จบไปแล้วสำหรับฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลชาวไทยต่างผิดหวังไปตามๆ กัน หลังฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย พลาดท่าพ่ายในเกมส่งท้ายให้กับทีมชาติชิลี 0-2 จบด้วยอันดับบ๊วยของกลุ่ม จากการแพ้รวดทั้งหมด ทำให้เส้นทางฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกต้องหยุดไว้เพียงแค่รอบนี้เท่านั้น

มาดามแป้ง

หลังจบเกม ทาง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซ่ำ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมที่อยู่มานานเกือบ 12 ปี พร้อมด้วย “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน เฮดโค้ชฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินน้ำหอม

TrueID Sports อาสาพามาดูเส้นทางของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย นับตั้งแต่ที่ “มาดามแป้ง” เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไทย เธอผ่านสมรภูมิต่างๆ มาแล้วอย่างไรบ้าง

เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมครั้งแรก

นวลพรรณ ล่ำซำ มีโอกาสเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก ในช่วงปี 2008

ก่อนหน้านี้ เธอได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย ชุดการแข่งขันกีฬาคนพิการภาคพื้นตะวันออกไกล และแปซิฟิกตอนใต้ (FESPIC Games) ครั้งที่ 9 ที่ มาเลเซีย และชุดเอเชียนพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 4

ซึ่ง นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในสมัยนั้น ได้มีการทาบทามให้เธอเข้ามารับตำแหน่งนี้ ซึ่งได้อธิบายถึงหน้าที่ต่างๆ ความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการทีมหลักๆ คือการบริหารจัดการทีม จากนั้น นวลพรรณ จึงได้มีการเริ่มวางแผนงานเพื่อไล่ล่าความสำเร็จในรายการซีเกมส์, ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน และชิงแชมป์เอเชีย รวมไปถึงการพาทัพ “ชบาแก้ว” ก้าวไปสู่ในเวทีระดับโลกให้ได้เร็วที่สุด

“ทัพชบาแก้ว” ก่อนยุคที่ มาดามแป้ง จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมนั้น ถือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมาพอสมควร โดยเคยรั้งอยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก เมื่อช่วงปี 2007 และคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย มาแล้วหนึ่งครั้ง (ปี 1983) ส่วนในกีฬาซีเกมส์ ทัพขาอ่อนทีมชาติไทยยังเคยไปไกลเหรียญทอง มาแล้ว 4 หน

เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีม

นวลพรรณ ได้เริ่มสร้างชื่อเสียงของเธอกับทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จากที่ไม่ค่อยอยู่ในสายตาของแฟนบอลไทย เธอสามารถเนรมิตให้ทีมชุดนี้เป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างได้ กระทั่งปัจจุบันทัพ “ชบาแก้ว” รั้งอันดับที่ 34 ของโลก (อ้างอิงจาก ฟีฟ่า แรงกิ้ง) ด้วยผลงานที่โดนเด่นมากมายหลายรายการ เราจึงขอยกรายการสำคัญที่เป็นบันไดในการเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ เช่น…

การแข่งขันฟุตบอลซีเกมส์ ปี 2009 ที่ประเทศลาว ถือเป็นงานใหญ่ชิ้นแรกนับตั้งแต่เธอก้าวเข้ามารับบทผู้จัดการทีม แต่สุดท้ายไทยทำได้เป็นแค่เพียงจบด้วยการเป็นรองแชมป์เท่านั้น หลังแพ้การดวลจุดโทษต่อ เวียดนาม ทีมที่เรียกได้ว่าเป็นคู่รักคู่แค้นด้วยกันมาตลอด

คราบน้ำตาที่เวียงจันทน์ ถือเป็นจุดหักเหครั้งสำคัญที่ นวลพรรณ ได้ตั้งเป้าหมายกับตัวเองเอาไว้ว่า ทีมชาติไทยจะต้องก้าวไปเล่นในฟุตบอลโลกให้ได้ในอนาคต

ต่อมาคือ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ประเทศเมียนมา รอบชิงชนะเลิศ ที่ มัณฑะลาร์ ธิริ สปอร์ต สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2013 ทีมชาติไทย พบกับ เวียดนาม ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ซึ่งในรอบรองชนะเลิศก่อนหน้านี้ ไทย สามารถเอาชนะชาติเจ้าภาพในการดวลจุดโทษด้วยสกอร์ 9-8

สุดท้ายเป็นทาง “ชบาแก้ว” สามารถเอาชนะ เวียดนาม ไปได้ 2-1 จากการทำประตูของ นภัทร สีเสริม และอนุชศรา หมายเจริญ สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นเส้นทางความสำเร็จครั้งสำคัญของยอดผู้จัดการทีมหญิงรายนี้

ก้าวแรกสู่เวทีระดับโลก

แน่นอนว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่ “มาดามแป้ง” ได้ทิ้งไว้ให้กับพงศาวดารลูกหนังบ้านเราก็คือ การสร้างประวัติศาสตร์พาทัพ “ชบาแก้ว” ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้ถึงสองครั้งด้วยกัน

21 พฤษภาคม 2014 ทัพ “ชบาแก้ว” ได้ทำความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงได้ คือ การคว้าอันดับ 5 ในศึกชิงแชมป์เอเชีย หลังชิงตั๋วใบสุดท้ายมาครองด้วยการเฉือนเอาชนะ เวียดนาม ไปได้ 2-1 ซึ่ง กาญจนา สังข์เงิน กองหน้าตัวเก่ง เหมาคนเดียวสองประตู พาทีมไปลุยฟุตบอลโลกปี 2015 ที่ประเทศแคนาดาได้สำเร็จชนิดสุดช็อกแฟนบอลทั้งโลก

แม้ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก หลังต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมระดับ เยอรมัน, นอร์เวย์ และไอวอรี่ โคสต์ แต่นั่นหาได้ทำให้กำลังใจของ นวลพรรณ และลูกทีมนั้นถดถอยลงแต่อย่างใด เพราะเธอถือว่านี่เป็นก้าวแรกที่จะช่วยทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับคำว่า “ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย”

ในการลงเกมเปิดสนามนัดแรก ไทย พ่ายให้กับอดีตแชมป์โลกอย่าง นอร์เวย์ ไปแบบหมดทางสู้ 4-0 จากนั้นในนัดที่สอง เราสามารถแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการเอาชนะ ไอวอรี่ โคสต์ ไปแบบสุดมันส์ 3-2 ซึ่งในเกมดังกล่าว อรทัย ศรีมณี เหมาคนเดียวสองประตู แถมยังจารึกชื่อตัวเองในฐานะคนไทยคนแรกที่พังประตูในเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย ถือเป็นสามคะแนนที่เชื่อว่าจะอยู่ในหัวใจของ นวลพรรณ และแฟนบอลไทยไปตลอดกาล

แม้เกมสุดท้าย ไทย จะแพ้ต่อ เยอรมัน ขาดลอย 0-4 ร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มไปตามความคาดหมาย แต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกของ “มาดามแป้ง” ถือเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะพรรณาใดๆ ด้วยหัวใจ และสปิริตของทีมที่ถูกหล่อหลอมโดยหญิงเหล็กคนนี้

มาดามแป้ง

หลังจากที่ผ่านช่วงหลังฟุตบอลโลก ก็ได้ลุยต่อกับภารกิจ ฟุตบอล ปรีโอลิมปิก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบที่สอง ที่เป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเม้นต์ที่ ไทย ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังอีกครั้ง โดยการปราชัยต่อ เวียดนาม 2-0 ในนัดสุดท้ายทำให้ “ชบาแก้ว” ร่วงตกรอบทันที

การตกรอบครั้งนี้ ทำให้ “โค้ชหนึ่ง” ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อรับผิดชอบต่อผลงานที่น่าผิดหวัง ซึ่งนอกจากการประกาศลาออกของเฮดโค้ชรายนี้แล้ว ทาง “มาดามแป้ง” ก็มีความคิดที่อาจจะไม่ทำทีมต่อ

แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเธอก็ได้เลือกที่จะอยู่สู้ต่อไป…

