“รวมพลังกายใจมุ่งสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจของเราปรารถนา เลือดที่สีน้ำเงินพล่านในกายของเราหายใจเข้าออก คือ ชลบุรีเอฟซี”

เราขอยกบทเพลงเชียร์ของ “ฉลามชล” ที่ร้องก่อนเกมที่จะเริ่มและช่วงนักฟุตบอลเดินมาขอบคุณแฟนบอลหลังจากจบเกม นำมาประกอบการเขียนบทความนี้ ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจเป็นอย่างมากต่อเหล่าแฟนบอล เดอะชาร์ค พาวเวอร์, ฉลามหลังโกล และแฟนบอลที่มีความเชื่อใน “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ทุกๆ คน ไม่ว่าทีมจะเป็นอย่างไร ตกอยู่ในสถานการณ์ไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปล่าเสียงร้องเพลงนี้ออกมา และก้าวฝ่าฝันกับทีมไปด้วยกัน

ชลบุรี

แม้ว่าในช่วงเวลาหลัง มีข้อสงสัย และคำถามจากแฟนบอลถึงทิศทางการทำทีม หลังจาก ชลบุรี โชว์ผลงานไม่น่าประทับใจนักในช่วงปีหลังๆ ทั้งที่ถามว่า เหตุใจ จึงไม่ยอมทุ่มเงินดึง ซูเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีม หรือทำไมใช้แต่โค้ชคนไทย ที่ไร้ประสบการณ์ ซึ่งคำตอบของคำถามดังกล่าวคือ การที่มองไปที่ “เน้นสร้างมากกว่าซื้อ”

เหล่าผู้บริหาร “ชลาชล” เห็นว่าการที่ทุ่มเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ในแต่ละปี มองว่ามันเป็นแค่ความสำเร็จเพียงแค่ชั่ววูบเท่านั้น บวกกับทีมมีงบประมาณอย่างจำกัดด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องมองถึงไปการให้โอกาสกับนักเตะเยาวชนให้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคตให้ได้ดีกว่า

นอกจากการพัฒนาปั้นดาวรุ่งให้ขึ้นมาเป็นดาวแล้ว ทีมก็ยังมีการพัฒนาในระดับผู้ฝึกสอนอีกด้วย จะเห็นได้ว่าทีมดังแห่งภาคตะวันออก ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้โค้ชคนไทยเป็นหลัก เพราะได้เปรียบในเรื่องการสื่อสารที่เข้าใจง่าย การใกล้ชิด และรู้ว่านักเตะไทยเป็นอย่างไร ทีมก็พร้อมที่จะให้โอกาสให้โค้ชได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการทำทีมฟุตบอลอาชีพบนลีกสูงสุด โดยคนที่ผ่านในจุดตรงนี้มาแล้วมากมายหลายคน ยกตัวอย่างเช่น จเด็จ มีลาภ, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, เทิดศักดิ์ ใจมั่น, จักรพันธ์ ปั่นปี และรวมไปถึง พิภพ อ่อนโม้ ที่กำลังศึกษาในด้านงานนี้อยู่อีกด้วย

แต่อย่างก็ตาม ผลงานของทีม ซึ่งดูจากตารางคะแนนแล้วยังไม่ดีเท่าที่ควร ก่อนที่จะพักเบรคในช่วง คิงส์ คัพ 5 นัดหลังสุด ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 3 อยู่ในอันดับที่ 11 ห่างจากโซนตกชั้นอยู่เพียงแค่ 3 คะแนน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะไปร่วมอยู่โซนตกชั้น จึงทำให้ จักรพันธ์ ปั่นปี ขอยุติบทบาทในการทำทีม เนื่องจากผลงานของทีมนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ต้องมีการมองหาตัวกุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีม

การที่เน้นพัฒนาเพียงอย่างเดียวคงยังไม่ตอบโจทย์ของการทำทีมฟุตบอล และแฟนบอลที่ย่อมอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จ และคว้าโทรฟี่ ดั่งเช่นอดีตให้ได้ จนทำให้ ชลบุรี ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

และ “โค้ชเตี้ย” คือผู้ที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของ “ฉลามชล”

เป็นอีกหนึ่งกระแสเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยที่สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมอีกครั้ง โดยได้ตัดสินใจเลือก สะสม พบประเสริฐ เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ของทัพฉลามชล ที่ในช่วงก่อนหน้านี้รับงานเป็นคอมเม้นเตเตอร์อยู่บ่อยครั้ง

สำหรับกุนซือจอมเฮี้ยบรายนี้ห่างหายจะการคุมทีมเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ในวงการฟุตบอลของเมือง ไทย เคยผ่านการคุมทีม ในระดับ สโมสร และทีมชาติไทย  มาแล้วมากมาย เคยพา การท่าเรือ เอฟซี เถลิงบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลถ้วยมา 2 รายการติดต่อกัน 2 ปี และพาสองสโมสร เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดได้

ปี 2009 ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ บีอีซี เทโร ศาสน ในการดวลจุดโทษ 5-4
ปี 2010 ได้แชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ ด้วยการล้ม ทีมอย่าง บุรีรัมย์ พีอีเอ 2-1
ปี 2012 พา แบงค็อก ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก
และปี 2017 ก็พา แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี จาก ไทยลีก 2 เลื่อนชั้นกลับมาสู่ ไทยลีก 1

ในทุกๆ ปี เจ้าตัวได้ให้โอกาสกับนักเตะดาวรุ่งมาอย่างมากมาย จากการคุมทีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกชัย สำเร, สมปอง สอเหลบ, จิรวัฒน์ มัครมย์, ใหญ่ นิลวงศ์ และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ เป็นนักเตะที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่ในเมื่อเขารู้ว่านักเตะคนนี้เล่นเป็นอย่างไร ควรจัดวางไปเล่นในตำแหน่งไหน ทำให้เล่นได้ตรงตามแท็กติกที่ได้วางไว้ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าดีเป็นแกนหลักให้กับสโมสรและก้าวขึ้นสู่ทีมชาติไทยได้

การที่ได้มีโอกาสไปทำ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ใช้เวลาเกือบ 4 ปีเต็ม ในการวางโครงสร้างรากฐานของทีมให้มีความมั่นคงยั่งยืนในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา ที่เปี่ยมไปด้วยนักเตะดาวรุ่งที่ใช้ใจรวมพลังสู้จนสามารถกลับขึ้นมาลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

โค้ชเตี้ย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับทางสื่อของสโมสร หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งกุนซือใหญ่ฉลามชลครั้งแรก เขามองว่าเหมือนเป็นการท่องเที่ยวผจญภัยในโลกของฟุตบอล เป็นอีกงานที่มีความท้าทาย นโยบายของสโมสรสอดคล้องกับการทำงานเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือการพัฒนาในระบบเยาวชนให้มีความก้าวหน้าในอาขีพนักฟุตบอล ให้ก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ อีกทั้งต้องการพา ชลบุรี ประสบความสำคัญให้ได้ในอนาคตข้างหน้า

“เหตุผลอันดับแรกก็คือชลบุรี เป็นทีมที่อยู่ในความคิดของตัวเองที่วาดหวังไว้ว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อยากร่วมงานด้วย และที่สำคัญชลบุรีเป็นทีมที่เป็นต้นแบบของวงการฟุตบอลไทยมานานมาก เพราะฉะนั้นผมไม่อิดออดที่จะเห็นภาพชลบุรีกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าโค้ชทุกคนในประเทศไทยก็อยากร่วมงานกับทีมนี้อยู่แล้ว”

“นโยบายของชลบุรีมันตรงกับที่ผมทำงานมาตลอด นั่นก็คือนโยบายปั้นเด็ก สโมสรมีนโยบายอยู่แล้วว่าให้ปั้นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 17,18,19 ,21,23 ผมก็ประกาศตรงนี้เลยว่าเด็กคนไหนที่มันเก่งจริง และสามารถเล่นชุดใหญ่ได้ ผมไม่รีรอที่จะเอาขึ้นเหมือนกัน”

ส่วนทางด้านของ “เสี่ยบอล” ศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีมไฟแรง ได้พูดถึงเหตุผลที่ทีมได้ตัดสินใจเลือก “โค้ชเตี้ย” เข้ามาคุมทัพ เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่มีประสบการณ์สูง มีจิตวิทยาที่ดีในการกระตุ้นลูกทีมให้มีความกระหาย สามารถดึงศักยภาพของนักเตะที่ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียง มาใช้ได้อย่างเต็มที่ได้

“ทางบอร์ดบริหารได้ติดตามผลงานของโค้ชเตี้ยมานาน ถึงแม้โค้ชเตี้ยจะไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชลบุรีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของโค้ชเตี้ยก็คือความกล้า และจิตวิทยาที่ทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาจากกุนซือคนนี้ รวมทั้งประสบการณ์ที่โชกโชนกับวงการฟุตบอลไทย ที่โค้ชเตี้ยผ่านงานมากับหลายสโมสรฯหลายขวบปีในวงการฟุตบอลไทย อีกทั้งโค้ชเตี้ยมีความกล้า มีจิตวิทยา และทางเรา(ชลบุรี) ก็ต้องการให้ โค้ชเตี้ยเค้นศักยภาพนักเตะของเราออกมา ทั้งนักเตะที่เป็นดาวรุ่ง นักเตะต่างชาติ และนักเตะไทย”

“ย้อนไปเมื่อครั้งที่โค้ชเตี้ยทำทีมท่าเรือได้แชมป์ลีก คัพ หากเทียบตัวผู้เล่นแล้ว นักเตะท่าเรือชุดนั้นก็เป็นนักเตะที่ไร้ซุปเปอร์สตาร์ แต่โค้ชเตี้ยก็สามารถเค้นหัวใจ และความเก่งของนักเตะเหล่านั้นออกมาจนได้แชมป์ โดยเฉพาะเกมนัดชิงกับ เทโรฯ ที่เกมนั้นรูปเกมท่าเรือแพ้ตลอด 90 นาที แต่โค้ชเตี้ยก็ปลุกหัวใจผู้เล่นสิงห์เจ้าท่า ให้วิ่งล่าตาข่ายจนได้แชมป์”

ปัญหาที่ “มูรินเตี้ย” จะต้องเร่งแก้ไข

นอกจากจะมีผลงานมาตั้งแต่ช่วงอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามกุนซือรายนี้จะต้องรีบเร่งแก้ไขของปัญหาเหล่านี้ให้ได้ โดยปัญหาแรก คือ การที่ทีมยังมีปัญหากับเกมรับที่เสียประตูง่าย ซึ่งเป็นทีมที่มีสถิติการเสียประตูมากที่สุดในลีก ณ ขณะนี้ โดยเสียไปแล้วถึง 28 ประตู ยกตัวอย่างในเกมที่เอาสามารถชนะ เชียงใหม่ เอฟซี ได้ 7-5 ถือว่าเป็นเกมที่เสียประตูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ของสโมสร ดูจากที่สกอร์นั้นสามารถคาดเดาได้เลยว่า ในเกมดังกล่าวกองหลังมีปัญหากับการยืนตำแหน่งประกบคู่ต่อสู้อยู่ตลอดทั้งเกม ซึ่งในจุดนี้จะต้องมีการแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากยังคงเป็นแบบนี้อยู่ จะส่งผลเสียต่อทีมได้ในอนาคต

ปัญหาที่สอง คือ นักเตะของทีมยังคงขาดผู้นำในห้องแต่งตัว นับตั้งแต่นักเตะรุ่นพี่อย่าง สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, อดุลย์ หละโสะ ที่ย้ายทีมออกไป รวมถึงการประกาศเลิกเล่นของ พิภพ อ่อนโม้ จนในปัจจุบันคิดว่ายังไม่มีใครเข้ามาทำในตำแหน่งนี้ได้เลย จะเป็นคนที่คอยกระตุ้นให้ลูกทีมมีความกระหายในชัยชนะอยู่ตลอดเวลา มีสภาพจิตใจที่ฮึกเหิมดั่งฉลาม ไม่มีคำว่ากลัว ไม่ว่าจะเกมไหนก็ตาม

ซึ่งปัญหาในข้อสองทาง ชลบุรี ก็เตรียมหนทางแก้ไว้แล้ว ด้วยการดึงตัว ดัสกร ทองเหลา กองกลางระดับตำนานของเมืองไทย เข้ามาเสริมทีม หลังจากที่ถูก สีหมอก เอฟซี ยกเลิกสัญญาเนื่องจากปัญหาภายในทีม นอกจากนี้ “เจ้าโก้” ยังเข้ามาเสริมความเก๋าให้กับแดนกลางของทีม เพราะนักเตะแดนกลางเต็มไปด้วยดาวรุ่ง ทั้ง วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ รวมไปถึงคนอื่นๆ ซึ่งประสบการณ์ของนักเตะเหล่านี้ยังถือว่าน้อย ในการรับมือกับแรงกดดันต่างๆ

คิดว่าไม่ใช่แค่ในรายของ ดัสกร คนเดียวเท่านั้น อาจจะมีส่วนของตำแหน่งอื่นๆ ที่ทีมต้องเสริมเข้ามา คือ ตำแหน่งกองหลัง โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กทั้งสองฝั่ง, เซนเตอร์ฮาร์ฟ และกองหน้าตัวเป้าที่จะคอยเข้ามาช่วยล่าตาข่ายร่วมกับ ลูเคี่ยน อาราอูโจ้ ที่นำเป็นดาวซัลโวของทีมอยู่ขณะนี้

เปิดหัวด้วยงานหนักกับ “เอล กลาซิโก้”

เริ่มแรกการประเดิมคุมทีมซ้อม “โค้ชเตี้ย” ได้การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอล ที่เข้ามามอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ และนักเตะทุกคนในทีมให้ก้าวฝ่าฟันกับอุปสรรค์ของทีมที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยแฟนบอลจะเป็นคนที่คอยช่วยหนุนหลังกับทีมอยู่เสมอ

ล่าสุดในการประเดิมแมตช์แรกอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา เปิดบ้านทำศึก “ไทยแลนด์ กลาซิโก้” พบกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะเปลี่ยนโค้ชเช่นเดียวกัน และเป็นทางฝั่ง ฉลามชล สามารถเอาชนะไปได้ 2-0 เก็บ 3 แต้มแรกในการคุมทีมได้สำเร็จ ทำให้ทีมขึ้นไปอยู่ใน อันดับ 8 มี 18 คะแนน ทิ้งห่างโซนตกชั้น 6 คะแนน

เราเห็นได้ว่า โค้ชเตี้ย เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับทีมในด้านต่างๆ อาทิเช่น ในด้านแท็กติกที่ดูมีมิติมากขึ้นเปิดเกมรุกที่ดุดันพร้อมด้วยเกมรับที่ดูนิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ สามารถเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย โดยเฉพาะในด้านเกมส์รับ มีการปรับตำแหน่งด้วยการนำ นิรันดร์ มีมาก มายืนแทนในรายของ ซอว์ มิน ตุน กองหลังทีมชาติเมียนมาร์ ซึ่งเล่นเกมรับได้ดีกว่า และมีความนิ่งกว่า บวกทั้งสามารถเคลียร์บอลในจังหวะที่อันตรายได้ ทำให้นักเตะดีกรีเยาวชนทีมชาติสวีเดน U18 เป็นอีกส่วนสำคัญที่พาทีมไม่เสียประตูในเกมนี้ และจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักคนสำคัญในแดนหลังได้อย่างแน่นอน

ส่วนกองกลางตัวรับ มีการจับ “เจ้าแระห์” กฤษดา กาแมน นักเตะดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ปกติเล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟธรรมชาติ เข้ามายืนแทน ปาร์ค ฮยอน-บอม จนโชว์ฟอร์มได้เด่น คุมจังหวะในแดนกลางได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังได้มีจังหวะยิงไกลที่สวยงามพาทีมขึ้นนำ เมืองทอง ได้อีกด้วย

การที่ กฤษดา ขยับขึ้นมาเล่นในตำแหน่งกลางรับ น่าจะทำให้เจ้าตัวมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม และไม่แน่ตำแหน่งนี้ อาจจะเป็นตำแหน่งแจ้งเกิดใหม่ของ เจ้าแระห์ เพราะหลังเกมได้รับรางวัล แมนออฟ เดอะ แมตช์ มาครอง บวกกับคำชมของ “โค้ชเตี้ย” ที่จะให้ยืนในตำแหน่งกองกลางรับต่อไป

ส่วนอีกหนึ่งด้านก็คือ การปลุกขวัญกำลังใจกับนักเตะ ซึ่งนักเตะแต่ละคนในทีมกลับมาเล่นแบบมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ดูมีความมุ่งมั่น มั่นใจ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับประกาศอีกว่า พร้อมจะอาสาปั้นให้ วรชิต และกฤษดา ที่โชว์ฟอร์มได้ดีในเกมล่าสุด กลับมาติดธงชาติไทยให้ได้อีกครั้ง

หลังจากผ่านนัดแรก ซึ่งเป็นนัดสำคัญของ เฮดโค้ชป้ายแดง ถือว่าทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ ทั้งในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความคีกคักของทีม ของแฟนบอล ที่กลับเข้ามาชมเต็มสนาม แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางบนเวทีไทยลีกยังเหลืออีกหนึ่งเลก มีโอกาสที่ทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

สุดท้ายก็อยากที่จะเอาใจช่วยให้ฉลามตัวนี้ กลับมามีฟอร์มการเล่นที่สวยงาม ดุดัน มีความกระหายกับชัยชนะมากขึ้น พร้อมที่จะแหวกว่ายไล่กินเหยื่อบนท้องทะเล และผงาดคว้าถ้วยแชมป์กลับมาสู่ จังหวัดชลบุรี อีกครั้ง ซึ่งแฟนบอลที่มี “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ก็พร้อมที่จะร้องเพลงเปล่งเสียงประกาศศักดาได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

 

“Chunka”