ความขัดแย้งบนโลกใบนี้อาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่ความขัดแย้งใหญ่ ๆ ของหลายปัญหา อาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องที่ใกล้เคียงกันอย่าง ชนชั้นทางสังคม, การเมืองการปกครอง, เศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องคลาสสิกอย่าง เชื้อชาติ และ ศาสนา

แน่นอน ฟุตบอล ในฐานะกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็อาจจะหนีความขัดแย้งจากเรื่องเหล่านี้ไม่พ้นเช่นกัน และ สิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนสโมสรฟุตบอลต่าง จากคู่แข่ง กลายมาเป็นคู่อริ และ คู่แค้น โดยไม่ได้เลือนไปตามกาลเวลาเหมือนปัญหาหลาย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

สิ่งที่เราทำได้ก็เพียง เข้าไปอ่าน หรือศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และพยายามอย่าให้เหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุของความเกลียดชังเกิดขึ้นอีกเท่านั้น

ซึ่งนี่คือเรื่องราวจากปมปัญหา 5 รูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวของความเกลียดชัง ที่นำมาสู่คู่อริที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลทั้ง 5 คู่

 

“ซูเปอร์ กลาสิโก” จุดแตกหักของชนชั้นที่ห่างเหิน

 

ย้อนกลับไปราวหนึ่งศตวรรษ ในย่านอู่ต่อเรือแห่งกรุงบัวโนส ไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา มีสองสโมสรฟุตบอลที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานตั้งอยู่ ทีมที่ก่อตั้งมาก่อนเล็กน้อย มีชื่อว่า ริเวอร์เพลท และอีกราวสี่ปี ก็มีอีกสโมสรก่อตั้งขึ้นมาทางตอนใต้ของสโมสรแรก โดยทีมนี้ใช้ชื่อว่า โบคา จูเนียร์ส

ริเวอร์เพลท ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ซึ่งเป็นย่านของคนที่มีฐานะดี มีบ้านเรือนใหญ่โต ซึ่งแน่นอน ทีมแห่งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากคนเหล่านี้

ขณะที่ โบคา จูเนียร์ส ตั้งอยู่ในย่านคนจนที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ห่างออกไปจากสนามมากนัก ก็เป็นย่านสลัม และคนเหล่านี้ก็กลายเป็นกำลังสำคัญของการสนับสนุนทีมทีมนี้

เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันท์ใด สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ก็อยู่ร่วมเมืองเดียวกันไม่ได้ฉันท์นั้น ทั้งสองสโมสรเขม่นกันมาตั้งแต่แรกที่ทั้งสองทีมพบกัน แต่เหนือไปกว่านั้น นี่เป็นเสมือนสงครามตัวแทนกลาย ๆ เป็นการต่อสู่เชิงสัญลักษณ์ระหว่างคนที่มีฐานะ และชนชั้นรากหญ้า ซึ่งมีทีมฟุตบอลเป็นตัวแทนของพวกเขา

หลายครั้ง ทั้งช่วง ก่อน-ระหว่าง-หรือหลังเกมเกมนี้ มีการปะทะกันของแฟนบอลทั้งสองทีมเกิดขึ้น บางครั้งก็มีการกระทบกระทั่ง จนกลายเป็นการจลาจลย่อม ๆ การเผาทำลาย หรือการยกพวกตีกัน กลายเป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยครั้งในช่วงหลังยุคศตวรรษ 20 เป็นต้นมา

แฟนบอลทั้งสองทีม ขัดแย้งกันทั้งใน และนอกสนามจนเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่นที่เป็นเหมือนการเหยียดหยามแทนชื่อทีม โดย แฟนริเวอร์เพลท เรียกพวกโบคา ว่า ไอ้หมูน้อย หรือ “Los Chanchitos” หรือ พวกกินปุ๋ย “Bosteros” เนื่องจากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ส่วนโบคา จะเรียกแฟนบอลริเวอร์เพลท ว่า ไอ้ไก่อ่อน หรือ “Gallinas” เพราะแพ้ถ้วยนี้ให้กับ เพนารอล 2-4 เมื่อปี 1966

และความขัดแย้งของพวกเขาก็ไม่มีท่าที่จะเปลี่ยนไปเลย แม้ปัจจุบันสภาพสังคมของกรุงบัวโนส ไอเรส จะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม

 

“ดาร์บี้ เดลลา มาดอนนินา” เมื่อเชื้อชาติ สร้างศัตรูตลอดกาลขึ้นมา

พระแม่มารี พระมารดาของพระเยซูคริสต์ พระบุตรผู้ไถ่บาป คือสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองมิลาน เพราะมีรูปปั้นของพระนางตั้งอยู่ที่ยอดวิหารแห้งดูโอโม (เรียกว่า มาดอนนินา) ดังนั้น ดาร์บีแมตช์แห่งเมืองมิลาน จึงถูกเรียกว่า ดาร์บี เดลลา มาดอนนินา ไปโดยปริยาย

