หนึ่งในไฮไลท์กีฬาช่วงต้นปี 2020 ที่แฟนๆชาวไทยพลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือ ศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 8-26 มกราคม โดยรายการนี้จะคัดเอา 3 ทีมเป็นตัวแทนของทวีปเอเชียคว้าตั๋วไปลุยศึกฟุตบอลโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย

ถึงแม้ว่า ทีมชาติไทยจะได้เปรียบทีมอื่นในฐานะเจ้าถิ่น แต่บอกเลยว่าสงครามแข้งครั้งนี้ไม่ง่ายแน่นอน เพราะคู่แข่งล้วนเต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด โดยในรอบแรก ทัพช้างศึก ยู-23 จะลงสนามที่ราชมังคลากีฬาสถาน ประเดิมนัดแรกพบกับ บาห์เรน วันที่ 8 มกราคม จากนั้นพบกับ ออสเตรเลีย วันที่ 11 มกราคม และพบกับ อิรัก วันที่ 14 มกราคม คิกออฟในเวลา 20.15 น.ทุกนัด

ว่าแล้ว เรามาดูกันว่าคู่แข่งทั้ง 3 ทีมของไทยในรอบแรก แข็งแกร่งมากน้อยขนาดไหน และมีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่ขุนพลช้างศึกจะผ่านเข้ารอบ

บาห์เรน

Mohamed Hardan of Bahrain (Photo by Yu Chun Christopher Wong/Eurasia Sport Images/Getty Images)

นี่เป็น “ครั้งแรก” ที่บาห์เรนได้เข้ามาลุยรอบสุดท้าย หลังจากระเบิดฟอร์มร้อนแรงในรอบคัดเลือก ด้วยผลงานชนะ 3 นัดรวด เก็บ 9 คะแนนเต็ม ไล่กระทุ้งตาข่ายคู่แข่งไป 12 เม็ด และไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเจอคู่แข่งที่ไม่ยากนัก ได้แก่ บังคลาเทศ ศรีลังกา และปาเลสสไตน์ แถมยังได้เป็นเจ้าภาพอีกต่างหาก

บาห์เรนชุดนี้อยู่ภายใต้การคุมทัพของ ซาเมียร์ แชมมาม กุนซือชาวตูนีเซีย โดยมีผู้เล่นคีย์แมนอย่าง โมฮาเหม็ด มาร์ฮูน กองกลางวัย 21 ปี ซึ่งก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่เรียบร้อย และ โมฮัมเหม็ด อัล-ฮาร์ดาน มิดฟิลด์ วัย 22 ปี ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ไปลุยลีกยุโรปกับสโมสรอย่าง เวจเล่ (เดนมาร์ก) สแตนฟูล จอร์จี้ (มอลโดวา) ไอกิเนียกอส (กรีซ) มาแล้ว

ออสเตรเลีย

Al Hassan Toure (Left) of Australia U-23 (Photo by Fred Lee/Getty Images)

ขึ้นชื่อว่า “ออสเตรเลีย” แล้ว ต้องยอมรับว่ามาตรฐานด้านลูกหนังของพวกเขาอยู่ในระดับแถวหน้าของเอเชีย โดยแข้งออสซี่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่มเอช มี 7 แต้มจาก 3 นัด เท่ากับเกาหลีใต้ เพียงแต่ลูกได้เสียเป็นรองแค่ประตูเดียวเท่านั้น

ทัพจิงโจ้ ยู-23 มี เกรแฮม อาร์โนลด์ ควบตำแหน่งกุนซือทีมชุดนี้และทีมชาติชุดใหญ่ ส่วนขุมกำลังของพวกเขานั้นหลายคนออกไปค้าแข้งกับสโมสรดังของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซ์ เกอร์สบัช (อาร์ฮุส) โจชัว ลอว์ส (ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ) จาค็อบ อิตาเลียโน่ (มึนเช่นกลัดบัก) เบน โฟลามี่ (อิปสวิช ทาวน์) รวมถึง อัล ฮัสซัน ตูเร่ กองหน้าเชื้อสายไลบีเรีย วัย 19 ปีจากอเดเลด ยูไนเต็ด

อิรัก

(Photo credit should read SAFIN HAMED/AFP via Getty Images)

ทัพนักเตะอิรักยกพลมาลุยทัวร์นาเมนท์นี้ พร้อมกับพกดีกรีแชมป์เก่าจากปี 2013 ติดตัวมาด้วย โดยในรอบคัดเลือกที่ผ่านมา อิรักคว้าแชมป์กลุ่มมาครอง และปล่อยให้ “เจ้าถิ่น” อิหร่านจบด้วยการเป็นอันดับสองของกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ในระดับหนึ่งว่า พวกเขามีสถานะเป็นทีมลูกหนังเบอร์ต้นๆของเอเชียเช่นกัน

อิรักชุดนี้ใช้บริการ อับดุล กานี่ ชาฮัด เฮดโค้ชวัย 51 ปีทำหน้าที่กุนซือ ส่วนผู้เล่นตัวชูโรง ได้แก่ อาเมียร์ อัล แอมมารี่ และ อิฮาบ จารี่ สองมิดฟิลด์ซึ่งเล่นอยู่ในลีกสวีเดนกับสโมสรซีเรียนสก้า และยอนโคปิงส์ รวมทั้ง มูรัด ซูเบห์ กับ ฮุสเซ็น จาบบาร์ สองกองหน้าตัวอันตราย

วิเคราะห์โอกาสทีมชาติไทย

ทีมชาติไทย ยู-23

ขุนพลช้างศึกชุดยู-23 ชุดนี้ กุนซืออากิระ นิชิโนะ ยังใช้บริการผู้เล่นจากชุดซีเกมส์ 2019 เป็นส่วนใหญ่ นำโดยแกนหลักอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฐฏ์ เหมือนตา, ศฤงคาร พรมสุภะ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ผนึกกำลังกับผู้เล่นที่เรียกมาเสริม ได้แก่ สรวิทย์ พานทอง, มีโชค มหาศรานุกูล และ เบน เดวิส มิดฟิลด์ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ

ส่วนเรื่องของการเตรียมทีม ภายหลังจากจบซีเกมส์ นิชิโนะปล่อยนักเตะกลับไปพักนานพอสมควร ก่อนจะเรียกตัวเข้าแคมป์ช่วงปลายปี จากนั้นช่วงปีใหม่ก็ปล่อยให้นักเตะหยุดอีก จึงมีคำถามตามมาถึงความเข้มข้น และความต่อเนื่องของการฝึกซ้อมนั้นว่าเพียงพอหรือยัง

เพราะในขณะเดียวกัน เราได้ทราบข่าวการเตรียมทีมของคู่แข่ง ซึ่งดู “เอาจริงเอาจัง” เป็นอย่างมาก เช่นทีมชาติเวียดนาม ซึ่งยกพลไปเก็บตัวฝึกซ้อมต่อเนื่องที่เกาหลีใต้ บ้านเกิดของกุนซือปาร์กฮังซอ หรือทีมชาติกาตาร์ ซึ่งยกพลมาเก็บตัวที่เมืองไทย โดยลงทุนเช่าสนาม เอสซีจี สเตเดี้ยม ของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นสถานที่ฝึกซ้อมแบบส่วนตัว โดยยอมเสียค่าใช้จ่ายตกวันละหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว

อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ทีมชาติไทย ซีเกมส์

ยิ่งไปกว่านั้น อย่าลืมว่านี่คือเวที “ชิงแชมป์เอเชีย” ซึ่งคู่แข่งล้วนเขี้ยวลากดินทั้งสิ้น ขนาดซีเกมส์ยังเอาตัวไม่รอด แล้วนี่คือสังเวียนระดับทวีป ทัพช้างศึกเจองานโหดหินกว่าหลายเท่าตัวแน่นอน ถึงแม้จะได้เล่นในถิ่นของตัวเอง แต่ศักยภาพโดยรวม ตลอดจนการเตรียมทีม เราแทบไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งเลย

ถึงแม้จะเป็นแฟนบอลไทยที่อยากเห็นขุนพล “ช้างศึก” ประสบความสำเร็จ แต่ต้องยอมรับว่ารายการนี้มีโอกาสสูงที่เราจะจอดป้ายแค่ “รอบแรก” เท่านั้น 

111

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> ลงตัวแล้ว!! นิชิโนะ ประกาศรายชื่อ 23 แข้งช้างศึก U23 ลุยชิงแชมป์เอเชีย

>> ยิงเต็มข้อ…!!! by บับเบิ้ล : บทสรุปบอลไทยปี 2019…ครบทุกอารมณ์ !!!

– ดูบอลสดฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่