หากเอ่ยถึงทีมที่เป็น “คู่รักคู่แค้น” ลำดับต้นๆ ของวงการลูกหนังไทย แน่นอนว่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ ชลบุรี เอฟซี น่าจะถูกบันทึกให้อยู่ในสารบบเป็นแน่ เพราะว่าทั้งสองทีมต่างสถาปนาทีมขึ้นมาขับเคี่ยวแย่งชิงความยิ่งใหญ่ ในช่วงเวลาที่ฟุตบอลไทยกำลังตั้งไข่จากกึ่งอาชีพ กลายมาเป็นลีกอาชีพในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงคุ้นเคยกับการโคจรมาพบกันของทั้งสองทีมเป็นอย่างดีในชื่อ “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย”

 

เอล กลาซิโก้

 

ต้องบอกเลยว่า ถือเป็นการมาเผชิญหน้ากันในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะจริงๆ เพราะทั้งสองทีมยังอยู่ในฟอร์มที่ลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะทางฝั่ง “ฉลามชล” ที่พึ่งจะโดน “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ถลุงไปถึง 5-2 หล่นมาเป็นอันดับ 6 ของตาราง รวมถึงพึ่งจะตกรอบฟุตบอลถ้วยช้าง เอฟเอ คัพ มาหมาดๆ ขณะที่ “กิเลนผยอง” เจ้าบ้านในเกมนี้ ก็ต้องออกแรงจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ กว่าจะเฉือนชนะ บีอีซี เทโรศาสน ไปแบบหืดจับ 2-1 ยังรั้งรองจ่าฝูง โดยมีแต้มตามหลัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อยู่ 2 คะแนน

เรียกได้ว่าแมตช์นี้ถ้าใครพลาด โอกาสจะหลุดจากวงโคจรความสำเร็จในฤดูกาลนี้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ล้มเหลว” นั้นถือว่าสูงเลยทีเดียว แต่ในมุมกลับกัน ถ้าทีมไหนเป็นฝ่ายคว้าชัยได้ นั่นจะหมายถึงพลังศรัทธา และความมั่นใจจากแฟนบอลที่พร้อมจะถาโถม และทำให้สโมสรกลับมามีแรงฮึดสู้ต่อในเลกที่ 2 นี้ก็เป็นได้

ฉะนั้น “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” หนนี้ จึงแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงกว่าทุกๆ ครั้ง

ความพร้อมล่าสุดของฝั่งเจ้าบ้านนั้น ดูเหมือนว่าแชมป์เก่าเมื่อซีซั่นที่แล้วน่าจะยิ้มกริ่มเล็กๆ หลังเตรียมได้สองฟูลแบ็คดีกรีทีมชาติไทยอย่าง “เจ้าอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน รวมถึง ทริสตอง โด ที่พ้นโทษแบนกลับมาประจำการทั้งสองฝั่ง ขณะที่ตำแหน่งอื่นนั้นยังแน่นปึ๊ก ทั้งมิดฟิลด์ขวัญใจแม่ยกอย่าง ชาริล ชัปปุยส์, อดิศักดิ์ ไกรษร พีรพัฒน์ โน๊ตชัยยา ฮีโร่จากเกมที่แล้ว รวมถึงแข้งใหม่อย่าง เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ส่วน ธีรศิลป์ แดงดา นั้นอาจจะต้องเช็คในเรื่องความฟิตก่อน

เห็นโผแบบนี้ เรียกได้ว่าค่อนข้างจะฟูลทีมเลยทีเดียวสำหรับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

ขณะที่ทีมเยือนอย่าง “ฉลามชล” หลักจากแพ้สองนัดติดทั้งในฟุตบอลถ้วย และในลีก นัดนี้กุนซืออย่าง เทิดศักดิ์ ใจมั่น ได้รับข่าวดีหลังจะได้ใช้งาน ติอาโก้ คุนญ่า แข้งใหม่หน้าเก่าที่กลับมาช่วงทีมอีกครั้งในเลก 2 ยืนศูนย์หน้าคู่กับ เรนาน มาเกวซ ที่ซัดไปแล้วกว่า 16 ประตูในซีซั่นนี้ และรั้งตำแหน่งรองดาวซัลโวในไทยลีกอยู่ ผนึกกำลังกับแนวรุกทั้ง นูรูล ศรียานเก็ม และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ที่กำลังตกเป็นข่าวว่าอาจจะโยกไปร่วมงานกับ “โค้ชซิโก้” ยืนปั้นเกมทางริมเส้น

ข้ามมาดูกันที่สถิติการพบกันของทั้งสองทีม พบว่า “กิเลนผยอง” นั้นดูเหนือกว่าพอสมควร หากนับเฉพาะการเจอกันในโตโยต้า ไทยลีก โดยแข้งแชมป์เก่า คว้าชัยได้ถึง 9 จาก 18 ครั้ง และพลาดท่าต่อ “ฉลามชล” ไปเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น อีกทั้งผลงานที่พบกันใน 5 ครั้งหลังสุดนั้น ชลบุรี เอฟซี สามารถยัดเยียดความปราชัยต่อเจ้าบ้านในเกมนี้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น นั่นเท่ากับว่า “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” ในช่วงหลังๆ เริ่มจะเป็นทางทัพ “กิเลนผยอง” ที่ทำผลงานได้ชัดเจนกว่า

แต่ฟุตบอลลูกกลมๆ มีลมอยู่ข้างใน และฟุตบอลก็ไม่ใช่การคิดเลขในวิชาคณิตศาสตร์ หรือบัญญัติไตรยางค์ที่ต้องออกมาเป๊ะๆ ตายตัวแต่อย่างใด เพราะทุกสถิตินั้นมีไว้ทำลายเสมอ และขึ้นชื่อว่าเป็น “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” แล้ว รับรองได้ว่า ทั้งสองทีมน่าจะใส่กันอย่างเต็มสูบ เพราะนอกเหนือจากสามคะแนนที่ฝั่งผู้ชนะจะได้ไปครองแล้ว… “ศักดิ์ศรี” และ “ศรัทธา” จากแฟนบอล ก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองสโมสรต่างต้องการ

เรามักจะเคยได้ยินวลีจากชาวตะวันตกอย่าง “Third time lucky” หรือที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่า มาสมหวังเอาในครั้งที่สาม ซึ่งบางที แฟนบอล ชลบุรี เอฟซี เองก็อาจจะหวังให้ทีมกลับมาคืนฟอร์มในแมตช์สำคัญนัดนี้ได้ หลังจากแพ้มาแบบชนิดที่ทำร้ายหัวใจแฟนบอลสุดๆ ถึงสองนัดติดต่อกัน

เชื่อว่า 90 นาทีที่ เอสซีจี สเตเดี้ยม ในคืนนี้ น่าจะถูกจับจ้องด้วยสายตาจากทั้งแฟนบอลในสนาม และแฟนบอลทั่วประเทศ และไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร แต่มั่นใจได้ว่า ทั้งสองทีมนั้นจะลงเล่นกันอย่างสมศักดิ์ศรีคำว่า “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” อย่างแน่นอน

 

เอล กลาซิโก้ เมืองไทย

 

สามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดเกมคู่ “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” ระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ปะทะ ชลบุรี เอฟซี ได้ทางช่องทรูโฟร์ยู เริ่มเข้ารายการสดตั้งแต่เวลา 18.30 น. เริ่มคิกออฟ 1 ทุ่มตรง

 

ชมสด!! ศึกไทยลีก และคลิปไฮไลท์ พร้อมติดตามข่าวสาร ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @Trueid