แม้ปัจจุบัน ดาร์บี เดลลา มาดอนนินา อาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่เกมเกมนี้ ก็ถือเป็นการเจอกันของสองคู่ปรับร่วมเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแมตช์หนึ่งในโลกฟุตบอลอย่างปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี

ย้อนกลับไปในปี 1899 อัลเฟร็ด เอ็ดเวิร์ดส์ อดีตรองกงสุลอังกฤษประจำเมืองมิลาน กับ เฮอร์เบิร์ต คิลปิน นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ร่วมกันต่อตั้งสโมสร มิลาน ฟุตบอล แอนด์ คริเก็ต คลับ ขึ้น โดยที่ เอ็ดเวิร์ดส์ นั่งตำแหน่งประธานสโมสร ขณะที่ คิลปิน เป็นผู้เล่นในทีม

พวกเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมหลังก่อตั้งทีม ด้วยการคว้าแชมป์อิตาลี 3สมัยในปี 1901, 1906 และ 1907

แต่ภายใต้ความสำเร็จ พวกเขาต้องประสบกับปัญหาสำคัญบางอย่าง นั่นคือ การที่บรรดาเหล่านักเตะต่างชาติหลาย ๆ คน ถูกเลือกปฏิบัติ และไม้ได้รับโอกาสเท่าที่ควร

โดยเฉพาะกับการที่ทีมเลือกปฏิบัติต่อนักเตะอังกฤษ และ อิตาลี ดีเป็นพิเศษ ทำให้ท้ายที่สุด เหล่านักเตะต่างชาติเหล่านั้นทนไม่ได้ และแยกออกไปตั้งทีมใหม่ ที่มีชื่อว่า อินเตอร์นาซิอองนาเล่ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันนาม อินเตอร์ มิลาน

คำว่า อินเตอร์นาซิอองนาเล่ นั้น มีที่มาว่านอกจากพวกเขาจะเป็นนักเตะต่างชาติแล้ว นโยบายของทีมพวกเขาก็เปิดรับนักเตะที่เป็นแข้งต่างชาติมากกว่า เจนัว, ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน ที่เป็นทีมใหญ่ในขณะนั้นด้วย

นับแต่นั้นมา เมืองมิลานก็แตกเป็นสอง และทั้งสองทีมต้องฟาดฟันกันมาจนถึงปัจจุบัน

เพราะความแตกต่างของเชื้อชาตินี่เอง ทำให้ทีมที่มาก่อนอย่างเอซี มิลาน ต้องรับมือกับศัตรูที่พวกเขาสร้างมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว

 

“โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี” ปมขัดแย้งทางศาสนาเป็นที่มาของศึกเดือด

 

ความขัดแย้งระหว่าง 2 สโมสรแห่งเมือง กลาสโกว์ อาจจะเกิดมาจากสาเหตุหลายประการ แต่หนึ่งในนั้นมีหนึ่งในปัญหาที่ทำให้มนุษย์ฆ่าแกงกันมากที่สุดเป็นประเด็นอยู่ด้วย นั่นคือเรื่องของ ศาสนา

แรกเริ่มเดิมที กลาสโกว์ เซลติก ถูกก่อตั้งด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวไอริช ชนชาติที่ได้ขึ้นชื่อว่า นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โรมัน คาทอลิก ที่เข้มข้นที่สุดในโลก ขณะที่ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส เป็นเสมือนความภาคภูมิใจของคนสก็อตแลนด์ ซึ่งด้วยความเป็นคนในสหราชอาณาจักรนี่เองทำให้พวกเขานับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โปรแตสแทนส์ เฉกเช่นเดียวกับคนบริเทนที่เหลือ

การนับถือศาสนาคนละนิกาย สร้างความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 สโมสรได้มากกว่าแค่ในโลกของฟุตบอล เพราะมันทำให้แฟนบอล พลอยไม่ถูกกันไปด้วย ซึ่งความแตกต่างทางศาสนานี่เอง ที่ทำให้สถานการณ์ของคนในเมืองนี้ พร้อมจะมีปัญหากันตลอดเวลา

ว่ากันว่าในยุคก่อตั้งทีม เมืองกลาสโกว์แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปโดยปริยายเลยทีเดียว

ความขัดแย้งดังกล่าว ลามมาถึงสนามฟุตบอล และทำให้ เรนเจอร์ส มีแนวคิดแบบสุดโต่งด้วยการประกาศกร้าวว่าจะไม่เช็นสัญญากับนักเตะที่เป็นคาทอลิก มาร่วมทีมเลยทีเดียว

