นี่คือเกมส่งท้ายฟุตบอลในซีซั่น 2016-2017 อย่างแท้จริง กับศึกชิงความเป็นหนึ่งในวงการลูกหนังยุโรปอย่าง “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” กับการโคจรมาพบกันของอดีตคู่ชิงเมื่อ 19 ปีที่แล้วอย่าง “ม้าลาย” ยูเวนตุส เจ้าของสถิติรองแชมป์ในรายการนี้มากที่สุด (6 ครั้ง) จะพบกับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ตัวจริงของรายการนี้ (แชมป์ 11 สมัย)

 

ยูเวนตุส จะสามารถคว้า ทริปเปิลแชมป์ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือจะเป็น เรอัล มาดริด ที่เดินหน้าตอกย้ำความเป็นจ้าวยุโรปด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 12 … วันนี้ Sport.trueid.net พร้อมโหมโรงแมตช์หยุดโลกคู่นี้กันแบบจุใจกับ FINALE ! ทุกสิ่งที่ควรรู้ก่อนเกม “ยูเวนตุส – เรอัล มาดริด”

 

ความพร้อมล่าสุดของ “ยูเวนตุส”

 

สภาพทีมโดยรวมของแชมป์ “สคูเด็ตโต้” ทีมล่าสุดนั้นต้องบอกว่าสมบูรณ์สุดๆ หลังไม่มีใครได้รับอาการบาดเจ็บ หรือติดโทษแบนจากช่วงท้ายซีซั่น โดยกุนซือของทีมอย่าง มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี จะได้ ซามี เคห์ดิร่า ฮาร์ดแมนอดีตเด็กเก่าของ มาดริด กลับมายืนตัดเกมตรงกลางสนามอีกครั้ง หลังฟิตสมบูรณ์เต็มที่กับเกมที่ คาร์ดิฟฟ์

 

นอกจากนี้ เกมนัดชิงฯ ยังถือได้ว่ามีความหมายสุดๆ สำหรับ จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน หลังนายทวารจอมเก๋า และกัปตันทีมวัย 39 ปีผู้นี้ยังไม่เคยคว้าแชมป์รายการนี้ได้เลยแม้แต่หนเดียว

 

“เกมนี้นี้มีความหมายสำหรับผมมากๆ ผมคิดว่ามันคงยอดเยี่ยมไปเลยถ้าผมสามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ เพราะผมคิดว่าแชมป์รายการนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผมเคยทำได้เมื่อปี 2006 แชมเปี้ยนส์ลีก คือการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เราต้องเจอบททดสอบที่หนักหน่วงทั้งร่างกาย และจิตใจ ผมเชื่อว่าความสำเร็จในรายการนี้ต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างหนัก” บุฟฟ่อน ทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าสนใจ

 

ทั้งนี้ ยูเวนตุส พึ่งจะฝ่าด่านอรหันต์อย่าง โมนาโก มาได้ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยผลรวมสองนัดที่ 4-1 ทำให้พวกเขาผ่านทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งที่ 2 จาก 3 ฤดูกาลหลังสุด

 

ความพร้อมล่าสุดของ “เรอัล มาดริด”

 

“โลส บลังโกส” หมายมั่นปั้นมือที่จะป้องกันแชมป์ในรายการนี้ให้ได้ หลังได้สองดาวเตะคนสำคัญกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ทั้ง ดาเนี่ยล การ์บาฆาล รวมถึง แกเร็ธ เบล ที่แม้จะตกเป็นข่าวว่าอาจจะย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้อยู่ก็ตาม ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นยังอยู่กันครบ

 

ขณะที่คีย์แมนคนสำคัญอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั้นอยู่ในสภาพที่ฟิตสมบูรณ์สุดขีด หลังจาก ซีเนอดีน ซีดาน ได้พักเจ้าตัวในบางเกม หรือกระทั่งไม่ให้ โรนัลโด้ ลงเล่นครบ 90 นาที ในช่วงหลัง เพื่อไม่ให้ล้าจนเกินไป และให้สภาพร่างกายพร้อมที่สุดในแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล โดยกัปตันทีมชาติโปรตุเกสรายนี้กดไปแล้วถึง 10 ประตูในถ้วยใหญ่ของยุโรปปีนี้

 

ดาวยิงที่ซัดไปถึง 14 เม็ดจาก 10 เกมหลังสุดในทุกรายการ กล่าวว่า ตอนนี้เขารู้สึกพร้อมทั้งสภาพร่างกาย และจิตใจ และเขาเชื่อว่าสองสิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินว่าใครคือทีมที่เหมาะสมที่จะคว้าแชมป์

 

ทั้งนี้ทัพ “ราชันชุดขาว” พึ่งจะตบแข้ง “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด มาได้ในเกมรอบรองชนะเลิศ ด้วยผลรวมประตูสองนัดที่ 4-2 ถือเป็นการเอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองในเกมสำคัญได้ถึง 3 จาก 4 ฤดูกาลหลังสุดในแชมเปี้ยนส์ลีก

 

สถิติ – เกร็ดที่น่าสนใจ “ยูเวนตุส – เรอัล มาดริด”

