มีใครหลายๆ คนบอกไว้ว่า การพบกันของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ เอสซีจี เมืองทองฯ ในวันนี้ หาใช่ “บิ๊กแมตช์” แห่งวงการลูกหนังบ้านเราอีกต่อไป หลังความตกต่ำของทัพ “กิเลนผยอง” ที่ร่วงหล่นไปรั้งบ๊วยของตาราง ตามมาด้วยมรสุม พร้อมข่าวลือต่างๆ มากมาย จนราวกับว่าพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ “สมน้ำสมเนื้อ” ของ “ปราสาทสายฟ้า” อีกต่อไป

“BEFORE” KICK OFF

แต่ถ้าใครที่ได้เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศถึงขอบสังเวียน ช้าง อารีน่า กับการแข่งขันไทยลีก 2019 สัปดาห์ที่ 12 จะรู้ได้เลยว่า มนต์ขลังของความเป็น “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” ในเกมนี้ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม วัดจากแฟนบอลเรือนหมื่นที่ตบเท้าเดินทางมาตั้งแต่ในช่วงบ่าย ก่อนหน้าเสียงนกหวีดแรกจะเริ่มขึ้นถึง 5 ชั่วโมง บูทกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับการเปิดรังเหย้า Predator Arena ของ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด PES” เป็นครั้งแรก ท่ามกลางเสียงตอบรับของเหล่าแฟนบอล GU12 ที่มีหัวใจ E-Sports ถือเป็นการโหมโรงก่อนที่นักเตะของทั้งสองทีมจะเดินทางมาถึงสนามได้เป็นอย่างดี

แสงอาทิตย์เริ่มลาลับ แฟนบอลทั้งสองทีมต่างเริ่มทะยอยเข้าสู่สนามหลังจากได้ตะโกนต้อนรับรถบัสทีมรักของตัวเอง แม้ทุกคนจะรู้ดีว่า ทั้งสองสโมสรต่างสถาปนาเป็น “คู่รักคู่แค้น” ต่อกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ประทับใจมากๆ ในวันนี้ ก็คือ แฟนบอลทั้งสองทีมต่างสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการเชียร์ และการให้เกียรติต่อเหล่านักเตะทุกๆ คน

นอกเกมเราคือเพื่อนกัน แต่ในสนามลุยเต็มที่ แบบนี้สิที่ต้องการ !!!

เสียงตะโกนเรียกชื่อนักเตะทั้งฝั่ง บุรีรัมย์ และเอสซีจี เมืองทองฯ ดังกึกก้องทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงสนาม

แววตาของเด็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง และความฝัน ยามได้เห็นฮีโร่ของพวกเขาตัวเป็นๆ หาใช่ในจอโทรทัศน์ นี่คือการเสริมสร้างแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

ความเป็นกันเองของนักเตะทั้งสองทีมต่อแฟนบอลทุกๆ คน โดยไม่เลือกปฏิบัติ แม้ว่าแฟนบอลคนนั้นจะสวมเสื้อเชียร์ฝั่งตรงข้ามของคุณ แม้ทุกคนจะรู้ดีว่า นี่คือเกมที่กดดัน และบีบคั้นทั้งร่างกาย – หัวใจ หากใครไม่มีใยเหล็กเสริม คุณฝ่าด่านหินนี้ไม่รอดแน่ๆ

ถึงตรงนี้ ทุกๆ คนต่างพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งนักเตะ สต๊าฟ แม้กระทั่ง “แฟนบอล” …

45 นาทีแรก ที่ “กิเลนผยอง” ทำได้ดีเกินคาด

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลงสนามในชุดสีกรมท่าตัวเก่ง เช่นเดียวกับฝั่ง “กิเลนผยอง” ที่มาในเสื้อสีแดงเพลิงอันน่าเกรงขาม แม้ว่าพวกเขาจะออกสตาร์ทในลีกได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่แน่นอน ขึ้นชื่อยี่ห้อ เมืองทองฯ ก็คงไม่มีใครที่จะกล้าประมาทในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดันแบบนี้ ดั่งที่ “บอสโก้” ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนเกม

“ไม่สำคัญว่าทั้งสองทีมอยู่ตำแหน่งไหน เราต้องให้เกียรติเขา เพราะเมืองทอง เป็นทีมใหญ่ มีนักเตะเก่ง ๆ หลายคน ซึ่งเราต้องมีสมาธิมากขึ้น เกมนี้เราต้องทำให้ได้เหมือนหลาย ๆ เกมที่ผ่านมา นักเตะเราต้องมีวินัย แสดงทัศนคติที่ดีออกมา ต้องสู้ตลอดทั้งเกม สู้เพื่อเพื่อนร่วมทีม เพื่อแฟนๆ และชนะให้ได้”

ก่อนเกมจะเริ่ม กูรูลูกหนังบ้านเราต่างตั้งคำถามกับการเดินทางมายัง บุรีรัมย์ ของ เอสซีจี เมืองทองฯ ในครั้งนี้ว่า “จะเอาอะไรไปสู้ ?” เพราะนอกเหนือจากปัญหาฟอร์มการเล่นของนักเตะในทีมแล้ว พวกเขายังต้องสู้กับข่าวลือนอกสนามที่ถาโถมกระหน่ำใส่อย่างหนัก ทั้งการปล่อยตัวนักเตะออกจากทีม เช่นเดียวกับเก้าอี้เฮดโค้ชของ ยุน จอง ฮวาน ที่ร้อนฉ่าทุกองศา

แต่ทว่าภาพที่เกิดขึ้นใน ช้าง อารีน่า ตลอด 45 นาทีแรกก็คือ ยุน จอง ฮวาน ได้ปลุกเร้าให้ลูกทีมทุกคนวิ่งสู้ฟัดเพื่อเอาชนะ “บอลระบบ” ของเจ้าถิ่นให้ได้ แม้จะต้องตกเป็นรองในแง่ของรูปเกม และการครองบอล แต่ทว่า เอสซีจี เมืองทองฯ ก็ยังมีโอกาสในการลุ้นพังประตูขึ้นนำอยู่สองสามครั้ง หากเปรียบเป็นมวยก็คงต้องใช้คำว่าได้ “ออกหมัดแย็บ” เหมือนกัน

ขณะที่เกมรับ การเติมสูงของวิงแบ็กบุรีรัมย์ ทั้ง นฤบดินทร์ กับ กรกช นั้น ทำให้ สุพร กับ ศุภนันท์ ต้องงัดเอาลูกหนัก และการบีบให้ออกบอลเท้าข้างไม่ถนัดมาหยุดยั้ง ซึ่งผลที่ออกมานั้นก็ต้องบอกว่า “น่าพอใจ” เพราะแม้จะยังมีหลุดๆ อยู่บ้าง แต่สุดท้าย “กิเลนผยอง” ก็ยังไม่เสียประตูแต่อย่างใด

หันมามองที่ฝั่งเจ้าถิ่น เกมนี้ โบซิดาร์ บันโดวิช มีผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดอยู่ในมือ พวกเขาเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่าน 20 นาทีแรกไป แต่ทว่าการไม่สามารถพาบอลเข้าไปอยู่ในพื้นที่สังหารได้ ทำให้แฟนบอล “ปราสาทสายฟ้า” ยังคงต้องรอคอยกับประตูเบิกร่องที่ต้องการ

น่าสนใจมากๆ ว่า การเข้ามาของ บรูโน่ มาเซ็นก้า ในเลกที่สอง จะสามารถช่วยเสริมแกร่งให้แนวรุก บุรีรัมย์ ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า นับตั้งแต่การจากไปของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ก็ยังไม่มีแข้งต่างชาติรายไหนของทีมที่ก้าวเข้ามาแล้วสามารถทดแทนพื้นที่ของ “เทพเจ้าสายฟ้า” ได้เลย

จบครึ่งแรก “0-0”

บุรีรัมย์ เมืองทอง

2nd HALF : ชัยชนะที่มาจากฝีเท้าของคน “บุรีรัมย์”

เมื่อทีมยังไม่ได้ประตูที่ต้องการ “บอสโก้” เองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องคิด และตัดสินใจให้เร็วด้วยการส่ง ศุภชัย ใจเด็ด ลงมายืนเป็นศูนย์หน้าคู่กับทาง เปโดร จูเนียร์ พร้อมกับถอย ศศลักษณ์ ลงไปยืนในตำแหน่งวิงแบ็กซ้ายแทนที่ กรกช ถือเป็นการเดิมพันที่หน้าสนใจเพื่อเป้าหมายเดียวคือการคว้าสามคะแนนให้ได้เท่านั้น

