จบกันไปแล้ว สำหรับพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 และมันก็เป็นการคว้าแชมป์แบบไม่พลิกล็อกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่นำในตารางคะแนนก่อนลงเล่นในสัปดาห์นี้

ก่อนอื่น ๆ ผู้เขียนคงต้องขอบคุณท่านผู้อ่านทางทรูไอดี ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งขาประจำหรือขาจร ที่ติดตามคอลัมน์ “5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลังผ่านพรีเมียร์ลีกแต่ละสัปดาห์” มาตลอด (หรืออาจจะเพิ่งมาอ่านชิ้นแรกในชิ้นนี้ก็ตาม) ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ถ้าสิ่งใดผิดพลาด หรือ ไม่ถูกใจ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี่

สำหรับในฤดูกาลหน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทุกท่านน่าจะยังได้ติดตาม คอลัมน์ “5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลังผ่านพรีเมียร์ลีกแต่ละสัปดาห์” ผ่านทาง ทรูไอดี เช่นเดิมนะครับ

สำหรับ 5 สิ่งสุดท้าย จากเกมพรีเมียร์ลีกนัดท้ายสุดของฤดูกาลที่เราได้เรียนรู้ มีอะไรบ้าง…ไปดูกันเลย

 

1 และ 4 เลขมนตราของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

(AP Photo/Frank Augstein)

 เลข 1 กับเลข 4 อาจจะเป็นเลขนำโชคของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังพวกเขาเอาชนะไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบที่มีเสียวเล็ก ๆ จากการโดน เกล็น เมอร์เรย์ ทำประตูให้เจ้าบ้านนำไปก่อน ก่อนมายิง 4 ลูกรวด เอาชนะ ไปได้ 4-1

ชัยชนะเกมนี้ ทำให้พวกเขา ชนะติดต่อกันเป็นนัดที่ 14 หลังจากเกมที่พ่ายต่อ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการพ่ายแพ้นัดสุดท้ายของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นนัดที่ 4 โดยจาก 4 นัดที่เขาแพ้ เป็นการแพ้ในบ้านเพียง 1 นัดเทานั้น

ชัยชนะในนัดสุดท้าย ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์เหนือ ลิเวอร์พูล 1 คะแนน และแน่นอนว่า นี่คือแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 4 ของพวกเขาอีกด้วย

เหมือนบังเอิญใช่ใหม่ครับ แต่มีบังเอิญกว่านั้นอีก เพราะนี่ คือแชมป์ลีก สมัยที่ 14 ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คว้ามาได้ทั้งในฐานะนักเตะ และโค้ชด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมา เกี่ยวกับเลข 1 และ 4 อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ แต่ที่ไม่บังเอิญแน่ ๆ คือฝีมือ และความนิ่งของ ซิตี้ ในปีนี้ เพราะถึงตรงนี้ คงไม่มีใครกล้าพูดว่า การคว้าแชมป์ของพวกเขาเป็นเรื่องบังเอิญแน่ ๆ

 

ลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ 

(Peter Byrne/PA via AP)

ถึงจะพลาดแชมป์ลีกเป็นปีที่ 29 ติดต่อกันแล้ว สำหรับลิเวอร์พูล แต่ ฟอร์มการเล่นของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ไม่มีอะไรให้แฟนบอลคางคา และเสียใจ ถึงแม้จะดูน่าเสียดายไปบ้าง ที่ต้องมาชวดแชมป์ไปแค่แต้มเดียวก็ตาม

ไม่ใช่คำกล่าวที่ผิดถ้าจะบอกว่า ซิตี้ เป็นทีมที่ดีกว่า ลิเวอร์พูล ถ้าวัดจากตารางคะแนน แต่ถ้าวัดจากฟอร์มการเล่นโดยรวม ในฤดูกาลนี้ ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ไม่ได้เป็นรองทีมของ กวาร์ดิโอล่า เลย แต่มันเป็นเรื่องของ โชคและดวง และ ระยะอีกแค่ 29.11 มิลลิเมตรเท่านั้น

เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคนดูบอลเป็นคงจะดูออกว่า ทีมของ คล็อปป์ เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม และจะกลับมาต่อกรกับ “เรือใบ” ในฤดูกาลหน้าได้อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขามีทีมที่ดี โค้ชที่ดี สปิริตที่ดี ซึ่งพวกเขาถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในเรื่องเหล่านั้น ขาดแค่แชมป์ที่จะการันตีเป็นรูปธรรมเท่านั้น

ดังนั้น ในฤดูกาลหน้า พวกเขาน่าจะกลับมาท้าชิง ในสิ่งที่พวกเขาขาดไปในฤดูกาลนี้ และนั่น น่าจะทำให้ พรีเมียร์ลีก กลับมาเดือดอีกครั้งแน่นอน

แต่สำหรับ “แฟนหงส์แดง” ในฤดูกาลนี้ พวกคุณอาจจะเสียดายไม่ได้แชมป์ แต่พวกคุณไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจเลย

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา

(AP Photo/Rui Vieira)

ตรงข้ามกับ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ยุคมืดอย่างแท้จริง ผลงานในการพ่ายต่อ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมที่ตกชั้นไปแล้วในบ้านตัวเองด้วยสกอร์ 0 เป็นอะไรที่ตอกย้ำความย่ำแย่ในเรื่องนั้น

จากที่เราเห็นในฤดูกาลที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ต้องการความเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ กองกลาง, กองหน้า, กองหลัง หรือ ผู้รักษาประตู เท่านั้น มันรวมไปถึง สไตล์การทำทีมในช่วงหลังของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, แท็คติกส์ และทัศนคติของผู้บริหารก็ด้วย!

และทั้งหมดนี้ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาลนี้ เริ่มจากการถ่ายเลือดนักเตะ โดยปล่อยนักเตะบางส่วนออกไป และดึงนักเตะใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับทีมอย่าง ยูไนเต็ด แต่ที่น่าเป็นห่วง คือสไตล์การทำทีมของ โซลชา กับ การทำงานของ เอ็ด วูดเวิร์ด ที่ต้องมาลุ้นกันว่า จะเป็นแบบในฤดูกาลนี้อีกหรือไม่

แต่ทั้งหมดทั้งมวล แฟน “ปีศาจแดง” อาจจะต้องอดทนกันสักหน่อย เพราะมันก็น่าจะเป็นเหมือนอย่างที่ กุนซือชาวนอร์เวย์ กล่าวไว้ว่า “ถ้าปีหน้า แมนยูลุ้นแชมป์ก็เป็นเรื่อง ปาฏิหาริย์แล้ว” และเป้าหมายของยูไนเต็ด คือ “การลดช่องว่าจากทีมอื่น ๆ” เท่านั้น

 

โอบาเมยัง-มาเน่ กับลูกฮึดให้เป็นดาวซัลโว

(Nigel French/PA via AP)

การทำ 2 ประตูของ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง ในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ และ ซาดิโอ มาเน่ ที่ทำ 2 ประตูเช่นกันในเกมเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 ส่งให้พวกเขาขึ้นไปเป็นดาวซัลโวของฤดูกาล ร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยืนรอที่ 22 ประตูก่อนลงสนามในนัดนี้

แน่นอน ว่าถ้าเทียบกับฤดูกาลก่อน ที่ โม ซาลาห์ ยิงได้ 32 ประตู หรือ ฤดูกาล 2016/17 ที่แฮร์รี่ เคน ยิงได้ 28 ประตู จำนวน 22 ประตู ถือเป็นจำนวนที่น้อย แต่ถ้ามองในแง่ของการแข่งขันแล้ว การมีดาวซัลโว 3 คน ถือเป็นการแข่งขันที่ สูสีมากเลยทีเดียว

และที่ต้องยกย่องเป็นพิเศษ คือในรายของ ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง ที่เขามีเวลาลงสนามน้อยที่สุด เมื่อเทียบกันทั้ง 3 คน และมีโอกาสยิงน้อยที่สุดด้วย เพราะเขาต้องแบ่งกันเล่นกับ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ ตามแท็คติกส์ของอูไน เอเมรี่ ซึ่งน่าคิดว่า ถ้าเขามีแวลา อละโอกาสลงสนามเยอะกว่านี้ เขาอาจจะมีโอกาสเหมาเดี่ยวในตำแหน่งดาวซัลโวหรือเปล่า?

 

ฤดูกาลที่มีคุณภาพที่สุดครั้งหนึ่ง

(AP Photo/Frank Augstein)

ถึงแม้ไม่ใช่ฤดูกาลที่มีการขับเคี่ยวกันหลายทีม แต่การลุ้นแชมป์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ สัมผัสได้ตลอด 38 เกมที่ผ่านมา เพราะมันเต็มไปด้วยความระทึก และ เร้าอารมณ์จนนัดสุดท้าย

ไม่ใช่แค่นั้น การลุ้นอันดับที่ 4 รวมไปถึงการหนีตกชั้น ก็ต้องลุ้นกันจนนัดรองสุดท้าย กว่าจะได้ทีม ท็อป 4 กับทีมตกชั้นครบทั้ง 3 ทีม

นอกจากนี้ ทีมกลางตาราง ยังเป็นตัวแปลสำคัญทั้งในส่วนการลุ้นแชมป์, ลุ้นพื้นที่ยุโรป และลุ้นหนีตกชั้น ไม่ว่าจะเป็นทีมอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือ คริสตัล พาเลช ที่เป็นตัวแปลที่น่าเหลือเชื่อในฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ที่น่าจะสรุปได้ว่า พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น คือฤดูกาลคุณภาพ ครั้งหนึ่งของศึกพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย…

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports