จบไปแล้วสำหรับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความมันส์ระดับ 5 ดาว ความสุข และรอยยิ้มของพลพรรค “ฉลามชล” หลังจากที่ล่าสุด เปิดสนาม ชลบุรี สเตเดี้ยม ยัดเยียดความปราชัยให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0 ในเกมซูเปอร์บิ๊กแมตช์ ไทยลีก 2019 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งชัยชนะดังกล่าว ถือว่าเป็นการเอาชนะยอดทีมแห่งอีสานใต้ได้ในรอบ 5 ปี

ชลบุรี เอฟซี

ย้อนกลับไปในแมตช์ดังกล่าว ถือว่าเป็นหนึ่งแมตช์ที่แฟนฟุตบอลชาวไทย และชาวชลบุรี ต่างให้ความสนใจอย่างดี ชนิดที่ “ต้องไปดูถึงที่สนามให้ได้” ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในช่วงเลกสอง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเฮดโค้ชที่ ชลบุรี ได้ตัดสินใจดึง “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือฝีมือดีเข้ามาคุมทัพ ทำให้สร้างความถูกใจให้กับแฟนบอลด้วยการประเดิมเกมแรกพาทีม “ฉลามชล” เก็บชัยเหนือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-0 ได้สำเร็จ รวมไปถึงนักเตะที่เรียกกระแสฮือฮาได้ไม่น้อย นำทัพมาโดยสองนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของไทยอย่าง ดัสกร ทองเหลา และธีรเทพ วิโนทัย เข้าสู่ทีม

จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้ “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” จุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง โดยแมตช์ดังกล่าวบัตรเข้าชมการแข่งขันถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงก่อนถึงวันแข่งในไม่กี่วัน และมียอดผู้ชมในสนามถึง 8,450 คน

บรรยากาศบริเวณรอบสนามก่อนเกมการแข่งขัน มีความคึกคักแบบสุดๆ แฟนบอลฉลามชล หลั่งไหลเข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศจากที่ไม่ได้สัมผัสมานานในรอบหลายปี ทั้งการพบปะของเหล่ากลุ่มแฟนบอล การทำกิจกรรมต่างๆ ผิดกับช่วงที่ผ่านมาช่วงเลกแรกที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามที่มีค่าเฉลี่ยน้อยลงไปมาก

ส่วนร้านขายสินค้าที่ระลึกของสโมสร สามารถเรียกกระแสได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเสื้อแข่งขันของ “ลีซอ” ที่สกรีนข้างหลังเป็นเบอร์ 14 ขายดีแบบสุดๆ รวมไปถึงสินค้าที่ระลึกชนิดอื่นๆ

ซึ่งภาพปรากฎการณ์เหล่านี้พวกเราไม่ได้เห็นมานานในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้

ชลบุรี เอฟซี

ในเรื่องของการแข่งขัน “โค้ชเตี้ย” มาด้วยความมั่นใจที่จะรับมือหยุด บุรีรัมย์ ให้ได้ โดยได้มีการปรับทัพในบางตำแหน่ง เริ่มด้วยการแก้ไขปัญหาในตำแหน่งแบ็กซ้าย ส่ง มงคล นามนวด ลงประเดิมสนามหลังจากที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีม และดัน กฤษดา กาแมน ขึ้นไปเล่นในตำแหน่งกองกลางรับเช่นเดิม ประสานงานร่วมกับมิดฟิลด์จอมขยันอย่าง ธีระพงศ์ ดีหามแห คอยวิ่งไล่เบรกเกมรุกของ “ปราสาทสายฟ้า” ส่วนแนวรุกได้ตัว ลูเคี่ยน อาราอูโจ้ กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และที่สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลได้ คือการส่ง ธีรเทพ วิโนทัย ประเดิมลงเล่นเป็นตัวจริง

ส่วนทางด้าน โบซิดาร์ บันโดวิช มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่งด้วยเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ขาด ศุภชัย ใจเด็ด ที่ยังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ แดนหลังเลือกส่ง สเตฟาน ปัลล่า ลงสนามในเกมนี้ ในแดนกลางได้ ฮาจิเมะ โฮโซไก พ้นโทษแบนกลับมา ส่วนในแดนหน้าเลือกใช้ ฮาเวียร์ ปาตินโญ่ ยืนเป็นหัวหอกเพียงรายเดียว หลังปล่อย เปรโด จูเนียร์ ออกจากทีม และศูนย์หน้าคนใหม่อย่าง นาเซอร์ บาราซิส ยังไม่พร้อมลงสนาม

รูปเกมโดยรวมถือว่าสู้แลกใส่กันสนุกทั้งสองทีม แต่ฟอร์มการเล่นของ บุรีรัมย์ ในเกมนี้อาจจะดูต่ำกว่ามาตรฐานพอสมควร ปัจจัยส่วนหนึ่งคือ การขาดนักเตะโดยเฉพาะตำแหน่งศูนย์หน้า หลังจากที่เพิ่งปล่อยตัว เปรโดร จูเนียร์ ออกจากทีม ส่วนอีกหนึ่งจุดที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีมอยู่ในจังหวะที่ อันเดรส ตูเญซ มีอาการบาดเจ็บถูกเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงครึ่งเวลาแรก ซึ่งทำให้ “ฉลามชล” ดูมีความคึกทันที

อันเดรส ตูเญซ

ส่วนเจ้าบ้านที่ดูเป็นรองก่อนเริ่มเขี่ยบอลกลับ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าตื่นตา ไล่ตั้งแต่ กองหลังทั้ง คิม คยอง มิน และซอ มิน ตุน โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่ากองหลังชาวเกาหลีจะบาดเจ็บ จนต้องใช้ จูเนียร์ โลเปซ  ปราการหลังรายใหม่ลงมาแก้ขัด แต่เขาก็ทดแทนได้อย่างไร้ที่ติ

สิ่งที่ต้องชมในเกมนี้คือ ความนิ่งในแผงเกมรับในแดนกลางของ กฤษดา กาแมน กับธีระพงษ์ ดีหามแห ที่ถูกใบเหลืองในช่วงต้นเกมจากการตัดเกมในแดนกลาง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองคนรักษาความคงเส้นคงว่าในการเล่นจนจบ 90 นาที ได้ รวมไปถึง  “เจ้ายิม” วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลางดาวรุ่งของทีมที่มีโอกาสในการยิงอยู่หลายจังหวะ แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านมือของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ได้

ที่แฟนบอลชลบุรี ได้เห็นอีกครั้งในเกมวันนี้คือ “บราซิล คอนเนคชั่น” ในช่วงครึ่งหลังที่ ไคออน กองหน้าชาวบราซิล ที่เพิ่งย้ายมาจาก ประจวบ เอฟซี ลงสนาม เพื่อสร้างความปั่นป่วนในแนวรับของ บุรีรัมย์ และสุดท้ายเจ้าตัวสามารถยิงประตูชัยจากการประสานร่วมกันกับ ลูเคี่ยน พาทีมเก็บ 3 คะแนน ที่สำคัญได้สำเร็จ หลังในอดีต “ฉลามชล” เคยมีการประสานงานของ ติอาโก้ คุญญ่า กับ เลอันโดร อัสซัมเซา พาทีมทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนพวกเขาทิ้งผลงานที่สุดยอดไว้ให้เหล่าแฟนบอล ฉลามชล ได้เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีจนถึงทุกวันนี้

ไคออน

ไฮไลท์สำคัญ การประเดิมสนามของ “ลีซอ” ในสีเสื้อของ ชลบุรี เอฟซี ที่ก่อนหน้านี้ใครหลายๆ คน จะไปเชื่อว่าเขาจะย้ายมาร่วมทัพ “ฉลามชล” จริงๆ ซึ่งทีมเคยเกือบที่จะได้มาร่วมทีมในช่วง 9 ปีก่อน ระหว่างดีลแลกตัวกับ ไมเคิ่ล เบิร์น สตาร์ของทีมในช่วงสมัยก่อนนั้น กับ ลีซอ ที่ค้าแข้งให้กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่ดีลเกิดล่มซะก่อน

ธีรเทพ วิโนทัย จัดว่าเป็นนักเตะที่เรียกกระแสจากแฟนบอลให้กลับเข้ามาในสนามอีกครั้ง โดยที่ ชลบุรี ดึงตัวเข้ามาครั้งนี้สามารถช่วยทีมได้เยอะอยู่พอสมควร ทั้งในเกมรับเกมรุกสามารถทำได้อย่างดีลงตัว เห็นได้ชัดจากในจังหวะที่ลงมาล้วงแย่งบอลมาจาก ศศลักษณ์ ไหประโคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่พาทีมได้ประตูชัยในเกมนี้ รวมไปถึงเข้ามาช่วยเป็นผู้นำให้กับนักเตะรุ่นน้องภายในทีมได้อีกด้วย เจ้าตัวแสดงถึงความมุ่งมั่น ทัศนคติที่ดี จนทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่ต่างรัก และยอมรับมากขึ้น ซึ่งทำให้เจ้าตัวได้รับรางวัลเป็น “Man Of The Match” เกมดังกล่าวได้อีกด้วย ทำให้ได้ใจแฟนบอลชาวจังหวัดชลบุรีไปไม่น้อย

ธีรเทพ วิโนทัย

ในรายของ “เจ้าโก้” ดัสกร ทองเหลา ที่หลายๆ คนตั้งคำถามว่าทำไมถึงยังไม่ได้ลงในเกมดังกล่าว ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นทางด้านของแท็กติกของทีมที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าตัว บวกกับนักเตะของ บุรีรัมย์ ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เพรสซิ่งอยู่เกือบตลอด ด้วยอายุของเจ้าตัวที่มากขึ้นจึงอาจจะทำให้เล่นได้ยาก โดยเกมที่คาดว่าจะได้ประเดิมลงสนาม อาจจะต้องเป็นเกมที่สามารถเอื้อให้เจ้าตัวเล่นได้ง่ายขึ้น หรือเป็นเกมที่ต้องอาศัยประสบการณ์ความเก๋าของนักเตะวัย 35 ปี รายนี้

จากที่ได้เห็นผลงานใน 3 นัด ภายใต้ในการคุมทัพของ “โค้ชเตี้ย” ถือว่า กุนซือรายนี้เข้ามาเพิ่มชีวิตชีวาในการเล่นฟุตบอลของนักเตะได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งมิติในการเล่นที่มีความหลากหลายมากกว่าเดิม การใช้จิตวิทยาปลุกใจนักเตะ ถึงแม้ว่าศักยภาพนักเตะของเขาอาจจะดูเป็นรอง บุรีรัมย์ อยู่พอสมควร แต่พวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้หัวใจความมุ่งมั่นเข้าแลกสู้ บวกกับเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนบอลคนที่ 12 ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาไปสู่ชัยชนะ

หลังจบเกม “โค้ชเตี้ย” ได้ให้สัมภาษณ์แถลงข่าวในช่วงหลังจบเกมที่สามารถเก็บชัยเหนือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ ว่า “ดีครับ ดีมาก ผมบอกแล้วไงว่า ชลบุรี เป็นจังหวัดที่บ้าฟุตบอลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มันต้องเจอกับคนบ้า ผมย้ำอีกครั้งว่าบรรยากาศแบบนี้ ชลบุรี ต้องมี”

ส่วน “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ได้เปิดใจผ่านเฟซบุ๊ค หลังจากที่ได้ลงประเดิมสนามในเกมแรกให้กับ “ฉลามชล” ว่า “ผมอยากจะขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ทำให้ 3 แต้มเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผู้เล่นทุกคน แฟนบอลทุกท่าน ผู้บริหารทีม โค้ชเตี้ย ทีมงานสตาฟโค้ชที่ไว้วางใจ และให้โอกาสผมในการลงเล่น”

“นักเตะทุกคนที่ทำงานร่วมกันและทุ่มเทอย่างหนัก แฟนบอลทุกท่านที่มาเป็นกำลังใจให้พวกเราในสนามจนเต็มความจุ ถ้าพวกเราไม่รวมใจกันแบบนี้ผลงานดีๆก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ขอให้มาเชียร์กันเต็มสนามแบบนี้ทุกนัดต่อไป รับรองฟุตบอลชลบุรี จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งแน่นอน หรืออย่างน้อยๆฟุตบอลชลบุรีก็จะกลับมาสนุกเหมือนที่เคยทำได้ในอดีตที่ผ่านมาครับ ลุยต่อไปด้วยกันนะครับฉลามชล”

ค่ำคืนที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งความประทับใจที่ควรเก็บไว้เป็นความทรงจำเลยก็ว่าได้ เพราะด้วยความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง ทำให้เหล่าแฟนบอลจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้งที่จะเห็นฉลามตัวนี้ตื่นขึ้นมา พร้อมกลับมายืนอยู่บนเส้นทางที่จะประสบความสำเร็จอีกครั้งโดยมีเป้าหมายของคือการติดท็อป 5 ในไทยลีก 2019 ให้ได้

สุดท้ายเราขอทิ้งบทเพลงของแฟนบอลที่ “ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน” ได้ร้องหลังจากจบเกมเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในหลายๆ อย่างที่มีความลึกซึ้ง ในการให้กำลังใจเหล่านักเตะ ผู้บริหาร ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมไปถึงผู้เล่นคนที่ 12 คนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้

ศรัทธาฟ้าน้ำเงิน

รวมพลังกายใจมุ่งสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจของเราปรารถนา เลือดที่สีน้ำเงินพล่านในกายของเราหายใจเข้าออก คือ ชลบุรี เอฟซี
มองทะเลสีคราม หมู่ฉลามว่ายอยู่ แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย เป็นฉลามทั้งกาย
เป็นฉลามทั้งใจ ไม่มีวันจะเปลี่ยนผันใจ
เราคือชลบุรี เอฟซี เราคือชลบุรี เอฟซี เราจะสู้ด้วยกันตลอดไป
เราคือชลบุรี เอฟซี เราคือชลบุรี เอฟซี รวมพลัง เพื่อความยิ่งใหญ่

เลือดในกายฉีดแรง พร้อมจะแข่งคว้าชัย พลังกายพลังใจ ทุ่มเทไปไม่เคยถอยหนี
สู้ในเกมส์กีฬา ด้วยศรัทธาและสามัคคี เข้าชิงชัยครั้งนี้ ….

“ชลบุรี เอฟซี”

 

“Chunka”