ยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป ก็จะมีสโมสรที่แตกต่างกัน ก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ และในบางยุคสมัยของโลกฟุตบอล สโมสรที่ยิ่งใหญ่อาจจะมีมากกว่า 1 ทีม และบางที สโมสรเหล่านั้นอาจจะมาจากเมืองเดียวกันก็เป็นได้

ในฤดูกาล 2018/19 ที่ผ่านมา ทีมจากลอนดอน แม้ไม่ใกล้เคียงจะได้ลุ้นแย่งแชมป์ในบั้นปาย แต่พวกเขาก็ทำผลงานได้ดี จนมีลุ้นคว้าถ้วยรางวัลในเวทียุโรปมาครองกันได้ถึง 3 ทีม โดยทั้งหมดเป็นทีมจากบรรดา บิ๊ก 6 ทั้งสิ้น

ซึ่งนั่น อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในแง่ฟุตบอลลีกก็จริง แต่ในเวทียุโรป อย่างยูโรป้าลีก แชมป์จะอยู่ที่เมืองนี้แน่นอน ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ใครจะกล้าการันตีว่า ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ จะแพ้แน่ ๆ

ก่อนจะถึงจุดที่รู้ตัวแชมป์ เราไปรู้เรื่องราวของพวกเขากันสักหน่อย เรื่องราวของเหล่าบันดาทีมจากลอนดอน…

 

“ไก่เดือยทอง” – ไม่ใช้เงินแต่มีลุ้นจ้าวยุโรป

 (AP Photo/Kirsty Wigglesworth)

ข่าวการปิดตลาดช่วงซัมเมอร์ของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ โดยไม่มีนักเตะใหม่เข้ามาร่วมทีม กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสื่อังกฤษอย่างหนัก และการสะดุด 2 นัดติดต่อ วัตฟอร์ด และ ลิเวอร์พูล ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า การไม่ยอมทุ่มทุนเสริมทัพ เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ “ไกเดือยทอง”

แต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็พิสูจน์แล้วว่า “มันไม่ใช่”

อันที่จริง ท็อตแน่ม ในฤดูกาลนี้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหามากมายตลอดฤดูกาล ทั้งการต้องขาดนักเตะตัวหลัก ๆ หลายคน ไล่ตั้งแต่การไปรับใช้ชาติของ ซอง เฮือง มิน ในซีเกมส์ ช่วงต้นฤดูกาล การบาดเจ็บเป็นระยะของ เดเล่ อัลลี รวมไปถึงการไม่มี แฮร์รี่ เคน ในช่วงปลายฤดูกาล

นอกจากนี้ ปัญหาคาราคาซังเรื่องสนามแห่งใหม่ ถึงจะคลี่คลายไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ส่งผลกระทบกับโปรแกรมของพวกเขาที่ต้องโยกไป ย้ายมา อยู่พอสมควรด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลต้องให้เครดิตอย่างมากกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีม ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ของทีมให้ไม่เลวร้ายเกินไป และประคับประครองทีม จนจบในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในอันดับ 4 ได้ และนอกจากนั้น พวกเขายังสร้างเซอร์ไพร์ส ในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้ด้วย

ขนาดนี้แล้ว ถึงไม่ได้ลุ้นแชมป์ ก็ต้องบอกว่า “ยอดเยี่ยมมาก”

 

“สิงห์บลูส์” – แม้จะไม่ลงตัว แต่ผลงานก็ไม่ชั่วช้า

(AP Photo/Kirsty Wigglesworth)

ในสายตาแฟนบอลเชลซีส่วนมากแล้ว เมาริซิโอ ซาร์รี่ อาจจะไม่ใช่หัวหน้าโค้ลที่เป็นที่รักของแฟนบอลมากนัก โดยหลาย ๆ คนมองว่าเขาไม่ได้ทำอะไร หรือมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากเดินไปเดินมา และ เคี่ยวก้นบุหรี่ เพื่อแก้อาการเสี้ยนบุหรี่

แต่ในความจริงทางสถิติแล้ว ซาร์รี่ กุนซือที่แก้เกมดีที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก โดยเขาสามารถพลิกสถานการณ์จากที่ทีมจะต้องแพ้ เป็นเสมอ หรือ จะต้องเสมอเป็นชนะ ได้ถึง 11 นัดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

แน่นอน ส่วนหนึ่งอาจจะต้องยกเครดิตให้กับความยอดเยี่ยมของ เอเด็ง อาซาร์ ที่เล่นในฤดูกาลนี้ได้อย่าง “เหนือมนุษย์” หลังจากทำไป 16 ประตู กับ 15 แอสซิสต์ ในทุกรายการ และมีโอกาสที่จะพาเชลซี เถลิงแชมป์อีกรายการ ในยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ก่อนที่เขาจะจากไป(?)

และถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์ ยูโรป้า ลีกได้ เชลซีก็ไม่เดือดร้อน หลังสามารถจบอันดับที่ 3 ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้สำเร็จไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาการันตีการไปเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอนด้วย ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานระดับสุดยอด แต่มันก็ทะลุเป้าหมายที่ทีมวางไว้ในตอนแรก คือการจบท็อปโฟร์

ส่วนจะได้แชมป์ติดไม้ติดมือสักรายการมั้ยนั้น…ต้องว่ากันอีกที

 

“ปืนใหญ่” – การเริ่มต้นที่เลวร้ายไม่ได้หมายความว่าจะไปไม่ถึงเป้า

(AP Photo/Tim Ireland)

อาร์เซน่อล เปิดฤดูกาลด้วยความพ่ายแพ้ 2 นัดติดต่อทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เชลซี โดยพวกเขาต้องหล่นลงมารั้งอันดับ 17 ของตาราง และมีข่าวว่า อูไน เอเมรี่ กลายเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีโอกาสโดนปลดจากตำแหน่งในตอนนั้นด้วย

แต่หลังจากนั้น “ปืนใหญ่” ก็เก็บชัยชนะรัว ๆ 7 นัดติด และขึ้นมาลุ้นเป็นทีมอันดับ ท็อป 4 ของตารางการแข่งขันในศึกพรีเมียร์ลีก จนได้

แน่นอนว่า ผลงานในช่วงท้ายฤดูกาล ที่พวกเขาหลุดฟอร์มไปพร้อม ๆ กับ ทีมลุ้นท็อป 4 อีก 3 ทีมที่เหลือ ทำให้พวกเขาต้องจบในอันดับที่ 5 แต่ผลงานในฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก กลับกลายเป็นตัวชูโรงของพวกเขาในฤดูกาลนี้ เมื่อพวกเขาล้มทีมอย่าง นาโปลี และ บาเลนเซีย ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

และต้องไปเจอคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน อย่าง “สิงห์บลูส์” อีกครั้ง หลังผลัดกัน ชนะ-แพ้ ในพรีเมียร์ลีกมาทีมละครั้ง

จะว่าไป แชมป์ยูโรป้า ลีก เป็นภาคบังคับของ อูไน เอเมรี่ ที่ต้องทำให้ได้เหมือนกัน เพราะไม่เช่นนั้น พวกเขาจะไม่สามารถบรรลุเป้าในการไปเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าที่ทีมตั้งไว้ตอนเปิดฤดูกาลได้ แต่เชลซีคงไม่ยอมปล่อยให้ตำแหน่งแชมป์อยู่ในมือคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน ง่าย ๆ แน่

แต่ แฟนปืนใหญ่ อาจจะเย็นใจได้เปราะหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่า เอเมรี่ เป็นเซียนบอลถ้วยตัวจริง และ เคยพาทีมเซบีญา คว่แชมป์รายการนี้มาแล้ว 3 สมัยซ้อนด้วย ส่วนผลจะเป็นยังไง ไปรอดูกันสิ้นเดือนนี้แล้วกันนะ…

 

อื่น ๆ อีกมากมายในลอนดอน

(AP Photo/Rui Vieira)

 นอกจากสามทีมชูโรงที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้ง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, อาร์เซน่อล และ เชลซี ทีมอื่น ๆ ในลอนดอน ปีนี้ ล้วนแต่สร้างสีสัน ให้กับพรีเมียร์ลีก ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสตัล พาเลช, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือทีมที่ต้องตกชั้นไปในปีนี้อย่าง ฟูแล่ม ก็ตาม

เริ่มกันที่ “ขุนค้อน” เพราะมานูเอล เปเยกรินี่ มีข่าวเกือบโดนไล่ออกในช่วงต้นฤดูกาล แต่เมื่อพวกเขาจูนทีมติด เวสต์แฮม ก็กลายเป็นทีมที่น่ากลัว และกลับขึ้นมาจบท็อป 10 จนได้ ซึ่งทีมของพวกเขาปีนี้ ยังผลิตดาวรุ่งที่น่าจะสร้างความฮือฮา ในตลาดนักเตะที่จะมาถึงอย่าง ดีแคลน ไรซ์ ขึ้นมาได้ด้วย

ด้าน คริสตัล พาเลข ถึงแม้จะจบอันดับต่ำกว่า เวสต์แฮม แต่พวกเขาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้เข้มข้น เพราะพวกเขา คือทีมเดียวที่บุกไปเชือด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์ได้ถึง เอติฮัด สเตเดี้ยม และยังบุกไปชนะ อาร์เซน่อล ได้ถึงบ้านด้วย พวกเขามีศักยภาพทีมที่ดี และล่าสุดก็มีข่าวได้รับความสนใจที่จะเข้าไปเทคโอเวอร์ จาก อดีตนายกอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

ส่วนฟูแล่ม ถึงแม้จะตกชั้นไปแล้ว แต่พวกเขาก็มีศักยภาพ และกำลังเงินเหลือเฟือจาก ซาฮิด ข่าน ที่พร้อมจะจ้างกุนซือฝีมือดีเข้ามาทำให้ทีมเลื่อนชั้นกลับไปสู่พรีเมียร์ลีกในเร็ววัน และ อย่าลืมว่า ท้ายฤดูกาล พวกเขามีประกายว่ากำลังจะไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลัง เก็บชับได้ 3 นัดติดด้วย

ส่วนปีหน้า ทีมจาก ลอนดอน จะเหลือแค่ 3 ทีมแน่นอนแล้ว เพราะทีมที่ขึ้นชั้นไปแล้ว รวมถึงมีลุ้นเลื่อนชั้น ไม่มีทีมจากลอนดอนเลย แต่กระนั้น ทีมทั้ง 5 ที่เหลืออยู่ในลอนดอน ทั้ง ท็อตแน่ม, เชลซี, อาร์เซน่อล, เวสต์แฮม และ พาเลช ก็ล้วนแต่น่าจับตามอง และน่าจะสร้างความเซอร์ไพร์สบางอย่างให้กับพรีเมียร์ลีกได้เหมือนเดิม แน่นอน…

 

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports