ไม่มีใครปฏิเสธว่า โชคทวี พรหมรัตน์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โค้ชโชค” คือหนึ่งในโค้ชที่ได้รับการจับตามองจากแฟนบอล และสื่อมากที่สุดคนหนึ่งในฐานะโค้ชรุ่นใหม่มากฝีมือ วันนี้ Sport.trueid.net ได้มีโอกาสเปิดใจกับกุนซือรายนี้ กับอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายอย่าง กุนซือของทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี

ขอบคุณรูปภาพจาก Action24 และ Official Chiangmai Football Club

 

ในวันที่ยักษ์หลับจากเมืองเหนืออย่าง “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีม ทั้งโครงสร้างการบริหาร การเสริมทัพนักเตะครั้งใหญ่ ตลอดจนการปรับ “เฮดโค้ช” ตั้งแต่ยังไม่จบการแข่งขันในเลกแรก จนเกิดการตั้งคำถามจากกลุ่มแฟนบอลว่า เชียงใหม่ ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน จึงจะสามารถพาตัวเองขึ้นมาโบยบินบนลีกสูงสุดอย่างที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” เชียงราย ยูไนเต็ด ทำได้ และยกระดับทีมจนกลายมาเป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลบ้านเราในปัจจุบัน

เมื่อบวกกับผลงานอันย่ำแย่ในช่วงต้นซีซั่นภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชคัมเบะ” ทำให้บอร์ดบริหารของ เชียงใหม่ เอฟซี ตัดสินใจเดิมพันครั้งสำคัญ ด้วยการดึง “โค้ชโชค” มาคุมทีมแบบเหนือความคาดหมาย ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวนั่นคือการพาทีมขึ้นไปเล่นในศึกไทยลีก 1 ให้จงได้

“ผมมาที่นี่เพื่อแก้ไข – เชียงใหม่ เอฟซี ยังต้องปรับอีกเยอะ” นี่คือวาทะแรกของอดีตแนวรับทีมชาติไทยรายนี้ทันทีที่ได้เริ่มพูดคุยกัน

“โค้ชโชค” มองว่า เชียงใหม่ เอฟซี นั้นมีองค์ประกอบของทีมที่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารจัดการ สนาม แฟนบอล และที่สำคัญคือ ศักยภาพของนักเตะในทีม เพียงแต่ว่า “พยัคฆ์” ตัวนี้ ยังต้องเสริมใยเหล็กลงไปในทีม โดยเฉพาะ หัวจิตหัวใจของความเป็นผู้ชนะ…

“วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ ฟิตเนส และความเข้าใจในเกม คือสิ่งที่ผมพยายามที่จะนำมาถ่ายทอดให้กับนักเตะในทีมชุดนี้ แต่สำคัญที่สุด นักเตะทุกคนต้องเล่นด้วยหัวใจ ความกระหายในชัยชนะนั้นเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่มีใครเป็นซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว ทุกคนต้องช่วยกันเล่น เพราะเราแบกศักดิ์ศรีของชาวเชียงใหม่ลงไปในสนามด้วย”

“เวลาที่คุณอยู่ในสนาม คุณมีอยู่เงื่อนไขเดียวนั่นคือคุณต้องสู้ ต้องทำเพื่อทีม เพื่อแฟนบอล นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจากนักเตะทุกคนในทีม” กุนซือ “พยัคฆ์ล้านนา” กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

นอกจากนี้ “ความฟิต” ก็ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ “โค้ชโชค” เห็นพ้องต้องกันกับแฟนบอลว่า เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผลงานของทีมในซีซั่นนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่ทีมมักจะตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด จนบางครั้งไม่สามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการออกจากสนามไปได้…

 

 

“อย่างตัวผมเองก็เป็นนักฟุตบอลมาก่อน รู้ดีว่าพละกำลัง หรือความฟิตนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ ผมมองว่ามันคงไม่มีประโยชน์ถ้าคุณมีฝีเท้าที่ดี แต่คุณไม่สามารถรักษา ดูแลสภาพร่างกายตัวเองให้สมบูรณ์ ฟุตบอลสมัยใหม่นั้นคุณต้องพร้อมไล่บี้กับคู่แข่งตลอด 90 นาที ซึ่ง เชียงใหม่ เอฟซี ก็พยายามเสริมความแข็งแกร่งให้กับนักเตะทุกคนด้วยการออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมพิเศษควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมทั่วไป”

ผลงานชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 2 จากแมตช์อย่างเป็นทางการ ถือเป็นผลงานที่ไม่ได้แย่จนเกินไป ถ้าเทียบกับระยะเวลาในการเข้ามาปรับจูนทีมของ “โค้ชโชค” โดยเจ้าตัวกล่าวว่า เชียงใหม่ เอฟซี อาจจะต้องมีการปรับอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะการดึงนักเตะฝีเท้าดีเข้ามาเสริมทีมเพิ่มเติมในตลาดซื้อขายนักเตะรอบหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการลุ้นพื้นที่เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในศึก T1 ให้ได้

“แน่นอนว่าทีมกำลังมองหาใครสักคนที่จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ และสร้างความแตกต่างให้กับขุมกำลังในปัจจุบัน เพราะต้องยอมรับว่าศักยภาพของแต่ละทีมใน T2 นั้นสูสีกันมาก ดังนั้นการมองหานักเตะในตลาดซื้อขายนั้นอาจจะต้องเน้นมากเป็นพิเศษ ส่วนจะเป็นใครนั้น ตอนนี้ยังขออุบไว้ก่อน”

แม้ว่าความคาดหวัง และแรงกดดันจากแฟนบอลจะสูงมากแค่ไหน แต่ เฮดโค้ชผู้ที่เคยพาทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่ สิงคโปร์ มาแล้ว ก็ยังมั่นใจว่าผลงานของ เชียงใหม่ เอฟซี จะมีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ด้วยแรงสนับสนุนที่สำคัญที่สุดอย่าง “แฟนบอล”

“เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ และ เชียงใหม่ เอฟซี ก็เป็นทีมที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ผมรู้ดีว่าแฟนบอลเชียงใหม่ต่างมีความคาดหวังในตัวผมสูงมาก แต่ผมเข้าใจ เพราะทุกคนต่างก็อยากให้ทีมไปถึงจุดหมาย แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรง่าย แต่ผมพร้อมจะเปลี่ยนความกดดันทั้งหมดมาเป็นแรงผลักดันในการทำงาน และพาทีมประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้ ขอเพียงแค่แฟนบอลยังคงยืดหยัด และสู้ไปกับทีม”

 

FACT : เกร็ดน่ารู้ของ “โค้ชโชค”
สำหรับ โชคทวี พรหมรัตน์ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพมาตั้งแต่ปี 1995 กับสโมสรธนาคารกสิกรไทย ก่อนจะแขวนสตั๊ดในฐานะผู้เล่นเมื่อปี 2010 กับ นนทบุรี เอฟซี ติดทีมชาติไทย 72 นัด ระหว่างปี 1997-2005 โดยทำได้ 4 ประตู ช่วยทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัยในปี 1997 และ 1999

นอกจากนี้ “โค้ชโชค” ยังเคยเป็นกัปตันทีมชาติไทยในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2004 ที่ประเทศจีนอีกด้วย ส่วนในฐานะเฮดโค้ช เคยคุมทีมชาติไทยชุด U-23 คว้าเหรียญทอง ฟุตบอลชายในศึกซีเกมส์เมื่อปี 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์ และคุมทีม อุดรธานี เอฟซี เข้ารอบแชมเปี้ยนส์ลีก ในศึกดิวิชั่น 2 เดิมเมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะย้ายไปคุมทีม โดม เอฟซี ช่วงต้นฤดูกาล 2017 ก่อนจะเข้ารับงานผู้จัดการทีม เชียงใหม่ เอฟซี ในที่สุด

 

ชมสด!! ศึกไทยลีก และคลิปไฮไลท์ พร้อมติดตามข่าวสาร ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @Trueid