บรรยากาศในถิ่น แพท สเตเดี้ยม เรียกได้ว่าสนามที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลังของทีม “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี อีกหนึ่งสโมสรในประเทศไทยที่เก่าแก่ พร้อมด้วยตำนานของทีมที่ถูกจารึกไว้มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้เลย เป็นแรงขับเคลื่อนของทีมที่สำคัญที่สุดของทีมนี้ก็คือ “พลังศรัทธาของแฟนบอล คลองเตย อาร์มี่” ที่มีความเหนียวแน่นไม่แพ้ฟุตบอลต่างประเทศ

เชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยไม่มีใครคนไหนที่ไม่รู้จักสนามแห่งนี้อย่างแน่นอน เพราะได้ชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่ง “นรกของทีมเยือน” อย่างแท้จริง พวกเขามีเอกลักษณ์ในการเชียร์ของแฟนฟุตบอลที่ดุดัน กดดันคู่แข่งได้ดี ในช่วงที่ทีมได้ลูกเตะมุม หรือฝั่งคู่แข่งที่มาเยือนสนามแห่งนี้ ทำฟาวล์หรือไปกระทบกระทั่งกับนักเตะของฝั่งเจ้าบ้าน เรามักจะได้ยินคำว่า “เฮ้ย! เฮ้ย! ท่าเรือเว้ย” เสียงกระหึ่มสนาม แพท สเตเดี้ยม เป็นอีกหนึ่งวลีที่คอยใช้ข่มขวัญคู่แข่ง และกดดันฝ่ายตรงข้ามได้ดีเยี่ยม

ซึ่งส่วนตัวจากที่ได้ไปเยือนสนามแห่งนี้ ได้ยินคำนี้ทีไร ต้องบอกเลยว่า ขนลุกจริงๆ…

ชีวิตที่ไม่ง่ายของ “การท่าเรือ”

สนามแห่งนี้กำลังอยู่ในช่วงที่มีบรรยากาศสดใส พร้อมกับความสุขของแฟนบอลในย่านคลองเตยแห่งนี้ หลังจากที่ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคมาหลายเส้นทาง วันวานในอดีตที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรคว้าแชมป์รายการฟุตบอลถ้วยในประเทศ ผ่านประสบการณ์ได้มีโอกาสไปเฉิดฉายในเวทีถ้วยเล็กของเอเชีย อย่าง เอเอฟซี คัพ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว มีอุปสรรคต่างๆ เข้ามามากมาย โดยเฉพาะในด้านการเงินของทีมในช่วงนั้น แต่ละปีต้องมาลุ้นว่าจะมีการส่งทีมเล่น ไทยลีก หรือไม่ และเมื่อครั้งที่ทีมตกชั้นลงสู่ลีกพระรองถึงสองครั้งสองครา

กระทั่งปัจจุบัน ใครจะไปเชื่อว่าทีมที่แฟนฟุตบอลไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นแค่ “ทีมไม้ประดับ” ในไทยลีก ทีมที่แฟนบอลหวังว่า “ขอเพียงแค่อยู่รอดยืนหยัดบนเวทีไทยลีกให้ได้แค่นี้ก็มีความสุขมากพอแล้ว และหวังเล็กๆ ว่าจะมีแชมป์สักใบติดไม้ติดมือบ้าง” แต่ตอนนี้ไม่ใช่เลย พวกเขาได้นางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์ แล้วเข้าไปช่วยชุบชีวิตทีมให้ฟื้นกลับขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนสามารถพาทีมฝ่าฟันกับวังวนเดิมๆ มาได้ พร้อมทะยานขึ้นบัลลังก์จ่าฝูง บนศึกสังเวียนที่ไม่มีใครยอมใคร อีกทั้งยังสถาปนาตัวเองมาเป็นทีมใหญ่พร้อมที่จะขึ้นมาเขย่าเส้นทางการแชมป์ในทุกถ้วยทุกรายการในไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นางฟ้าคนนั้นมีชื่อว่า “นวลพรรณ ล่ำซำ”

“มาดามแป้ง” ได้เข้ามาร่วมทำ เอ็มโอยู กับทาง การท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อฤดูกาล 2015 ด้วยจิตใจเปี่ยมด้วยความรักในกีฬาลูกหนัง จากปกติที่รับตำแหน่งเป็น ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิง ทีมชาติไทย อยู่แล้ว

การก้าวเข้าสู่ในเวทีไทยลีกครั้งแรกของเธอนั้น ก็พบกับความยากลำบากมากมาย ในฤดูกาลนั้นทีมกำลังมีผลงานที่ย่ำแย่แบบสุดๆ เปลี่ยนหัวหน้าผู้ฝึกสอนไปแล้วหลายครั้งหลายราย สุดท้ายทีมต้องตกชั้นลงในที่สุด

นายหญิงแห่งสิงห์เจ้าท่า เคยประกาศไว้ผ่านทาง อินสตาแกรม หลังจากที่ทีมต้องตกชั้นลงสู่ ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 (ชื่อเดิม ณ ขณะนั้น) เมื่อฤดูกาล 2015 หลังจากที่แพ้ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในรังเหย้าของตัวเอง พร้อมกับปลุกให้แฟนบอลให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้งว่า “ในที่สุดผลการแข่งขันวันสุดท้ายก็จบสิ้นลง โดยทีมการท่าเรือตกชั้นไปอยู่ในดิวิชั่น 1 แป้งยอมรับว่าเกือบ 11 เดือนที่ได้เข้ามาทำทีมท่าเรือ แป้งได้เรียนผิดเรียนถูก ผ่านประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ชนิดที่ไม่เคยเจอมาตลอดชีวิต ถือเป็นสิ่งที่จะผลักดันให้แป้งปรับปรุงตัวเองและทีมให้มีพัฒนาการให้ดีขึ้นให้ได้ในปีหน้า เราจะกลับมายืนใน TPL ให้ได้โดยเร็ว”

“สำหรับน้ำตาในวันนี้ ขอบอกว่าไม่ได้มาจากความพ่ายแพ้ แต่มาจากน้ำใจ และกำลังใจของแฟนบอลท่าเรือทุกท่านที่มีมาให้แป้ง และทีมมาโดยตลอด ขอโทษที่ทำไม่สำเร็จนะคะ กราบ วันนี้ขายบัตรหมดทุกที่นั่ง ต้องขอโทษแฟนบอลที่ต้องดูอยู่ด้านนอกนะคะ”

“ยินดีต้อนรับสู่นรกไทยลีก” คือวลีเด็ดของ “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ที่กล่าวไว้กับทาง มาดามแป้ง หลังจากที่เดินไปขอบคุณแฟนบอลทั้งสองทีม ในแมตช์ดังกล่าว “พลังศรัทธาของแฟนบอล” คือเหตุผลเดียวที่สำคัญที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ต่อ เพื่อพาทีมกลับมาบนลีกสูงสุดภายในปีเดียว หลังจากนั้นทีมก็ได้มีการสังคายนาทีมครั้งใหญ่ ดึงนักเตะฝีเท้าดีที่มีประสบการณ์สูงบนเวทีไทยลีก เข้ามาช่วยทีมจนกลับขึ้นชั้นสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง โดยกุนซือคนนั้นก็คือ “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ

การท่าเรือ ได้ใช้บริการเฮดโค้ชอย่าง “เซอร์เด็จ” มาโดยตลอดตั้งแต่เล่นในศึก ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 แล้วมีช่วงหนึ่งที่ผลงานไม่ค่อยดีสักเท่าไร ทางทีมบริหารเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยนำกุนซือมากประสบการณ์รายนี้ดันขึ้นเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค แล้วทาบทาม “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เข้ามาคุมทีม

อย่างไรก็ตามทีมก็ยังไม่มีผลงานที่กระเตื้องขึ้นมาเลย ยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายของสโมสร จนทำให้ตัดสินใจแสดงสปิริตลาออกไป หลังจากคุมทัพไปทั้งสิ้น 11 เกม

จากนั้นทางสโมสรได้เร่งหาเฮดโค้ชคนใหม่อีกครั้ง ตัดสินใจกลับมาเรียกใช้“เซอร์เด็จ” กลับมากู้วิกฤตอีกครั้ง จนทำให้ทีมกลับมามีผลงานที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลงานในฤดูกาลที่คัมแบ็กคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งนั้น “เซอร์เด็จ” สามารถพาทีมจบในอันดับที่ 9 ได้

ต่อมาในฤดูกาล 2018 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่สอง การท่าเรือ ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่บนไทยลีกต่อได้จนจบซีซั่นด้วยอันดับที่ 3 จะเห็นได้ว่าทีมมีผลงานที่เริ่มมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ สามารถก้าวขึ้นมาทีละขั้น ทีละสเต็ปได้

และในปัจจุบัน ฤดูกาล 2019 กำลังอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูง…

ขุมกำลังของทีมชุดปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักเตะแกนหลักชุดเดิมตั้งแต่ที่ทีมตกชั้นลงสู่ลีกพระรอง นำทัพมาโดย ดาบิด โรเชล่า, ปกรณ์ เปรมภักดิ์, ทศพล ลาเทศ, อดิศร แดงเรือง, ศิวกร จักขุประสาท, นิติพงษ์ เสลานนท์ และคนอื่นๆ ทำให้มีความคุ้นเคย รู้ใจกัน และเข้าใจกับระบบแทคติกการเล่นของทีมมานาน รวมไปถึงเฮดโค้ชก็รู้ว่าใครเล่นเป็นอย่างไร ควรเพิ่มเติมในมิติการเล่นตรงไหน

ส่วนการเสริมนักเตะเพื่อยกระดับทีมขึ้นมานั้น การท่าเรือ ได้มีการยกระดับทีมขึ้นมาเรื่อยๆ เริ่มมีการเสริมนักเตะเกรดเอ หรือนักเตะที่มีดีกรีทีมชาติไทย เริ่มเพิ่มความฮือฮาในตลาดซื้อขายอยู่บ่อยครั้งในแต่ละช่วงแต่ละปี เข้าสู่ทีม อาทิเช่น เควิน ดีรมรัมย, ดราแกน บอสโควิช, โก ซุน กิ และสุมัญญา ปุริสาย พร้อมกับประธานสโมสรอย่าง “มาดามแป้ง” ที่พร้อมจะทุ่มเม็ดเงินไม่อั้นเพื่อความสำเร็จของทีมในอนาคต

สถานการณ์หลังจากจบแมตช์ที่ 13 ก่อนที่จะพักเพื่อหลีกทางให้กับ ทีมชาติไทย ในการแข่งขัน คิงส์ คัพ 2019 โดย การท่าเรือ ขณะนี้ ชนะไปแล้ว 8 เสมอ 6 แพ้เพียงแค่เกมเดียว และกำลังนำเป็นจ่าฝูงในลีก

เส้นทางในการลุ้นแชมป์ของทีมตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่เข้มข้นไม่น้อย นักเตะ และทีมงานสตาฟฟ์โค้ช ต่างก็กำลังอยู่ในช่วงที่มีความมั่นใจอย่างสูง พยายามที่จะทำงานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทีมมีความต่อเนื่อง รักษาความเสมอต้นเสมอปลาย ในฤดูกาลนี้ต้องยอมรับเลยว่า การท่าเรือ มีฟอร์มการเล่นของทีมที่ดูแล้วสนุกดุดันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เป็นทีมที่เล่นเปิดเกมรุกเข้าใส่คู่แข่งเพื่อเอนเตอร์เทนแฟนบอลของทีม และเพิ่มบรรยากาศให้เสียงเชียร์ในสนามให้ดูมีความฮึกเหิมขึ้นมาอีกด้วย

ส่วนผลงานการพบกับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่หรือทีมในระดับเดียวกัน พวกเขาสามารถเก็บคะแนนกับทีมเหล่านี้มาได้ โดยที่ยังไม่แพ้ใครในทีมเหล่านี้ เสมอกับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 0-0 ชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ถึงถิ่น 2-1 และเสมอ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-1

เส้นทางต่อไปนี้หลังจากพักเบรค จะกลับมาเล่นในศึก บิ๊กแมตช์ ที่จะพบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก่อนจบเลกแรก ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดจะท้าทายของ “เซอร์เด็จ” เพราะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ ว่า พวกเขาดีพอหรือไม่ ที่จะสถาปนาตัวเองเป็นทีมแชมป์ไทยลีกได้ในฤดูกาลนี้

ล่าสุดในเกมที่ชนะ เชียงใหม่ เอฟซี ได้กล่าวในห้องแถลงข่าวถึงลูกทีมของตัวเอง ให้มีความอดทน มุ่งมั่น ค่อยๆ เล่นไป แล้วรางวัลความอดทนนั้นก็จะมาตามมาทีหลัง

“เราเสมอมาสองเกม เสียไป 4 คะแนน ซึ่งในเกมนี้เรามุ่งมั่นมากที่จะเก็บ 3 คะแนน โดยเฉพาะเกมส์ในบ้าน เป็นเป้าหมายสำคัญ ต้องการพยายามทำคะแนนเพื่อฉีกหนีทีมคู่แข่งที่ทำอันดับตามมา ซึ่งวันนี้ทุกคนเล่นได้อย่างมีความชัวร์ มีความมุ่งมัน แล้วทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในครึ่งเวลาหลัง”

ธนบูรณ์ จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของ “สิงห์เจ้าท่า” ?

การเข้ามาของกองกลางฉายา “บุสเกสต์เมืองไทย” รายนี้ เป็นการย้ายมาแบบซื้อขาด โดยมองว่าข้อดีของนักเตะรายนี้อย่างแรก คือ การเพิ่มประสบการณ์ ยกระดับในการลุ้นแชมป์ให้กับทีม เพราะในปัจจุบันทีมยังขาดนักเตะสเปคแบบนี้อยู่ ส่วนใหญ่ขณะนี้ การท่าเรือ จะเต็มไปด้วยนักเตะพลังหนุ่มที่ยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับความกดดัน

ข้อดีอีกจุดของกาเสริมทัพในครั้งนี้คือ บรรยากาศในทีมจะดูตื่นตัวมากขึ้น แถมยังเพิ่มการแข่งขันการแย่งตำแหน่งภายในทีมให้เข้มข้นมากขึ้น และข้อดีสุดท้ายคือการดึงนักเตะบิ๊กเนมคนนี้ เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า จะเป็นอีกทีมที่เป็นแหล่งที่ดึงดูดนักเตะบิ๊กเนม บวกกับความแข็งแกร่งในด้านการเงินของทีม พร้อมที่จะจ่ายได้ทุกเมื่อไม่มีปัญหา

การมองถึงข้อเสียสำคัญ ที่แฟนบอลพร้อมที่จะตั้งคำถามกับทีม แน่นอนว่าจะพูดถึงการร้างสนามของเจ้าตัวที่ไม่ได้ลงเล่นบนเวที ไทยลีก เลยในฤดูกาลนี้ บวกกับเจ้าตัวที่มีอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง อีกอย่างที่มองว่าเป็นหนึ่งเรื่องที่ต้องจัดการให้ได้ คือ ณ ขณะนี้ มีกองกลางอยู่ภายในทีมเป็นจำนวนมาก แล้ว “เซอร์เด็จ” จะมีการปรับเปลี่ยนไปเล่นอย่างไร แล้วควรที่จะดรอปใครเป็นตัวสำรอง ?

“เซอร์เด็จ” อาจจะต้องมองถึงการต้องเสี่ยงที่จะปรับเปลี่ยนแทคติก แผนการเล่น เพื่อเอื้ออำนวยให้กับ “เจ้าตั้ม” มากขึ้น หรือไม่ก็การที่จะยอมดรอปผู้เล่นบางส่วนไปนั่งสำรอง โดยการการันตีตัวจริงให้กับเขาถาวร ซึ่งดูจากฟอร์มการเล่นของแต่ละคนตามตำแหน่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ศิวกร จักขุประสาท, อธิบดี เอติรัตน์ และอดิศร แดงเรือง ก็ถือว่าไม่แย่อะไร นี่คือการบ้านข้อสำคัญที่ทางสโมสรจะต้องรับมือกับสถานการณ์บีบหัวใจนี้ให้ได้

ส่วน ปิยะชนก ดาฤทธิ์ ปราการหลังป้ายแดงที่ถูกยืมตัวจนถึงจบฤดูกาล 2019 นี้ จะเข้ามาเป็นตัวเลือกในแนวรับ เพราะทีมมีการมองถึงการเสริมให้มีความแข็งแกร่งในจุดนี้มาโดยตลอดเช่นกัน อีกทั้งเจ้าตัวจะต้องทำงานอย่างหนักอีกครั้งที่จะเข้ามาแข่งขันแย่งตำแหน่งร่วมกับ ดาบิด โรเชลา, ทศพล ลาเทศ, เอเลียส ดอเลาะ และคนอื่นๆ

นอกจากทีมที่กำลังมีความมั่นใจ มีความกระหายอยู่ไม่น้อยที่จะนำถ้วยแชมป์มาฝากให้กับแฟนบอลที่มีความรัก ความศรัทธาทีม ในส่วนของแฟนบอลช่วงนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงที่มีความมั่นใจเช่นเดียวกัน ที่จะลุ้นให้ทีมรักของตัวเองคว้าถ้วยมาให้ได้

จากนี้ไป เราได้แต่หวังว่า การท่าเรือ เอฟซี จะรักษาความคงเส้นคงวาของทีมต่อไปให้ได้จนถึงจบฤดูกาล ไม่แน่เราก็อาจจะให้เห็นพวกเขาได้ชูถ้วยโทรฟี่แชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

สำคัญที่สุด เราเชื่อว่าแฟนบอล “สิงห์เจ้าท่า” ทั้ง 5 คน ที่อยู่บนฟ้า พวกเขาคงกำลังรอมองดูทีมประสบความสำเร็จจากข้างบนด้วยใจที่รักสโมสรเหมือนเดิม มิเสื่อมคลาย

“Chunka”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports