กระแสการเปิดฤดูกาลของ Premier League ปีนี้ ค่อนข้างจะดูคึกคักและในนัดเปิดตัวทีมใหญ่หลายหลายทีมก็ประเดิมสนามด้วยการยิงประตูถลุงฝ่ายตรงข้ามอยู่หลายคู่ด้วยกัน และก็ตามประเพณีของแฟน ๆ ก็เริ่มจะมาถกเถียงและบลัฟฟ์ใส่กันเป็นอรรถรสของการแข่งขันมายาวนาน

ผมเองก็เริ่มฤดูกาลนี้ด้วยประเพณีส่วนตัว และเชิญเหล่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักข่าวสายกีฬามานั่งดูบอลกัน และแชร์ความเห็นมุมมองของแต่ละท่าน ซึ่งแรกเริ่มมักดูเป็นวิชาการแต่หลายครั้งที่จะบานปลายกลายเป็นการโวยวายและเกือบถึงขั้นชกตีกันเป็นประจำ…และเป็นความบันเทิงส่วนตั๊ว ส่วนตัว ของผมที่แก้ไม่ได้ซักที

(Photo by John Early/Getty Images)

ระหว่างที่แมนยูกำลังไล่บี้เชลซีเมื่อวันอาทิตย์ ต่างก็พูดคุยและวิเคราะห์มุมมองของตัวว่าผลฤดูกาลนี้จะออกมายังไง ผมก็เปิดประเด็นเรื่องคนไทยดูบอลน้อยลง อ้างอิงจาก Nida Poll เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชี้ว่าจำนวนคนไทยที่ดูบอลทั้งลีกอังกฤษหรือของไทยเรานั้นน้อยลงทุกปี ซึ่งก็ตามกระแสคนดูกีฬาทั่วโลกที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว

เพื่อหวังจะจุดชะนวนเพื่อให้โวยวายเถียงกันในระหว่างกลุ่ม ผมปิดท้ายประโยคว่า “หรือว่ากีฬาใกล้สูญพันธุ์แล้ว”

และแน่นอน พี่นักข่าววัยอาวุโสที่รักบอลเป็นชีวิตจิตใจก็หันมาตะคอกใส่ผมแบบเริ่มมีน้ำโห “โพลบ้านเราแ-งมั่วตายห่า เอาข้อมูลมาจากไหนวะ คุณดูดิ คนดูบอลเต็มร้านเลยเห็นไหม”

อีกท่านก็หยิบเอาสถิติจากสื่อนอก ที่เผยว่ายอดคนดูบอลลีกอังกฤษนั้นสูงขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ และไม่ใช่แค่ฟุตบอลแต่ ลีกบาสเกตบอล NBA เองก็ยอดคนดูพุ่งขึ้นเกือบ 5% เช่นกัน

“ผมว่าถ้าโพลนั้นไม่ผิด ก็น่าเป็นเพราะเศรษฐกิจ คนตกงานก็เยอะ คนไม่ค่อยมีเงิน ก็งดดูบอลกัน เก็บตังค์ไม่ฟุ่มเฟือยกับพวกแพกเก็จกีฬา” น้องนักข่าวคนนึงเสนอมุมมองตัวเอง ที่หลายคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใช่”

(Photo by Christof Koepsel/Getty Images)

ผมว่าส่วนนึงก็อาจจะถูกของพวกเขา แต่อีกในแง่มุมหนึ่งก็นึกขึ้นมาได้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ ก็เลือกที่จะดูกีฬาผ่านเว็บเถื่อน ที่ไม่เสียตังค์กันอยู่แล้วแล้วมีให้ดูเยอะแยะเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นเรื่องเงินก็ไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลัก

อีกอย่างถ้ามองดูแบบละเอียด จะเห็นได้ว่ายอดคนดูที่กระเตื้องขึ้นของพรีเมียร์ลีกและ NBA นั้นมาจากการขยายฐานคนดูในประเทศใหม่ๆและแคมเปญลดแจกกระหน่ำใน ที่ดึงค่าเฉลี่ยตั๋วการแข่งขันในฤดูการลงมาเหลือเพียง 30 ปอนด์เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาจำนวนยอดคนดูทั้งในสนามและทางบ้านต่างก็ลดลงเรื่อยมา

และกีฬาอื่นๆก็ยังประสบปัญหานี้ โดยที่หาทางแก้ไม่ตก เช่น NFL ที่ยอดผู้ชมลดไปถึง 15% ภายในไม่ถึงสิบปี หรือ MLB ที่แย่ยิ่งกว่า จนหลายมาเป็นที่ล้อเลียนว่าอีกไม่นานก็อาจจะกลายเป็นกีฬาที่ไม่ต่างจากลัทธิ ที่มีผู้ติดตามเหลือเพียงผู้ที่ศรัทธาแบบคลั่งไคล้เท่านั้น

แน่นอน ประเด็น NFL ที่โทษพฤติกรรมของนักกีฬาสีผิวเช่น Kaepernick ที่ทำให้แฟนๆไม่พอใจ เพราะไม่ยอมยืนเคารพเพลงชาตินั้นก็มีส่วน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นพ้องกันว่า ประเด็นนี้มีส่วนทำให้คนดูเมินนั้น เพียงแค่หยิบมือเดียว และเป็นข้ออ้างของทางลีกอเมริกันฟุตบอลมากกว่า ที่โทษเหล่านักกีฬาเหล่านี้ว่าเป็นสาเหตุทำให้คนเลิกดู

(Photo by: Jeffrey Greenberg/Universal Images Group via Getty Images)

แล้วอะไรทำให้เบสบอล ฮอกกี้ กอล์ฟ หรือแม้แต่ UFC ที่คนดูน้อยลงไม่ต่างกับอเมริกันฟุตบอล

เมื่อ 2-3 ปีก่อนผมเคยเขียนประเด็นนี้และโยงไปกับราคาตั๋วหรือพวก pay-per-view ที่มหาแพง จนคนหันไปเลือกใช้บริการเว็บเถื่อน

แต่เอาเข้าจริง ผมว่าสาเหตุนั้นมาจากความไม่ปรกติทางสมองของคนในยุคปัจจุบันมากกว่า

 หลายคนคงทราบกันดีว่าคนยุคนี้เป็น โรคสมาธิสั้น อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน และ เหล่าโซเชียลมีเดียที่กลายมาเป็นส่วนนึง ของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

ความผิดปกติทางสมองถ้าให้พูดภาษาบ้านๆก็คือเป็น ‘คนบ้า’ นั่นเอง

แม้ยังมีแฟนจำนวนมากที่คุ้นเคยและนิยมดูกีฬาแบบดั้งเดิม ที่นั่งดูตั้งแต่นกหวีดเป่าเริ่มยันจบการแข่งขัน แต่หนุ่มสาวหลายคนที่เกิดมาในยุคที่ทีวีได้กลายเป็นเพียงของประดับบ้านนั้น อาจจะไม่มีความอดทนพอจะนั้งดูอะไรที่มันกินเวลาหลายชั่วโมง และมาเสพกีฬาในรูปแบบใหม่ตามแบบฉบับของพวกเขา ที่เลือกจะดูแค่เฉพาะช่วงสำคัญหรือช่วงทำคะแนนของแต่ละทีมระหว่างการแข่งขันเท่านั้น

(Photo by Nicolas Economou/NurPhoto via Getty Images)

คนเหล่านี้ที่มีคอนเทนต์นับล้านแบบให้ดูผ่านมือถือและมักจะมีพฤติกรรมแนวดูแบบผ่าน ๆ ต่างจากมนุษย์ยุคทีวีเช่นพวกเราที่มักจะไม่ค่อยมีอะไรให้ดูมาก โดยเฉพาะช่วงกีฬา ที่ช่องต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยนำอะไรมาเสนอมากเนื่องจากสู้เรตติ้งกีฬากันไม่ค่อยได้นั่นเอง

และที่น่าขำที่สุดก็คงเป็นสื่อกีฬา ที่มีหน้าที่คอยช่วยผลักดันและสนับสนุนกีฬา กลายมามีส่วนในการถดถอยของวงการนี้

“ผมว่าคุณไปถึงดาวอังคารละ” พี่คนนึงพูดขึ้นมา ที่เหลือเห็นด้วยกับเขาและตอนนี้แทนที่จะนั่งดูพวกเขาเถียงกันผมก็ติดกับดักตัวเองและโดนพวกเพื่อนร่วมโต๊ะรุมเถียงจนฟังพวกเขาไม่รู้เรื่อง

และผมคิดว่าคุณที่หลงคารมผมและอ่านบทความมาถึงตรงนี้ก็คงจะมีข้อกังขาอยู่ไม่น้อย และอาจจะคันนิ้วมือ อยากพิมพ์ความเห็นมาโต้เถียงกับผมอยู่แน่นอน

เอาหละ! เอาเป็นว่าผมจะเสนออีกประเด็นนึงที่อาจจะโน้มน้าวคุณให้เอนเอียงมาทางผมบ้าง

(Photo by Tim Clayton/Corbis via Getty Images)

ปัจจุบันนี้มีกีฬาเพียงไม่กี่ประเภทที่มียอดคุณดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ผมคิดออกตอนนี้ก็มีเพียง E-sport และ cricket เท่านั้น

ตัว อี-สปอร์ต ที่โด่งดังนั้น แน่นอนมาจากฐานของผู้เล่นวิดีโอเกมจำนวน สองพันสี่ร้อยล้านคนจากทั่วโลก (สถิติจากรายการ Patriots Act บน Netflix) แต่ยอดคนดูที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องได้ทำให้เหล่ากูรูกีฬาฟันธงว่า จะกลายเป็นกีฬาแห่งศตวรรษนี้เลยทีเดียว แต่ผมว่าการส่วนที่สำคัญที่ทำให้กีฬาบริหารนิ้วแนวนี้มาโด่งดังในชั่วพริบตา น่าจะมาจากวิธีการนำเสนอการแข่งขันระหว่างผู้เล่นที่จะถูกตัดมา นำเสนอให้ผู้ดูเฉพาะช่วงไฮไลท์ที่มักจะสั้นและตอบโจทย์คนดูในยุคนี้

หรือแม้แต่กีฬา cricket ที่สมัยก่อนยาวยีดเยื้อ จนแฟนๆกีฬาเริ่มเบื่อจนหนีไปดูอย่างอื่น ก็ได้ปรับ รูปเกมให้กระชับและสั้นลงมากและนำเสนอการแข่งขันเป็นคลิปสั้น ๆ ของแต่ละเพลย์ให้คนดู ทำให้แฟนกีฬานั้นไม่เบื่อหน่าย และที่สำคัญเลือกที่จะดูแค่เพลย์ที่น่าลุ้นและตื่นเต้นผ่านช่องทางสื่อโซเชี่ยล

การมองจุดนี้ได้ตรงประเด็นนั้น ทำให้กีฬาที่เล่นกันไม่กี่ประเทศนั่นกลับกลายเป็นกีฬาที่มียอดคนดูเป็นอันดับ 2 รองจากฟุตบอลไปแล้ว (แต่เนื่องจากเป็นกีฬายอดนิยมในประเทศอินเดีย ที่ดูเหมือนจะมีประชากรอัดแน่นไปทุกตารางนิ้วของพื้นที่แดนภารตะ)

(Photo credit should read WILLIAM WEST/AFP/Getty Images)

คนรุ่นเก่าที่เกิดก่อนยุค smart phone อย่างเราแม้จะเข้าข่ายคนบ้า และสมาธิสั้น แต่ด้วยจากการคุ้นเคยกับดูเกมกีฬาแบบเต็มการแข่งขันก็ยังคงที่จะมีพฤติกรรมเดิม ๆ แต่แน่นอนไม่ว่ามากหรือน้อยก็เริ่มจะเบียนเบนเข้าสู่การเสพกีฬาแบบแนวใหม่กันไปแล้ว

ผมคิดว่าสาเหตุที่พวกเรานั้นสามารถนั่งดูกีฬาได้ทั้งเกม เป็นเพราะสมัยก่อนไม่ค่อยจะมีอะไรให้เลือกดูนัก และคอนเทนต์บนทีวีค่อนข้างที่จะจำกัดโดยเฉพาะช่วงกีฬาไม่ค่อยมีช่องไหนมีรายการหรือหนังที่น่าสนุกมานำเสนอ เพราะโดนกีฬานั้นดึงเรตติ้งไปหมดแต่คนปัจจุบัน ที่มีคอนเทนท์นับไม่ถ้วนให้เลือกสรรค์ด้วยการคลิกดูแบบง่ายๆ เลยทำให้คน ‘บ้า’ ของยุคปัจจุบันนั้นไม่ความอดทนกับการนั่งดูเกมกีฬาที่มีความยาวไม่ต่ำกว่าชั่วโมงนึงนั่นเอง

จะว่าไปความนิยมของกีฬานั้นไม่ได้ลดลงเพียงแต่การนับสถิติคนดูอาจจะไม่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ที่ยังดูเรตติ้งแบบเดิมๆที่นับจากจำนวนคนดูแนวดั้งเดิม และไม่สะท้อนต่อความเป็นจริง และไม่ได้นับกลุ่ม ‘คนบ้า’ รวมไปด้วย

(Photo by NOAH SEELAM / AFP) (Photo credit should read NOAH SEELAM/AFP/Getty Images)

พวกพี่ๆเพื่อนๆนักข่าวพอฟังมุมมองผม ก็หัวเราะกันทั้งโต๊ะ “หลุดไปดาวอังคารอีกแล้วคุณ KC” พี่คนนึงพูดพลางตบไหล่ผม

ผมไม่รู้หรอกว่า theory ของผมนั้นถูกหรือไม่ แต่จะเปรยอีกเรื่องงท้ายให้ฟังว่า ยอดคนดูไฮไลท์นั้นสูงขึ้นทุกปีสวนกับยอดคนดูเกมการแข่งขันที่หดตัวลง และสื่อทั่วโลกก็หันมาให้ความสำคัญกับการลงคลิปสั้นๆเหล่านี้แข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งคนดู….หรือเริ่มหันมามองคนรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นคน ‘บ้า’ ดูกีฬา มากกว่าพวก ‘คนบ้า’กีฬาที่เหมือนไดโนเสาร์ที่ใกล้จะศูนย์พันธุ์

อีกไม่นาน ก็คงไม่แปลกถ้าจะเห็นการแข่งกีฬาหลายรูปแบบมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เหมือนกับ cricket เพื่อ เอาใจเหล่าคน ‘บ้า’ ยุคใหม่อย่างแน่นอน

“NOPNAN (KC)”