สเปนเซอร์ ไพรเออร์ เฮดโค้ชฝีมือดีชาวอังกฤษ คือคนที่มีโอกาสเข้ามารับช่วงคุมทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ต่อจาก หนึ่งฤทัย สระทองเวียน ช่วงเดือน พฤษภาคม 2016 และสามารถพาทีมคว้าแชมป์อาเซียนมาครองได้สำเร็จในช่วงปีดังกล่าว จากการเอาชนะ เวียดนาม ด้วยการดวลจุดโทษ 6-5 พร้อมได้โควต้าไปเล่นในรอบฟุตบอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย ได้อีกด้วย

แต่หลังจากนั้น เจ้าตัวได้ขอยุติบทบาทการคุมทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยด้วยเหตุผลส่วนตัว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในฟุตบอลหญิง ซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องเร่งหาหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่เข้ามาแทนที่ จึงได้เลือกกลับมาใช้บริการ หนึ่งฤทัย สระทองเวียน อีกครั้งในการล่าตั๋ว ฟุตบอลโลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส

ปี 2018 นวลพรรณ พร้อมทีมได้เดินทางไปทำศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจอร์แดน ภายใต้แรงกดดัน พ่วงกับความคาดหวังมหาศาลจากแฟนบอล ที่ต้องการเห็นทีมชาติไทยผ่านเข้าไปเล่นในเวิลด์ คัพให้ได้อีกสมัย ซึ่งครั้งนี้ พวกเธอสามารถพิชิตอุปสรรคทั้งปวงได้ด้วยการพาตัวเองเข้าไปไกลถึงรอบตัดเชือกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี คว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สมใจ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ “มาดามแป้ง” ฝากไว้ให้กับวงการฟุตบอลไทยอีกครั้ง

แม้ว่าเส้นทางของ ไทย ในเวทีฟุตบอลโลก 2019 จะเรียกได้ว่าเป็นงานช้างที่สุดนับตั้งแต่ที่ นวลพรรณ ก้าวมาทำทีม หลังถูกจับติ้วให้ไปอยู่ใน “กรุ๊ปออฟเดท” ที่มีทั้ง สหรัฐอเมริกา, สวีเดน และชิลี แต่ในเมื่อทุกคนต้องเดินลงสู่สนาม พร้อมกับแบกศักดิ์ศรีคนไทยกว่า 70 ล้านคน ฉะนั้น ทุกวินาทีที่ ฝรั่งเศส จึงเปรียบเสมือนกำแพงที่ “ชบาแก้ว” ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ไม่ว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

13-0 คือสกอร์ที่ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยอีกครั้งในฐานะ “เหยื่ออันโอชะ” ของแข้งสาวแดนมะกัน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายของแฟนบอลที่ตั้งคำถามกับทีมชุดนี้ รวมถึง นวลพรรณ ว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงทีม” แล้วหรือยัง ?

ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย

สภาพจิตใจอันบอบช้ำ
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนักเตะค่อนทีม
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนล้า
“ชบาแก้ว” จะกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในเกมนัดที่สองได้อย่างไร…

ท่ามกลางคำดูถูกเหยียดหยามมากมาย หลายๆ คนต่างมองว่า ไทย ไม่น่าจะรอดจากเงื้อมมือของ สวีเดน ที่เคยเป็นทั้งรองแชมป์โลก และอันดับสามอีกสองหน ถามว่า ไทย จะทำประตูได้หรือไม่ยิ่งเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะ “เลอะเทอะ” กันไปใหญ่

มาดามแป้ง

แต่ในชีวิตจริง ถ้าใจคุณสู้ โอกาสย่อมมีให้กับคุณอยู่เสมอ และเกมนี้ “ชบาแก้ว” สามารถทำในสิ่งที่เรียกได้ว่า “เซอร์ไพรส์” คนทั้งโลกได้ หลัง กาญจนา สังข์เงิน ควบบอลด้วยความเร็วดุจแม่ชีต้าร์ก่อนเข้าไปกดด้วยขวาตู้มเดียว…

ไทย ได้ประตูตีไข่แตก ถือเป็นประตูที่สี่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของ นวลพรรณ

AP Photo/David Vincent

วันเวลาดำเนินมาถึงเกมนัดสุดท้ายที่ ไทย ยังคงมีความหวังเล็กๆ ในการเข้ารอบต่อไป หากสามารถเอาชนะ ชิลี ได้ และต้องลุ้นให้ นิวซีแลนด์ เสมอกับ แคเมอรูน เพื่อเข้ารอบเป็นทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดต่อไป แต่สุดท้ายผลคู่ดังกล่าวกลับไม่เป็นใจ บวกกับทีมชาติไทย ก็พ่ายต่อ ชิลี ไป 0-2 ทำให้เราต้องยุติเส้นทางฝันไว้ที่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น

แต่เชื่อหรือไม่ว่า การตกรอบในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้คนไทย รวมถึงตัวผู้เขียนรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย…

เราภูมิใจที่ได้เห็น “หัวใจที่แกร่ง” และเข้มแข็งของฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเกินกว่าที่เพศสภาพทางกฎหมายจะกำหนดไว้

เช่นเดียวกับหัวใจของ “มาดามแป้ง” ที่แกร่งราวกับเสริมใยเหล็กไว้ในอกข้างซ้าย…

ฟุตบอลหญิง

“ชบาแก้ว” ในยุคนวลพรรณ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมาอย่างมากมาย

ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สองสมัย (2015, 2019)
เอเชี่ยนคัพ อับดับ 5 ปี 2014 และอันดับ 4 ปี 2018
เอเชียนเกมส์ สามารถทะลุเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟน่อลได้สองครั้ง
แชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน (2011, 2015, 2016 และ 2018)
เหรียญทองฟุตบอลหญิงซีเกมส์ (ปี 2013)

ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย
AP Photo/Claude Paris

หลังจากยุติบทบาทการเป็นผู้จัดการทีม เธอได้กล่าวส่งท้ายว่า “เราเดินมาเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้สำเร็จถือว่าเป็นสมัยที่ 2 ที่ทางแป้ง และ “โค้ชหนึ่ง” ได้พาทีมเข้ารอบ สำหรับแป้งเองรับตำแหน่งผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 12 ปี”

“จนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีความผูกพันกับน้องๆ ในทีมเป็นอย่างมาก ครึ่งทีม นักเตะส่วนใหญ่หลายๆ คน อยู่กับแป้งมาตั้งแต่วันแรก เมื่อสักครู่ ก็ได้มีการพูดคุยกับน้องๆ ทั้งหมดแล้ว ว่าแป้งและอาจารย์หนึ่ง จะขอยุติบทบาท โดยเฉพาะตัวแป้งเอง ขอยุติบทบาทการเป็นผู้จัดการทีม ตลอด 12 ปี ที่ผ่านมา และได้ขอบคุณน้องๆ นักกีฬาในทีม พร้อมให้กำลังใจ”

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กับทีมชาติไทยภายใต้การบริหารของ “มาดามแป้ง” ถือเป็นเทพนิยายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายรสชาติ มีทั้งสุข ทุกข์ เสียงหัวเราะ คราบน้ำตา ดังนั้น หากจะเปรียบว่าเธอเป็น “หัวใจสำคัญ” ที่คอยทุ่มเทช่วยเหลือ สร้างความอบอุ่นให้กับนักเตะทีมงานภายในทีมมาโดยตลอด ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด

เส้นทางต่อไปของ “มาดามแป้ง” หลังจากนี้นับได้ว่าน่าสนใจมากๆ เธอจะเข้ามาทุ่มเททั้งกาย และใจให้กับ การท่าเรือ เอฟซี ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ลุ้นแชมป์ ไทยลีก 2019 หรือว่าจะเลือกเดินสู่เส้นทางในการเป็นผู้สมัคร นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในสมัยหน้า และไม่ว่าเธอจะเลือกเส้นทางใด สิ่งสำคัญที่สุดที่ นวลพรรณ ได้พิสูจน์มาตลอด 12 ปีที่ผ่านมาก็คือ…

หัวใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ มีแต่คำว่า “ฟุตบอล”

“Chunka”