ความขัดแย้งทางศาสนา และ ความไม่ลงรอยของฟุตบอล ทำให้แฟนบอล 2 ทีมนี้ กระทบกระทั่งกันมากที่สุดแห่งหนึ่งทั้งในช่วงก่อน และ หลังจบเกม

แต่ปัจจุบัน ดีกรีความเดือดของ โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี้ ถูกลดทอนไปเยอะพอสมควร หลังจากที่มีการยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติของเรนเจอร์สในเรื่องการไม่ยอมรับนักเตะ คาทอลิก และทีมของชาวสก็อตต์ทีมนี้ก็ก็ต้องมาเจอวิบากกรรมซ้ำสอง หลังถูกปรับตกชั้นไปเล่นในดิวิชันสาม หลังมีการบริหารงานผิดพลาดจนทีมเป็นหนี้มหาศาล

แม้ในปัจจุบัน เรนเจอร์ส จะกลับขึ้นมาบนลีกสูงสุดได้อีกครั้ง แต่พวกเขายังไล่ตาม เซลติก ห่างอยู่พอสมควร ทว่าไม่ว่าจะไล่หลังไกลแค่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเกมโอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี แล้วล่ะก็ เมืองกลาสโกว์แห่งนี้ จะกลับไปเดือดเหมือนในอดีตทุกครั้งทีเดียว

 

“แดงเดือด” ความเจริญที่ไม่เท่าเทียม สู่คู่อริ ที่ยากจากคู่ไหนเทียมเทียบได้

ต่อให้ไม่ดูฟุตบอล ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ “ศึกวันแดงเดือด” หรือ “ศึกแดงเดือด” กันมาบ้าง เพราะนี่คือการเจอกันของสองทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อันที่จริงแล้ว ชื่อที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการของการพบกันของ 2 ทีมนี้คือ “นอร์ธ เวสต์ ดาร์บี้” หรือ เกมดาร์บีแห่งภาคตะวันตกเฉลียงเหนือ (ของประเทศอังกฤษ) ส่วนวันแดงเดือด หรือ เรด วอร์ ดูจะเป็นชื่อเล่นเสียมากกว่า แต่มันเป็นชื่อที่จำง่าย ทำให้คนมักจะจำกันในชื่อนี้

ก่อนจะมาเป็นเกมการเจอกันที่มันส์หยุดโลกแบบทุกวันนี้ ทั้งคู่ก็ต่างมีเรื่องราวความขัดแย้ง ไม่ต่างจากคู่อื่น ๆ ที่เล่ากันมาในบทความนี้ หากแต่ สเกลความขัดแย้งของคู่นี้ ดูจะใหญ่กว่าสามคู่ข้างต้นที่กล่าวมา เพราะนี้มันเป็นความขัดแย้งระดับเมืองเลยทีเดียว

เรื่องราวคราวนี้มันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นอยู่ ที่สร้างคู่อริคู่นี้ขึ้นมา เพราะแรกเริ่มเดิมที ชาวแมนคูเรียน กับ ชาวสเกาต์เซอร์ อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยแต่ละฝ่าย ต่างมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อันได้แก่ เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นผู้ทำหน้าที่ผลิตสินค้า และ เมืองลิเวอร์พูล ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางนำไปขายต่อเนื่องจากพวกเขาเป็นเมืองท่า

แต่วันดีคืนดี เมืองแมนเชสเตอร์ ก็คิดว่า ถ้าพวกเขาเป็นคนขายสินค้าเสียเองโดยไม่พึ่งพ่อค้าคนกลางอย่างเมืองลิเวอร์พูล กำไรที่จะได้ก็คงมากขึ้นพอที่จะทำให้ชาวเมืองล่ำซำได้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจขุดคลองแมนเชสเตอร์ ความยาว 58 กิโลเมตรเชื่อมกับทะเลโดยตรง เพื่อให้เรือสินค้าสามารถเข้ามาซื้อของได้ที่พวกเขาโดยไม่ต้องใช้พ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

การเกิดขึ้นของคลองที่ยาวที่สุดในยุโรปสายนี้ ทำให้ชาวเมืองแมนเชสเตอร์ ร่ำรวยอย่างที่คาด แต่มันก็ทำให้เมืองลิเวอร์พูล ซบเซา และ ตกต่ำลงเรื่อย ๆ

ถึงแม้ในช่วงก่อตั้งทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล และ นิวตัน ฮีธ (ที่จะกลายมาเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ในอนาคต) ทั้ง 2 ทีม จะยังถ้อยทีถ้อยอาศัย และไม่ได้เป็นอริกัน แต่เมื่อวัน เวลาผ่านไป การได้เห็นทีมบ้านใกล้เรือนเคียงได้ดีเกินหน้าเกินตา จากความยินดี ก็กลายเป็นความอิจฉา บวกกับความขัดแย้งเก่า ๆ ในแง่เศรษกิจและสังคม ทำให้ทั้งสองทีมสั่งสมความเกลียดชังต่อกันมากขึ้นเรื่อย

จนถึงทุกวันนี้ คงเปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นอริของทั้งคู่ได้เบ่งบ้านและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ข้อดีของตวามขัดแย้งครั้งนี้ คือการที่เราได้ดูการฟาดฟันกันในสนามที่ยอดเยี่ยมเสมอเมื่อทั้งสองทีลงมาเจอกันนั่นเอง

 

“เอล กลาสิโก” การปกครองและความคลั่งชาติ สู่รอยบาดลึกที่ยากจะผสาน

 

ถ้าคิดว่าความขัดแย้งระหว่างเมืองเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เกม เอล กลาสิโก คือความขัดแย้งในสเกลที่มีขนาดใหญ่กว่าเกมแดงเดือดมากทีเดียว เพราะมันคือความขัดแย้งในระดับแคว้น ที่มีเรื่องของ การปกครอง และ เชื้อชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งฟุตบอลก็หนีไม่พ้นที่จะมีส่วนร่วมในฐานะ “เครื่องมือ” ที่ใช้กดขี่ฝ่ายตรงข้ามไปเสียงอย่างนั้น

ย้อนกลับไปในปี 1928 ที่ฟุตบอลลีกของสเปนก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฟุตบอลดูจะเข้าร่องเข้ารอยดี จนกระทั้งการขึ้นมาอยู่ในอำนาจของ นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก ผู้นำเผด็จการของสเปน ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1936

ก่อนการมาของ นายพล ฟลังโก แคว้น กาสตีญา กับ แคว้น กาตาลุนญา ของสเปน ก็ไม่ค่อยชอบหน้ากันอยู่แล้ว แต่เมื่อนายพลฟรังโก ขึ้นมาเรืองอำนาจ ทำให้เรื่องยิ่งบานปลายไปอีก เมื่อเขาเลือกจะถือหางแคว้น กาสติญา และมองว่า แคว้น กาตาลุนญา เป็นพลเมืองชั้นรอง ที่ไม่ใช่สเปนแท้

นายพล ฟรังโก้ เริ่มการปฏิรูปประเทศในแบบที่เขาอยากให้เป็น ด้วยการห้ามพูดภาษาถิ่น รวมไปถึงการห้ามใช้ธงประจำแคว้น หนักข้อเข้าถึงกับมีการลอบสังการโฆเซฟ ซูโบล ประธานสโมสรบาร์เซโลนา ในตอนนั้น และยังใช้อิทธิพลในการเล่นสกปรงเพื่อให้ เรอัล มาดริด ที่เป็นตัวแทนจากแคว้น กาสติญา เอาชนะ บาร์เซโลนา ที่เป็นตัวแทนของแคว้นกาตาลุนญา ด้วย

นอกจากนี้ นายพล ฟรังโก้ ยังส่งลูกน้องคนสนิทเข้ามาเป็นประธานสโมสร บาร์เซโลนา เพื่อหาทางควบคุมทีมให้อยู่หมัดที่สุด และใช้อำนาจอิทธิพลต่าง ๆ ในการควบคุมสมาคมฟุตบอลของสเปน และ กลั่นแกล้งทีมบาร์เซโลนาอีกหลายกระทง

แต่ต้องขอบคุณ บาร์เซโลนา และ ชาวแคว้นกาตาลุนญาที่ไม่ยอมแพ้ และต่อสู้หาทางแก้ปัญหา เพื่อพาทีมรอดวิกฤต และฟุตบอลก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู่ของชาวกาตาลุนญาคู่กับ สโมสร บาร์เซโลนา

เหตุการณ์ทั้งหมด สั่งสมให้ชาว กาตาลุนญา ไม่ชอบหน้าความเป็นสเปนขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากหมดยุคของนายพลฟรังโก ชาวกาตาลุนญา ก็รื้อฟื้นภาษากาตาลัน มาใช้เป็นภาษาประจำแคว้นกันอีกครั้ง และมีแนวโน้มอยากจะแยกเป็นเอกราชจากสเปนมาตลอด

ขณะที่ในเกม เอล กลาซิโก ทั้งนักแต่ และแฟนบอล ของ บาร์ซ่า ก็จะใส่เต็มที่เมื่อเจอกับ เรอัล มาดริด โดยที่ทางฝั่งทีมจากเมืองหลวง ก็ไม่ยอมเช่นกัน ทำให้เกมเกมนี้ มีความหมายอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มีการลงสนาม เพราะมันคือศักดิ์ศรีของชาวสเปน และ ศักดิ์ศรีของชาวกาตาลัน ที่เดิมพันไว้กับมันนั่งเอง

 

“Mr.BOSTON”