TRUE TALK : เชื่อว่าใครที่ติดตามข่าวสารฟุตบอลไทยอยู่เป็นประจำ น่าจะคุ้นกับชื่อของ “แทน” ธรรมนูญ สาลี ดาวเตะวัย 23 ปี อยู่ไม่น้อย หลังจากที่เจ้าตัวเคยสร้างความฮือฮาด้วยการย้ายไปค้าแข้งที่เกาหลีใต้ต่อจากตำนานเพชรฆาตหน้าหยกอย่าง “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ที่เคยมาสร้างตำนานอันลือลั่นบนผืนแผ่นดินโสมขาวเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว

 

True talk

 

แม้ว่าการเดินทางไปฝึกปรือศาสตร์ลูกหนังในต่างแดนนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ ธรรมนูญ แต่ทว่าออกไปค้าแข้งที่เกาหลีใต้ครั้งนี้ของ “แทน” กับ 7 เดือนที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง …เพราะว่าเกมลูกหนังที่นี่ล้วนแต่เต็มไปด้วยพละกำลัง ความดุดัน และความแข็งแกร่งตามแบบฉบับฟุตบอลโสมขาว

ความเหนื่อยล้า ความท้อ อาจจะเกิดขึ้นมาบ้างในบางครา แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกอ่อนแอลงเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งเหล่านั้นกลับเปลี่ยนให้ “แทน” เลือกที่จะต่อสู้พิสูจน์ตัวเองมากกว่าที่จะยกธงขาวกลับบ้าน…

 

true talk

 

ผมได้มีโอกาสนัดจิบกาแฟกับ “แทน” ในช่วงสายๆ ของวันที่เจ้าตัวเตรียมเดินทางกลับไปค้าแข้งต่อที่เกาหลีใต้กับต้นสังกัดอย่าง เอฟซี อึยจองบุ ในศึก K3 LEAGUE BASIC แม้ว่าอาจจะเป็นการนัดที่ค่อนข้างจะฉุกละหุกอยู่บ้าง แต่ด้วยความรัก และคลั่งฟุตบอลเข้าเส้น จึงทำให้เราสองคนได้มานั่งพูดคุยกับแบบสบายๆ ตามสไตล์ TRUE TALK …

 

True talk

 

ผมเปิดฉากคุยกับ “แทน” ก่อนเลยว่าชีวิตตลอด 7 เดือนที่เกาหลีใต้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ? ซึ่งแทนก็ยอมรับตรงๆ ว่า เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนให้เขากลายเป็นนักเตะคนใหม่อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ “ความฟิต” รวมถึงวิธีการคิด และการเล่นฟุตบอล !!!

“7 เดือนที่ผ่านมา คือช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ผมเล่นฟุตบอลอาชีพเลยครับ เหมือนผมเองต้องเริ่มจากศูนย์เลย ทั้งเบสิค ความฟิต ความเข้าใจในเกม ภาษา อาหารการกิน รวมถึงสภาพแวดล้อมใหม่ๆ”

“อย่างแมตช์แรกที่ผมได้ลงสนาม ผมยอมรับว่าตัวเองเล่นไม่ได้เลย (ฮ่าๆ) ที่นั่นเล่นกันเร็วมากๆ ผมแทบไม่มีจังหวะได้พลิกบอลเลย แถมยังโดนบีบจนเสียบอลตลอด คือเค้าฟิตจริงๆ เพรสซิ่งตลอดเกมจนผมเองก็แทบคลั่งเหมือนกัน เพราะไม่เคยเจอฟุตบอลบ้าพลังขนาดนี้มาก่อน (หัวเราะ) มันเลยทำให้ผมกลายเป็นคนที่คิดเร็วทำเร็วตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม หรือได้รับโอกาส”

“มีอยู่วันหนึ่ง เฮดโค้ชสั่งให้ผมวิ่งรอบสนามจนผมอ้วกต่อหน้าเค้าเลย คือยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่ไหวแล้วจริงๆ มันเหนื่อยจนใจแทบขาด แต่เค้าก็เดินมาบอกกับผมว่าไม่เป็นไร เค้าก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่นั้นมาผมเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ ผมวิ่งกับฟิตเนสจนน้ำหนักลงมาพอสมควร แต่ได้มวลกล้ามเนื้อ กับความอึดเข้ามาทดแทน ก็ใช้เวลาปรับตัวกับฟุตบอลที่เกาหลีอยู่พอสมควรครับจนผ่านมันมาได้ในเลกแรก”

 

true talk

ขอบคุณรูปภาพจาก :김펠레의 동네축구

 

อีกหนึ่งปัญหาที่นักเตะไทยมักจะประสบยามไปค้าแข้งในต่างแดนนั่นก็คือ “โฮมซิก” หรือโรคคิดถึงบ้าน จนบางครั้งปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็ก (แต่ไม่เล็ก) ได้ส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นในสนามจนทำให้นักเตะไทยหลายคนต้องหันหลังให้กับการเล่นในต่างบ้านต่างเมือง ตรงนี้ “แทน” ยอมรับว่าอาจจะมีบ้าง เพราะเขาแทบไม่ได้ออกไปเตร็ดเตร่ที่ไหนเลย เนื่องจากกฎของสโมสรที่ค่อนข้างเข้มงวดกับนักเตะทุกคนในทีม จึงทำให้ชีวิตของดาวเตะหมายเลข 7 แห่งเอฟซี อึยจองบุ รายนี้วนเวียนอยู่เพียงแค่บนผืนหญ้าในแคมป์ฝึกซ้อม สนามซ้อม และสนามแข่งขันเท่านั้น

“หายใจเข้า หายใจออกเป็นฟุตบอลอย่างเดียวเลยครับ ที่เกาหลีนี่เฮี๊ยบสมคำร่ำลือเลย ระเบียบวินัยต้องเป๊ะ ไม่งั้นเค้าก็ไม่เอาคุณไว้ มันเลยทำให้ผมมีระเบียบ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เอาง่ายๆ คือไม่มีการทำตัวเกเรเลยครับ อีกทั้งนักเตะทุกคนจะต้องพักรวมกันที่แคมป์ของสโมสรเท่านั้น ไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษแต่อย่างใด เพื่อที่ทุกคนจะได้มีสมาธิกับฟุตบอลให้เต็มที่ อย่างวันแข่ง นักเตะในทีมก็ต้องขึ้นรถไปคันเดียวกัน รวมถึงทีมสต๊าฟโค้ชทุกคน เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว”

“ส่วนเรื่องโฮมซิกเอง ผมไม่มีปัญหาครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องมือหลายๆ อย่างที่ทำให้ผมกับที่บ้านสามารถติดต่อกันได้เร็วขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน อีกอย่างผมเองก็ชีพจรลงเท้าอยู่แล้ว เดินทางออกมาเล่นฟุตบอลในต่างประเทศอยู่หลายครั้ง ก็พอจะปรับตัว และรับมือกับจุดนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาครับ”

 

true talk

 

กับการฝึกซ้อมในแบบฉบับพลังโสมที่ว่ากันว่า “โคตรโหด” นั้น มิดฟิลด์เชิงสูงรายนี้บอกกับเราชัดเจนพร้อมกับรอยยิ้มกริ่มว่า “ใช่ครับ” สมคำร่ำลือที่คนไทยว่ากัน !!!

“ที่นี่ซ้อมกัน 2 มื้อเป็นอย่างน้อยครับ อย่างในแต่ละวันก็จะมีเริ่มซ้อมครั้งแรกตอนประมาณ 10 โมงเช้า แล้วก็มีอีกทีตอนบ่ายสองถึงสี่โมงเย็น แถมบางครั้งผมยังโดนโค้ชเดินมาเรียกถึงห้องพักสักตอนสองทุ่มว่า แทน ยูโก ! หรือแม้กระทั่งวันแข่งก็ยังมีการเล่นฟิตเนสกันอยู่เลย ผมยอมรับเลยว่าไม่เคยเจอการซ้อมที่โหดขนาดนี้หากเทียบกับที่บ้านเรา ที่เซอร์เบีย หรือกาน่าที่เคยไปใช้ชีวิตมา”

“ฟุตบอลที่เกาหลีนี่ด่าเป็นด่าเลยครับ ผมนี่โดนประจำ (ฮ่าๆ) ทั้งโค้ช ทั้งเพื่อนร่วมทีม แต่ตัวเราเองก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะผมถือว่าตัวเองไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว ผมพร้อมฟังทุกคำแนะนำจากทุกๆ คนในทีม เพื่อเรียนรู้ และพัฒนาฝีเท้าตัวเอง อีกอย่างพวกเค้ามืออาชีพมากๆ ครับ ในสนามด่ากันเต็มที่ไปเลย แต่พอจบเกม-นอกสนาม หรือในแคมป์พวกเรารักกันมากๆ เราเอาใจใส่กันกัน ใกล้ชิดกันจริงๆ ทั้งโค้ช และนักเตะ”

“ที่เกาหลี ทุกคนจะรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เวลาเล่นเค้าปล่อยให้คุณเล่นเต็มที่เลย แต่ถ้าเป็นเวลาของฟุตบอล คุณก็ต้องจริงจังกับมัน คุณต้องรีดเอาศักยภาพในตัวออกมาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันในทีมสูงมากๆ การจะสร้างความไว้ใจให้กับโค้ชได้มีอยู่ทางเดียวก็คือ คุณต้องเต็มที่ทั้งในการฝึกซ้อม และในวันแข่งขัน บวกกับความประพฤตินอกสนาม ถ้าคุณทำสามสิ่งนี้ได้ คุณก็เล่นฟุตบอลในเกาหลีได้ไม่มีปัญหา”

“ผมว่า ทัศนคติ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเล่นฟุตบอลมากๆ เลยนะ เพราะฟุตบอลที่เกาหลีสอนให้ผมเป็นคนที่อดทน มุ่งมั่น และจริงจังกับหน้าที่ของตัวเอง อย่างในการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง เรียกได้ว่าใส่กันไม่มียั้งเลย แต่ละคนล้วนเต็มที่เพราะที่นั่นเค้าถือว่าถ้าคุณทำผลงานในการฝึกซ้อมได้ดี สิ่งนั้นจะเป็นเครื่องการันตีตำแหน่งตัวจริงให้กับคุณได้ ไม่มีใครเป็นซูเปอร์สตาร์ในทีม ทุกคนเท่ากันหมด”

อีกสิ่งหนึ่งที่จอมทัพจากอึยจองบุรายนี้บอกกับเราได้น่าสนใจมากๆ ก็คือ จริงๆ แล้ว นักเตะเกาหลีใต้นั้นไม่ได้ฝีเท้าที่เหนือกว่าแข้งจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด แต่การวาง “รากฐาน” ในระดับเยาวชนที่แน่นปึ๊กต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เกาหลีใต้ เป็นชาติที่ไม่เคยหลุดออกจากวงโคจรฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยนับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา พร้อมกับสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเต้ยแห่งวงการลูกหนังเอเชีย

“เท่าที่ผมสัมผัสมา เบสิคฟุตบอลเริ่มแรกเด็กเกาหลีใต้ไม่ได้ต่างจากเด็กบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เค้าเหนือกว่าเด็กไทยมากๆ ก็คือความขยัน คือวิ่งกันเป็นม้าเลย (ฮ่าๆ) บวกกับการทำงานของผู้ใหญ่ที่เป็นระบบจริงๆ โดยเฉพาะการฝึกซ้อม ผมเชื่อว่าถ้าวงการฟุตบอลบ้านเราวางรากฐานดีๆ ตั้งแต่ในระดับเยาวชน มีแพทเทิร์นรูปแบบการฝึกซ้อมกับรูปแบบการเล่นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผมคิดว่าในอนาคตเราสู้ได้นะ”

 

true talk

 

ส่วนเป้าหมายในอนาคตของเจ้าตัวนั้น “แทน” เผยว่า หากเป็นไปได้ตนก็อยากจะก้าวไปสู่การเล่นในลีกที่สูงกว่า เพื่อยกระดับฝีเท้าตัวเองขึ้นมา อีกทั้งยังถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการติดทีมชาติไทยชุดใหญ่นั่นเอง

 

true talk

 

“ผมยอมรับว่าในอนาคตถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะขยับขึ้นไปเล่นฟุตบอลในระดับที่สูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเลกที่ 2 นี้ก็คือ ผมขอลงทำหน้าที่กับ เอฟซี อึยจองบุ ให้ดีที่สุด ให้เต็มที่ที่สุด คืออย่างน้อยผมต้องพาทีมติด 1 ใน 5 ลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟให้ได้ เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่สต๊าฟโค้ช และเพื่อนร่วมทีมมีให้กับตัวผมมาโดยตลอด”

“ผมไม่ได้มาเล่นๆ ผมมาที่นี่ (เกาหลีใต้) เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผมจะทำให้ลีกที่สูงกว่านี้ยอมรับฝีเท้านักเตะไทยให้ได้ นั่นคือเป้าหมายหลักที่ผมตั้งใจเอาไว้ ส่วนเส้นทางในทีมชาติ แน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่นักเตะไทยทุกคนใฝ่ฝันอยู่แล้ว ผมเองจะไม่ลดละความพยายาม และหวังว่าสักวันตัวผมเองจะได้มีโอกาสสวมเสื้อที่มีตราช้างศึกอยู่ตรงอกซ้ายลงสนามครับ”

 

และนี่คือวันสบายๆ กับนักเตะไทยหนึ่งเดียวบนแดนโสมขาว … “ธรรมนูญ สาลี”

 

 

ติดตามผลงาน ตลอดจนพูดคุยให้กำลังใจ “แทน” ธรรมนูญ สาลี ได้ที่ >>> Thamanoon Salee <<<

ติดตามข่าวตลาดซื้อขายนักเตะ 2017/18 ได้ที่นี่


ตลาดซื้อขายนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2017/18

ตลาดซื้อขายนักเตะ ลา ลีกา,กัลโช่,ลีกเอิง,บุนเดสลีกา 2017/18

 

บอลไทยบอลนอก ไม่พลาดทุกบิ๊กแมตช์ รวม 7 ลีก 5 ถ้วย มันส์ ชัดระดับ HD พร้อมกีฬาฮิตอีกมากมาย และ คลิปไฮไลท์ฟุตอบล

ติดตามข่าวสาร ได้ที่ TrueID App และ เว็บไซต์ Sport.Trueid.net หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID