สัปดาห์รองสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก ดำเนินผ่านไปแล้ว และเราได้เห็นบทสรุปของพรีเมียร์ลีกไปแล้วว่า ทีมใดได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และทีมใดบ้างที่ต้องตกชั้นไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ (ถึงแม้เราจะรู้มาก่อนแล้ว 2 จาก 3 ทีมก็ตาม) แต่ในส่วนของแชมป์ เราได้แต่รอกันในสัปดาห์ที่จะถึงนี้

ถึงแม้ยังไม่จบลง แต่เราก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเหมือนกันว่า ฤดูกาลนี้ เป็นฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีก เล่นกันได้อย่างถึงพริกถึงขิง และ มันส์ที่สุดฤดูกาลหนึ่งเลยทีเดียว

ก่อนจะไปถึงบทสรุปในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เรามาดูว่า เกมสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกอะไรกับเราบ้าง?

 

อาซาร์ เปล่งประกายพาเชลซี ไป แชมเปี้ยนส์ ลีก

(AP Photo/Matt Dunham)

ถึงแม้จะทำประตูไม่ได้เลย ในเกมนัดล่าสุดที่เชลซี เอาชนะ วัตฟอร์ด 3-0 แต่ เอเด็ง อาซาร์ มีส่วนร่วมกับประตูในทุกลูก และมีชื่อเป็นผู้ทำ 2 แอสซิสต์  ในประตูแรก ที่เปิดให้กับ รูเบน ลอฟตัส ชีค และอีกลูกที่เปิดให้ ดาวิด ลุยซ์ ด้วย

ผลงานของ อาซาร์ ในฤดูกาลนี้ ถือว่ายอดเยี่ยม และเขายังอุบไต๋ ว่าจะอยู่กับเชลซีต่อไปในฤดูกาลหน้าหรือไม่ แต่โอกาสที่เขาจะไปจากเชลซี ใช่ว่าจะน้อย โดยเฉพาะ เรอัล มาดริด ที่เตรียมกว้างซื้อครั้งใหญ่ หลังต้องเจอกับฤดูกาลที่แสนจะน่าผิดหวังในฤดูกาลนี้

อาซาร์ โดนแฟนบอล “สิงห์บลูส์” จอดรถถามโดยบังเอิญ พร้อมอัดคลิปไว้ โดยแฟนบอลถามว่า จะอยู่ที่เชลซี ต่อไปหรือเปล่า แต่ แนวรุกเบลเยียม เลือกจะขับรถหนีไปโดยไม่ตอบอะไร ยิ่งสร้างความไม่มั่นใจให้แฟนบอล และยิ่งทำให้แฟนบางกลุ่มเชื่อว่าเขาจะ “ไปแน่” ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เชลซี คงต้องทำงานหนักก่อน เพื่อที่จะรั้งเขาไว้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ก่อนเป็นตัวเลือกแรก และถ้ารั้งไม่ได้ ก็น่าจะต้องรีดค่าตัวเขาจาก เรอัล มาดริด ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ เราต้องมารอดูกันหลังจบฤดูกาลอีกที

 

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ สร้างประวัติศาสตร์

16 ปี 30 วัน คืออายุของ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เจ้าของสถิติใหม่ในฐานะนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนามในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

เขาเกิดในวันที่ 4 เมษายน 2003 ซึ่งถ้า สก็อตต์ ปาร์กเกอร์ ตัดสินใจเร็วกว่านี้สักสองเดือน เราอาจจะเห็นเขาได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ด้วยวัยเพียง 15 ปีเศษเท่านั้น ซึ่งในวันที่เขาเกิดมันยังเป็นเวลาที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังไม่ได้คว้าแชมป์รายการใด ๆ เลยในฐานะผู้จัดการทีม

เอลเลียตต์ ลงมาเล่นแทนอังเดร อังกุสซ่า ในนาทีที่ 88 แต่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสร้างสถิติใหม่ให้พรีเมียร์ลีก

ดูเผิน ๆ อาจจะดูเหมือนว่า เขาถูกส่งมาเพื่อสร้างสถิติใหม่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ถ้าเขาไม่มีของโอกาสจะมาติดทีมฟูแล่มก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะในระยะหลัง อังกฤษ เริ่มผลิตกองกลางมากฝีมืออายุน้อยได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ฟิล โฟเด้น, สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ และ เจด้อน ซานโช่

ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้ ชื่อของ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ อาจจะกลายเป็นที่พูดถึงในวงการฟุตบอลอังกฤษก็ได้

 

แมนฯ ยูไนเต็ด กับความเปลี่ยนแปลงที่ต้องมาถึง

(Anthony Devlin/PA via AP)

สภาพฟอร์มการเล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พบกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ เรียกได้ว่า “ดูไม่จืด” จนทั้งแฟนบอล, อดีตผู้เล่น รวมไปถึง นักวิจารณ์ ยังออกมาสับแหลก แม้กระทั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” เอง ยังออกมารับสภาพว่าทีมไม่ควรได้ไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก จริง ๆ

ไม่ใช่แค่ฟอร์มการเล่นในสนาม แต่ ยูไนเต็ด ยังมีเรื่องนอกสนามให้คิด และให้แก้ไขมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ลงรอยระหว่าง อองโตนี่ มาร์กชิยาล กับ โซลชา หรือ ข่าวการย้ายทีมของ ปอล ป็อกบา และการพยศของมาร์คัส แรชฟอร์ด

และยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอย่างการโละนักเตะเก่าบางรายออกไปจากทีม และดึงนักเตะใหม่ ๆ เข้ามา แถมยังมีความน่าปวดหัวเพราะการไม่ได้ไปเล่นในถ้วย “บิ๊กเอียร์” ทำให้ทีมของพวกเขาจะไม่ดึงดูดนักเตะเท่าที่ควรในตลาดนักเตะคราวนี้ด้วย

แต่ไม่ว่าอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป นอกจากทีมจะไม่ไปถึงไหนแล้ว แฟนบอลจะยิ่งหมดศรัทธาในทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

 

ลิเวอร์พูล กับความพยายามที่น่าชื่นชม

(Owen Humphreys/PA via AP)

เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยกล่าวไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้ามารับงานในถิ่นแอนฟิลด์ ว่าไม่อยากให้แฟนบอลตัดสินเขาจากถ้วยแชมป์ และถ้าไม่เอาถ้วยแชมป์เป็นบรรทัดฐานอย่างที่คล็อปป์ว่า เชื่อว่าเหล่า “สเกาเซอร์” พอใจมากกับสิ่งที่ ลิเวอร์พูล เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในกรณีเลวร้ายที่สุดของลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ คือการจบมืเปล่า พลาดทั้งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเขา “โคตรสู้” และ ทำเต็มที่แล้วสำหรับทุกอย่าง

ในพรีเมียร์ลีก การพยายามเต็มที่เพื่อเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ในช่วงท้ายเกมจากประตูของ ดิว็อก โอริกิ เป็นเรื่องที่อาจจะดูเหมือนมีดวง แต่ก็ต้องเคารพหัวจิตหัวใจของพวกเขา และถ้าลิเวอร์พูลทำได้ถึง 97 คะแนนในบั้นปลาย แล้วไม่ได้แชมป์ ก็ต้องยอมรับว่า พวกเขา “ไม่มีดวง” อย่างแท้จริง ที่มาเจอทีมที่ดีกว่าในปีนี้ หาใช้พวกเขา “ไม่ดีพอ” แต่อย่างใด เพราะ 97 คะแนนนั้น มากกว่าทุกทีมที่ได้แชมป์ ยกเว้น แมนฯ ซิตี้ ในปีก่อน และ (อาจจะ) ซิตี้ ในปีนี้ด้วย

ส่วนในแชมเปี้ยนส์ ลีก การคัมแบ็คใส่ บาร์ซ่า 4-0 และเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 4-3 ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็ว่าได้ เป็นปาฏิหาริย์ที่แอนฟิลด์ ที่ยิ่งใหญ่ และพวกเขาทำได้ในเกมที่ไม่มีทั้ง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และ โม ซาลาห์

สุดท้ายแล้วถ้า ลิเวอร์พูล “ว่าว” แบบที่แฟนทีมอื่น ๆ ชอบล้อเลียนพวกเขา ก็อยากให้เขาใจว่า หาใช้พวกเขาไม่ดีพอ หรือว่าล้มเหลว หากแต่แค่ “ไร้โชค” เท่านั้น

 

แมนฯ ซิตี้ ในวันที่ทำได้ในสิ่งที่ต้องได้

(AP Photo/Rui Vieira)

ประตูชัยของ แว็งซองต์ กอมปานีย์ ที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นประตูเพียงลูกเดียวที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องการและทำได้ ซึ่งมันส่งผลให้พวกเขาได้ 3 คะแนนที่ต้องการ และกุมชะตากรรมการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ของตัวเองไว้ได้ต่อไป

โดยนี่ไม่ใช่นัดแรก ที่ ซิตี้ ชนะคู่แข่งแบบ “เฉือน” แต่มันเป็นเกมที่ 3 จาก 4 นัดหลัง ทั้งชัยชนะเหนือ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, เบิร์นลี่ย์ และล่าสุดกับ เลสเตอร์ ซิตี้

สิ่งเหล่านี้ คือหนึ่งในคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์ควรมี คือการที่พวกเขาจะต้องได้ชัยชนะ ในเกมที่ควรได้ หรือ ได้ประตูในจังหวะที่ต้องได้ และที่สำคัญคือ ซิตี้ ปิดเกมได้เสมอ เมื่อเขาได้ประตูที่ต้องการแล้ว

และหลังจากนี้ มีอีกแค่เกมเดียวที่ “เรือใบสีฟ้า” ต้องทำแบบนี้ให้ได้ คือในช่วงสุดสัปดาห์นี้ กับ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน และถ้าพวกเขาทำได้ แชมป์พรีเมียร์ลีก จะตกอยู่ในมืออีกสมัย

คำถามคือ พวกเขาจะทำได้จริงไหม?

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports