul ปาฏิหาริย์ที่แฟน ลิเวอร์พูล ไม่เคยลืมเลือน หลังจากพวกเขาผ่านเข้ารอบมาแบบทุลักทุเล เข้ารอบ 16 ทีมด้วยอันดับสอง ผ่าน ยูเวนตุส และเชลซี แบบเฉียดฉิว และมาเจอกับ เอซี มิลาน ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ “ปีศาจแดงดำ” อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นระดับโลกในทุกตำแหน่ง ไล่แต่ ดีด้า, เปาโล มัลดินี่, เนสต้า, คาฟู, กัตตูโซ่, รุย คอสต้า, กาก้า, อังเดร เปียโร่, อังเดร เชฟเชนโก้ และเครสโป

เป็นไปตามคาด เปาโล มัลดินี่ ซัดวอลเล่ ให้ยอดทีมแดนมักกะโรนี ออกนำตั้งแต่นาทีแรกก่อนจะได้ เฮอร์นัน เครสโป ซัดอีกสองประตู จบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ห่าง 3-0 ถ้วยบิ๊กเอียร์สมัยที่ 7 อยู่ในมือของ เอซี มิลาน

แต่เกมฟุตบอลเขาดูกันที่ 90 นาที ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือสมองเพรชจัดการปลุก “เครื่องจักรสีแดง” ให้ตื่นแถมเข้าเกียร์ 4 ไว้พร้อม จัดการยิงสามประตูรวดรวดภายใน 15 นาทีแรกของครึ่งเวลาหลัง และไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลา และจุดโทษ เจอร์ซี่ ดูเด็ค จัดการเซฟลูกยิงของ อังเดร เชฟเชนโก้ เจ้าของราวัลบังลังบัลลงดอร์ พา ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก หลังจากรอมา 21 ปีได้สำเร็จ

“ม. มีนบุรี”

TRUE TALK : ตราบใดที่เรายังมี “ความหวัง” – “ความหวัง” นั้นไม่มีวันทำร้ายคุณ

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports