ภาพโดย pixabay เชื่อว่าในประสบการณ์การเชียร์ฟุตบอล ทุกคนจะต้องได้เห็น ได้ยิน หรือแม้แต่เคยสบถ ก่นด่า หรือตัดพ้อเรื่อง ‘ผู้นำ’ ภายในทีมฟุตบอลมาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีสักครั้ง เช่นคำกล่าวเหล่านี้ “ทีมนี้ก็คงเล่นได้ประมาณนี้ล่ะ มองลงไปในสนามสิ ในทีมไม่มีผู้นำเลยแม้แต่คนเดียว” “ทีมเรามีกัปตันนะ แต่ไม่มีผู้นำ?” “หยุดซื้อนักเตะมั่วซั่วได้แล้ว!! ทีมต้องการผู้นำ” ภาพโดย pixabay ในช่วงที่เริ่มติดตามกีฬาฟุตบอลแรก ๆ นั้น เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนจะคิดว่า ขอแค่ทีมที่เราเชียร์มีนักเตะที่เก่งที่สุดในทุก ๆ ตำแหน่งก็เพียงพอแล้ว หรืออย่างน้อย ๆ ขอแค่ทีมมีนักเตะระดับเวิร์ลคลาสให้ได้มากที่สุดก็เพียงพอ ส่วนกัปตันทีมนั้นก็เป็นเพียงแค่ตำแหน่งที่คนอุปโลกน์กันขึ้นมา จะให้ใครมารับหน้าที่นี้ก็ได้ แต่ในโลกของการแข่งขันฟุตบอล ในเกมจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบอย่างนั้นเลย เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเอาโคตรคนมหากาฬทั้ง 11 คน มาทำงานร่วมกัน แต่ต่างคนต่างเล่นตามใจตัวเอง ไม่มีศูนย์รวมจิตใจ ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครคุมใครได้ เกมนั้นก็จะกลายเป็นบอลชายเดี่ยวไปเท่านั้นเอง การจะขึ้นมาเป็นผู้นำภายในทีมได้นั้น นอกจากจะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองแล้ว จะต้องสามารถแบกรับความกดดันต่าง ๆ ได้ดี เรียกขวัญกำลังใจให้ทีมได้ ดึงสติเพื่อนร่วมทีมให้กลับเข้าสู่เกมเมื่อทีมกำลังอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ คอยเคลียร์ปัญหาเมื่อมีการปะทะกับผู้เล่นฝั่งตรงข้าม รวมไปถึงเจรจากับกรรมการ เรียกร้องผลประโยชน์ให้กับทีม เรียกได้ว่าผู้นำทีมจะต้องเก่งทั้งบุ๋นและบู๊กันเลยทีเดียว ภาพโดย pixabay อย่างไรก็ตาม ‘ผู้นำ’ ไม่ได้สงวนไว้ใช้เรียก ‘กัปตันทีม’ เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึง ผู้เล่นที่มี ‘สภาวะความเป็นผู้นำ’ ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นทีมเชลซีในยุค 3 ทหารเสือ จอห์น เทอร์รี่, แฟรงก์ แลมพาร์ด, ดิดิเย่ ดร็อกบา ทุกคนทราบดีว่าตำแหน่งกัปตันทีมคือ จอห์น เทอร์รี่ แต่ผู้นำในยุคนั้นคือสามคนนี้ที่คอยช่วยประสาน แบกน้อง ๆ ที่เหลือภายในทีม ภาพโดย pixabay จอห์น เทอร์รี่ คือผู้นำทีมรวมไปถึงผู้นำในแผงกองหลัง แฟรงก์ แลมพาร์ด คือผู้นำในแผงกองกลาง ดิดิเย่ ดร็อกบา รับหน้าที่ผู้นำในพื้นที่แดนหน้า การที่เชลซีในยุคนั้นมีผู้นำภายในทีมครบทุกพื้นที่แบบนี้ (หลัง,กลาง,หน้า) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไล่ล่าความสำเร็จมาได้มากมาย ยุคนั้นจึงได้รับการยกย่องให้เป็นยุคที่ดีที่สุดของสโมสรฟุตบอลเชลซี