  • เรอัล มาดริด ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งที่ 3 จาก 4 ฤดูกาลหลังสุด โดยสองครั้งก่อนหน้าที่ พวกเขาสามารถจบด้วยการเป็นแชมป์ได้ และทั้งสองนัดเป็นการพบกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แอตเลติโก มาดริด
  • ครั้งล่าสุดที่ ยูเวนตุส เข้าชิง พวกเขาต้องพ่ายทีมจากสเปนไป อย่าง บาร์เซโลน่า ด้วยสกอร์ 3-1 ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม ในกรุงเบอร์ลิน
  • นี่จะเป็นการพบกันครั้งที่ 19 ของทั้งสองทีม โดยทั้งหมดคือการพบกันในศึกยูโรเปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้คู่นี้กลายเป็นคู่ที่พบกันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ถ้วยใบใหญ่ของยุโรป ต่อจาก บาเยิร์น มิวนิค – เรอัล มาดริด (24 ครั้ง)
  • สถิตการพบกันของทั้งสองทีมถือว่าสูสีสุดๆ โดยเก็บชัยชนะทีมละ 8 หนเท่ากัน และเสมอกันไปอีก 2 นัด แต่อย่างไรก็ตาม ครั้งเดียวที่ทั้งสองทีมพบกันในนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 1997-1998 นั้น ผลปรากฎว่าเป็น เรอัล มาดริด เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ ด้วยประตูโทนของ เปแดร็ก มิยาโตวิช ด้วยสกอร์ 1-0
  • เรอัล มาดริด ถือเป็นทีมที่ผ่านเข้ามาถึงในรอบชิงฯ มากที่สุดในประวัติศาตร์ (15 ครั้ง รวมนัดนี้) โดยสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 11 สมัยด้วยกัน เหนือกว่าทุกๆ ทีมในยุโรป
  • ขณะที่แชมป์ 2 สมัยอย่าง ยูเวนตุส พกสถิติเป็นรองแชมป์มากที่สุดในรายการนี้ (6 ครั้ง) และแพ้ตลอด 4 ครั้งหลังสุดในแมตช์ชิงรายการนี้
  • เรอัล มาดริด มีโอกาสทำสถิติป้องกันแชมป์ในรายการนี้ หลังจากที่ เอซี มิลาน คือทีมสุดท้ายที่ทำได้นับตั้งแต่ฤดูกาล 1989-1990
  • ยูเวนตุส ยังไม่แพ้ใครเลยในแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นนี้ (ชนะ 9 เสมอ 3)
  • นอกจากนี้ แชมป์จากอิตาลี ยังเสียไปเพียงแค่ 3 ประตูจาก 12 นัด มีเพียงทีมเดียวที่ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศโดยที่เสียประตูน้อยกว่าพวกเขานั่นคือ อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2005-2006 โดยแข้ง “เดอะ กันเนอร์ส” เสียไปเพียง 2 ประตูเท่านั้น
  • ขณะที่ “ราชันชุดขาว” ก็พกสถิติยิงประตูได้ทุกนัดใน UCL ซีซั่นนี้ (32 ประตู) แต่ทว่าพวกเขาสามารถเก็บ คลีนชีต ได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นในแมตช์ถล่ม แอตเลติโก มาดริด 3-0 รอบรองชนะเลิศนัดแรก
  • หาก จิอันลุยจิ บุฟฟ่อน ได้ลงสนามในนัดนี้ นายทวารรายนี้จะกลายเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ได้ลงเล่นในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (39 ปี 4 เดือน) ต่อจาก ดิโน่ ซอฟฟ์ (41 ปี 2 เดือน ในนัดชิงปี 1983) และเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (40 ปี 6 เดือน ในนัดชิงปี 2011)
  • มีเพียงแค่ ดานี่ อัลเวส, ซามี่ เคห์ดิร่า และมาริโอ มานด์ซูคิช เท่านั้นที่เคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับม้าลายแห่งตูริน
  • ดาวซัลโวของ ยูเวนตุส ในรายการนี้คือ กอนซาโล่ อิกวาอิน (5 ประตู) ขณะที่ฝั่ง เรอัล มาดริด นั้นเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (10 ประตู)
  • แข้ง “เบียงโคเนรี่” จะสวมชุดเหย้าสีขาว-ดำ ขณะที่ “โลส บลังโกส” จะเป็นฝ่ายสวมชุดทีมเยือนสีม่วงลงสนาม
  • เกมนัดนี้จะมีการปิดหลังคาในสนามช่วง 45 นาทีแรกของเกม อันเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด
  • วง เดอะ แบล็ค อายด์ พีส์ จะขึ้นโชว์ในพิธีก่อนเกมนัดนี้จะเริ่ม
  • แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลนี้คือ เอียน รัช อดีตหัวหอกระดับตำนานของทีมชาติเวลส์, ลิเวอร์พูล และยูเวนตุส
  • ผู้ตัดสินในเกมนี้คือ เฟลิกซ์ บริช จากเยอรมัน

 

ดูบอลออนไลน์!! ฟุตบอลลีกชั้นนำของโลก และ คลิปไฮไลท์ พร้อมติดตามข่าวสาร ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @Trueid