ในที่สุดเราก็ได้บทสรุปว่า 3 ชาติคู่แข่งของทีมชาติไทยในศึกฟุตบอลรายการเก่าแก่ และเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังอย่าง คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 นั้นได้แก่ทีมใดบ้าง วันนี้ Sport.trueid.net จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 3 ชาตินั้นว่าพวกเขาคือใคร พกดีกรีมาถิ่นสยามมากน้อยแค่ไหน และดีพอหรือไม่ที่จะมาเป็นคู่ดวลแข้งกับทัพ “ช้างศึก” ในคิงส์ คัพ หนนี้

 

เกาหลีเหนือ (FIFA RANGKING : 113)

 

คิงส์ คัพ

 

น่ากลัวไม่น้อย หลังชื่อของ เกาหลีเหนือ ถูกจับติ้วมาเป็นคู่แข่งของทีมชาติไทย ว่ากันว่านี่คืออีกหนึ่งขาประจำในรายการนี้อย่าง “โสมแดง” ที่เคยบุกมาผงาดคว้าโทรฟี่แชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินสยามได้ถึง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่พวกเขาทำได้นั้นต้องย้อนกลับไปกว่า 15 ปีที่แล้ว โดยในครั้งนั้น ทีมชาติเกาหลีเหนือสามารถเอาชนะทัพ “ช้างศึก” ได้จากการดวลลูกที่จุดโทษ 4-3 ดับซ่าส์ทีมชาติไทยชุดนั้นที่กำลังคึกสุดๆ หลังยุติเส้นทางในรอบ 10 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย มาหมาดๆ

แน่นอนว่าประสบการณ์การผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 2 ครั้ง (1966, 2010) ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่ โดยเฉพาะในปี 1966 ที่แข้ง “โสมแดง” โชว์ฟอร์มช็อกโลกด้วยการคว่ำ อิตาลี พร้อมกับเขี่ยทัพ “อัซซูรี่” กระเด็นตกรอบแรกไปอย่างเจ็บแสบ ก่อนจะกรุยทางสู่รอบควอเตอร์ไฟนอลไปปะทะกับทีมชาติโปรตุเกสที่นำโดย “เสือดำแห่งโมซัมบิก” ยูเซบิโอ

โดยในเกมนั้น เกาหลีเหนือ ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ด้วยการออกนำแข้ง “ฝอยทอง” ถึง 3-0 ในช่วงเวลาแค่ 25 นาทีแรกของเกมเท่านั้น แต่สุดท้ายพวกเขาไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่ง และประสบการณ์ของ ยูเซบิโอ และผองเพื่อนไว้ไม่ไหว ก่อนโดนพลิกแซงไปด้วยสกอร์ 5-3 แต่ก็ถือเป็นการฝากรอยเท้าเอาไว้ให้โลกฝั่งตะวันตกได้รู้พิษสงแข้งจากดินแดนหลังม่านเหล็กทีมนี้

เกาหลีเหนือ ในชุดนี้ยังคงเน้นทีมเวิร์ค และพละกำลังเข้าบดขยี้คู่ต่อสู้เป็นหลัก และแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่สามารถกรุยทางมาถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกหนนี้ได้ แต่ “โสมแดง” ภายใต้การดูแลของ ยอห์น แอนเดอร์เซ่น อดีตสตาร์ของ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ผู้เคยคว้าดาวซัลโวบุนเดสลีกาในปี 1990 ย่อมการันตีได้ว่า เกาหลีเหนือ ชุดนี้ยังมีดี และพร้อมจะป่วนทุกทีมในคิงส์ คัพ หนนี้เป็นแน่

 

เบลารุส (FIFA RANGKING : 71)

 

คิงส์ คัพ

 

แม้ว่า เบลารุส จะยังไม่เคยผ่านเข้าไปอวดฝีเท้าในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่าง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่ขุนพล “ปีกขาว” ทีมนี้ก็ผลิตนักเตะฝีเท้าดีป้อนสู่ทีมในยุโรปมากมาย ซึ่งคนที่น่าจะเป็นที่รู้จักของแฟนบอลชาวไทยมากที่สุด ก็เห็นจะเป็น อเล็กซานเดอร์ เคล็บ อดีตจอมทัพของ อาร์เซน่อล และบาร์เซโลน่า ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวในวัย 36 ยังคงลงเล่น และคอยเป็นหลักประคองแข้งทีมชาติเบลารุสรุ่นใหม่ๆในการลงเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนยุโรป ซึ่งหาก เคล็บ สามารถฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และเรียกความฟิตได้ทัน เชื่อว่าแฟนบอล “ช้างศึก” น่าจะได้ยลโฉมแข้งจอมเก๋ารายนี้อย่างแน่นอน

เบลารุส ชุดนี้ของ อีกอร์ คริอุสเชนโก้ คือส่วนผสมของ แข้งประสบการณ์สูงกับดาวรุ่งฝีเท้าดี โดยส่วนใหญ่จะค้าแข้งอยู่กับสองสโมสรใหญ่ในประเทศอย่าง บาเต้ บอริซอฟ และดินาโม มินส์ค ที่เรามักจะได้เห็นจากเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรปา ลีก ย่อมเป็นเครื่องการันตีได้ว่า เบลารุส ชุดนี้เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง และถือเป็นอีกหนึ่งคู่ปรับสำคัญที่พร้อมจะประกาศศักดาท้าชิงโทรฟี่ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 จากทัพ “ช้างศึก” ไปครอง !!!

 

บูร์กินา ฟาโซ (FIFA RANGKING : 44)

 

คิงส์ คัพ

 

แฟนบอลชาวไทยส่วนใหญ่อาจจะเกิดคำถามว่า เหตุไฉนทางสมาคมฟุตบอลฯ ถึงตัดสินใจเชิญ ประเทศอย่าง บูร์กินา ฟาโซ มาร่วมแข่งขันในศึกคิงส์ คัพ หนนี้ ? แต่ถ้าเราลองทำความรู้จักกับพวกเขาดีๆ แล้ว เราจะรู้ทันทีว่า นี่คือทีมที่มีฟีฟ่าแรงกิ้งสูงถึงอันดับที่ 44 ของโลก, อันดับ 7 ของทวีฟแอฟริกา เหนือทีมในแดนกาฬทวีปที่แฟนบอลบ้านเรารู้จักกันดีอย่าง กาน่า, ไอวอรี่โคสต์, แอลจีเรีย และโมร็อคโค ด้วยซ้ำ

บูร์กินา ฟาโซ ชุดนี้นำทัพโดยแข้งดาวรุ่งฟอร์มฮอตจาก อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม อย่าง เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ ที่ก้าวมาเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่อายุ 15 ปีเท่านั้น จนกระทั่งพาต้นสังกัดทะลุไปถึงรอบชิงฯ ศึกยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนจะพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกทั้งยังมีอดีตปราการหลังร่างยักษ์ของ “โอแอล” โอลิมปิก ลียง อย่าง บาการี่ โคเน่ ที่พร้อมจะเล่นงานแนวรุกของทีมชาติไทยชุดนี้ รวมถึงกัปตันทีมตัวเก่งอย่าง ชาร์ลส์ คาบอเร่ จาก เอฟซี คราสโนดาร์ ในลีกสูงสุดของรัสเซีย

แน่นอนว่าการบุกมายังถ้ำช้างศึกของ บูร์กินา ฟาโซ ในคิงส์ คัพหนนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ เพราะพวกเขาพกดีกรีอันดับสามในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ เมื่อช่วงต้นปีมาด้วย ทำให้ มิโลวาน ราเยวัช เองต้องพยายามหาแทคติกรับมือกับ บูร์กินา ฟาโซ ให้ได้ หากว่าทีมชาติไทยจะต้องโคจรมาพบกับยอดทีมจากแอฟริกาทีมนี้

 

คิงส์ คัพ

 

ทั้งนี้ การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 มีกำหนดจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 14 และ 16 กรกฎาคม 2560 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยทางด้าน มิโลวาน ราเยวัช จะเรียกตัวนักเตะทีมชาติไทยเข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ และจะยังใช้ เกียรติธานี คันทรี คลับ เป็นที่เก็บตัวทัพนักเตะ “ช้างศึก” ชุดนี้

 

เกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับ “คิงส์ คัพ” ที่น่าสนใจ

– ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันในฟุตบอลคิงส์ คัพ ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 44) เป็นทีมจากแถบตะวันออกกลางทั้งหมด (จอร์แดน, ซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์) ซึ่งผลปรากฎว่าทีมชาติไทยคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นการผงาดคว้าโทรฟี่รายการนี้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี

– ครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยคว้าแชมป์รายการนี้ 2 สมัยติดต่อกัน ต้องย้อนกลับไปในปี 2006 – 2007 โดยสองครั้งนั้น ทัพ “ช้างศึก” ปราบทีมชาติเวียดนาม (2006) และทีมชาติอิรัก ชุดบี (2007) ในนัดชิงชนะเลิศ

– ทีมชาติไทย เป็นทีมที่คว้าแชมป์คิงส์ คัพ ได้มากที่สุด (14 สมัย) ส่วนเกาหลีเหนือ เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ 3 ครั้ง ส่วนบูร์กินา ฟาโซ และเบลารุส ยังไม่เคยเข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้มาก่อน

 

คิงส์ คัพ

 

– คิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 จะเป็นการคุมทีมชาติไทยแมตช์ที่ 3 และ 4 ของ มิโลวาน ราเยวัช

– บูร์กินา ฟาโซ เคยไต่ไปถึงอันดับ 35 ของโลก จากการจัดอันดับของ ฟีฟ่า

– ทุกแมตช์ในคิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 ถูกรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ให้เป็นเกมระดับ “เอ – แมตช์” และจะถูกคิดสะสมใน ฟีฟ่า แรงกิ้ง ทำให้ทีมชาติไทยมีโอกาสที่จะแซง ฟิลิปปินส์ ขึ้นมาเป็นจ้าวอาเซียนได้อีกครั้ง หากทัพ “ช้างศึก” สามารถคว้าแชมป์ได้ เนื่องจาก ฟิลิปปินส์ ไม่มีโปรแกรมการแข่งขันในระดับทวีป

– ทีมจากยุโรปที่บุกมาคว้าแชมป์คิงส์ คัพ ได้มากที่สุดคือ สวีเดน โดยแข้ง “ไวกิ้ง” ทำได้ 3 สมัยด้วยกัน (2001, 2003 และ 2013)

– ไม่เคยมีทีมจากทวีปแอฟริกาคว้าแชมป์คิงส์ คัพ มาก่อน

– ลัตเวีย, สโลวะเกีย และโรมาเนีย คือทีมจากยุโรปตะวันออก ที่เคยคว้าแชมป์คิงส์ คัพ

– คิงส์ คัพ หนนี้ ไม่มีชาติไหนที่มีสีเสื้อชุดเหย้าที่ซ้ำกันเลยแม้แต่ทีมเดียว – ทีมชาติไทย (สีดำ), ทีมชาติเกาหลีเหนือ (สีแดง), ทีมชาติบูร์กินา ฟาโซ (สีเขียว) และทีมชาติเบลารุส (สีขาว-แดง)

– มีเพียงแค่ เบลารุส เท่านั้นที่ใช้เฮดโค้ชจากชาติตัวเองคุมทีมในคิงส์ คัพ ครั้งที่ 45 นอกนั้นล้วนแต่ใช้กุนซือชาวต่างชาติทั้งสิ้น

 

ชมสด!! ศึกไทยลีก และคลิปไฮไลท์ พร้อมติดตามข่าวสาร ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @Trueid