ซีเกมส์ 2017 : “การจะเป็นแชมป์ให้ได้นั้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์เอาไว้นั้นยากยิ่งกว่า” นี่ยังคงเป็นวลีอมตะเสมอ โดยเฉพาะในวงการลูกหนังที่เรามักจะได้เห็นทีมแต่ละทีมต่างพยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะรักษา หรือสานต่อความสำเร็จนั้นๆ เอาไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ซีเกมส์ 2017

 

และนั่นก็คงไม่ต่างอะไรไปกับทีมชาติไทยชุดสู้ศึกซีเกมส์ 2017 ภายใต้การกุมบังเหียนของ “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ อดีตศูนย์หน้าร่างยักษ์ทัพช้างศึกชุดที่ผงาดครองความเป็นเต้ยลูกหนังย่านอาเซียน และนั่นจึงเป็นความความหวังจากแฟนบอลที่หวังเห็นนักเตะจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาชุดนี้ผงาดป้องกันแชมป์รายการนี้เอาไว้ให้ได้ เพราะเหรียญทองซีเกมส์นั้นคงไม่ต่างอะไรไปจากหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเป็นทีมหมายเลขหนึ่งแห่งวงการฟุตบอลอาเซียนนั่นเอง

แต่หลังจากที่แฟนบอลบ้านเราได้เห็นฟอร์มการเล่นของแข้งทีมชาติไทยภายใต้การวางหมากของ “โค้ชโย่ง” ในเกมนัดประเดิมสนามซีเกมส์ 2017 ซึ่งสุดท้ายทัพ “ช้างศึก” ทำได้เพียงแค่เสมอกับ อินโดนีเซีย ไปแบบน่าผิดหวัง ทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่ต่างเกิดคำถามว่า นักเตะชุดนี้ยังไม่ใช่ของจริง หรือการแก้เกมของ “โค้ชโย่ง” ยังไม่ดี… วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์จากสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 90 นาทีในสนามชาห์ อลัม ประเทศมาเลเซีย

 

1. บอล “ไม่มีทรง”

 

ซีเกมส์ 2017

 

ความพยายามในการใช้เพียงลูกบอมบ์โด่งเข้าโจมตี ถือเป็นแทคติกที่ชี้ให้เห็นถึงการถอยหลังลงคลองอย่างแท้จริง เพราะนอกจากการสาดบอลยาวแบบสะเปะสะปะจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว การเล่นในลักษณะนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการไร้ซึ่งจินตนาการ และไร้รสนิยมทางลูกหนังโดยสิ้นเชิง

แม้ว่า อินโดนีเซีย จะถือเป็นคู่ปรับ และคู่แข่งที่อันตราย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า “โค้ชโย่ง” จะต้องพบกับทางตันจนต้องเลือกใช้วิธีเล่นบอลยาวแบบไม่มีเป้าหมายแบบนี้ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่า เราเก็บบอลไม่ได้เลย อันนำมาซึ่งการปล่อยให้คู่ต่อสู้กลับมาครองเกม และยำใหญ่ใส่เราจนเกือบโงหัวไม่ขึ้น และจวนเจียนจะไม่มีแต้มติดมือในเกมนี้ด้วยซ้ำ

ไม่แปลกใจที่เหล่าแฟนบอลในโลกโซเชียลจะนำแนวทางการเล่นของทีมชุดคว้าเหรียญทองซีเกมส์ครั้งที่แล้ว (สิงคโปร์) มาเปรียบเทียบกันยกใหญ่ว่า แทคติกในแมตช์แรกนี้ทำให้ทัพ “ช้างศึก” ชุดนี้กลายเป็นบอลที่ “ไม่มีทรง” เลยแม้แต่น้อย

 

2. ใช้นักเตะผิดตำแหน่ง ?

 

ซีเกมส์ 2017

 

ศศลักษณ์ ไหประโคน และรัตนากร ใหม่คามิ คือสองแข้งที่ถูก “โค้ชโย่ง” จับมาเล่นในบทบาทที่แตกต่างออกไปจากการลงเล่นให้กับสโมสร จนทำให้ทั้งสองแทบจะไม่สามารถงัดเอาศักยภาพในตัวออกมาได้เต็มร้อย นี่ถือเป็นการเสี่ยงของ “โค้ชโย่ง” ที่ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย

จริงอยู่ที่ “เจ้าพี” อาจจะเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยความเร็ว และมีผลการทดสอบความฟิตที่ดีที่สุดคนหนึ่งในทีมชุดนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวจะสามารถวิ่งขึ้นวิ่งลงได้ทั้งสองฝั่งสนามแบบเนียนตา เพราะปัจจุบัน แข้งดาวรุ่งจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รายนี้กำลังโชว์ฟอร์มได้ดีกับการลงเล่นทางฝั่งซ้าย แต่ในเกมนี้ เฮดโค้ชช้างศึกชุดซีเกมส์กลับจับ ศศลักษณ์ มายืนเป็นปีกขวา ปล่อยให้ดาวเตะผิวเข้มเจอแนวรับ “อิเหนา” หวดจนแทบน่วม และออกอาการเพลียให้เราเห็นอย่างชัดเจน จนไม่สามารถปั้นเกม หรือสร้างความกดดันให้กับคู่แข่งได้เลย

 

3. ฝากความหวังไว้กับ “เจนรบ” มากจนเกินไป

 

ซีเกมส์ 2017

 

การฝากความหวังในแดนหน้าไว้กับ เจนรบ และเลือกที่จะมีอะไหล่สำรองอย่าง สิทธิโชค กันหนู เพียงคนเดียว อาจจะเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของ “โค้ชโย่ง” เพราะนั่นหมายความว่าหากสองคนนี้เกิดนัดกันเท้าบอด หรือเกิดอาการเดี้ยงขึ้นมา นั่นจะเท่ากับว่าทีมชาติไทยชุดนี้จะไม่เหลือกองหน้าอาชีพไว้คอยขู่คู่ต่อสู่เลยแม้แต่คนเดียว !

เกมที่ ชาห์ อลัม พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เจนรบ ถูกปล่อยให้เผชิญกับความโดดเดี่ยวในแดนหน้า บวกกับเจอประกบจากแนวรับคู่แข่ง 2-3 คนเป็นอย่างน้อย และเชื่อว่าคงจะเป็นแบบนี้ในทุกๆ นัดที่เหลือ นั่นเท่ากับว่า “โค้ชโย่ง” กำลังเผชิญกับ “กับดัก” ที่ตัวเองวางไว้ นั่นคือจุดบอดในแดนหน้านั่นเอง

จริงอยู่ว่าทีมชุดนี้อาจจะมีแนวรุกฝีเท้าจัดอย่าง ชัยวัฒน์ บุราญ, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ หรือกระทั่ง พิชา อุทรา แต่ทว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนแต่หาใช่เพชรฆาตในกรอบเขตโทษโดยธรรมชาติ เชื่อว่า นี่อาจจะเป็นสิ่งที่กลับมาทิ่งแทง และทำร้ายตัว “โค้ชโย่ง” เองที่ดื้อเรียกกองหน้ามาลุยศึกซีเกมส์เพียงแค่สองคน ทั้งๆ ที่มาตรฐานการเล่นโดยรวมของเราดีที่สุดในย่านนี้ !!!

 

ติดตามข่าว ซีเกมส์ 2017 ได้ที่นี่

ซีเกมส์ 2017 ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย

ร่วมเชียร์ไทยไปกับ TrueID ในซีเกมส์ 2017
เชียร์สดทุกวัน ชมครบทุกไฮไลท์ได้ที่แอป ทรูไอดี และ Trueid.net