การวางหมากไม่ให้วิงแบ็กทั้ง ศุภนันท์ กับ สุพร เติมเกมรุกตามใจ ทำให้เกมรุก เอสซีจี เมืองทองฯ ยังดูขาดๆ เกิน เป็นการเพิ่มความโดดเดี่ยวให้กับ ธีรศิลป์ และเฮแบร์ตี้ อย่างเห็นได้ชัด

แต่ด้วยคลาสบอลของดาวเตะแซมบ้า จึงทำให้ “กิเลนผยอง” มีโอกาสได้ลุ้นประตูอยู่เรื่อยๆ ด้วยความสามารถเฉพาะตัวในการพาบอลลากจี้แนวรับเจ้าถิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแต่เท้าซ้ายของ เฮแบร์ตี้ ยังไม่ทำงานเท่านั้น

เข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกม ท่ามกลางความอึดอันทั้งแฟนบอล และนักเตะในสนาม สุดท้ายผู้ที่เข้ามาอาสาปลดล็อกความอึดอัดทั้งปวงก็คือ “เจ้าพี” ศศลักษณ์ ไหประโคน เลือดเนื้อเชื้อไขชาวบุรีรัมย์แท้ๆ จากความหละหลวมในการประกบตัวของแนวรับทีมเยือน ก่อนที่เจ้าตัวจะลากบอลตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาบอลแฉลบผ่านมือ ดัง วัน ลัม เข้าไปอย่างเด็ดขาด ต่อหน้าแฟนบอลร่วม 27,009 ชีวิตใน ช้าง อารีน่า

คงไม่มีใครจะลงเล่นเพื่อ บุรีรัมย์ ได้เต็มที่ไปกว่าคนบุรีรัมย์อีกแล้ว การตัดสินใจดึงแข้ง “ประโคนชัย” รายนี้กลับมาค้าแข้งใน ช้าง อารีน่า ถือเป็นเครื่องตอกย้ำที่ชัดเจนว่า แนวทางการทำทีมโดยใช้นักเตะพลังหนุ่มที่มีความกระหายลงไล่ล่าความสำเร็จเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนนั้นเป็นอะไรที่มาถูกทางจริงๆ

สำหรับทีมเยือน เกมนัดนี้น่าจะบอกอะไรได้ชัดกว่าเดิมว่า การเสียวิงแบ็กฝั่งขวาที่ดีที่สุดในประเทศนี้อย่าง ทริสตอง โด ไป ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่มิอาจประเมินค่าได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า นี่คือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดหากเปรียบเทียบกันทั้งสองฝั่ง ศุภนันท์ เป็นนักเตะที่ดี แต่ด้วยมาตรฐานที่ ทริสตอง โด ได้ทำเอาไว้ ย่อมเปรียบเสมือกำแพงด่านใหญ่ที่เขาเองต้องพยายามพัฒนาฝีเท้าเพื่อก้าวข้ามมันไปให้ได้

ส่วนเกมรุกครั้งจะไปฝากความหวังในการทำประตูของ เฮแบร์ตี้ เพียงคนเดียวก็เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ความสำเร็จที่ยั่งยืน มิอาจมาได้ด้วยฝีเท้าของใครคนใดคนหนึ่ง

แม้ว่าในท้ายที่สุดเกมนัดนี้จะจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่นตามความคาดหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนสัมผัสได้ก็คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด vs เอสซีจี เมืองทองฯ ยังคงเป็น “ซูเปอร์บิ๊กแมตช์” ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง และศักดิ์ศรีของการเป็นสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ไม่เปลี่ยน แม้ว่า ณ ตอนนี้ ทั้งสองทีมจะมีอันดับในตารางที่แตกต่างกันเหลือเกินก็ตาม…

และที่มากไปกว่านั้น นี่คือชัยชนะของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มาจากฝีเท้า และลมหายใจของคนบุรีรัมย์แท้ๆ อย่าง ศศลักษณ์ ไหประโคน พวกคุณคู่ควรกับสามคะแนนในเกมนี้จริงๆ …

“บก.เก้น”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports