รีเซต
ใครกัน?! รู้หรือไม่ ทีมชาติไทยมีลูกครึ่งติดทีมชาติ ตั้งแต่ 50 กว่าปีที่แล้ว

ใครกัน?! รู้หรือไม่ ทีมชาติไทยมีลูกครึ่งติดทีมชาติ ตั้งแต่ 50 กว่าปีที่แล้ว

ใครกัน?! รู้หรือไม่ ทีมชาติไทยมีลูกครึ่งติดทีมชาติ ตั้งแต่ 50 กว่าปีที่แล้ว
kajohnjohnyos
8 มกราคม 2558 ( 12:09 )
12.3K

หลังจาก “ชาริล ชัปปุยส์” ดาวเตะเทพบุตรลูกครึ่ง ไทย-สวิส ได้สร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ให้กับวงการฟุตบอลทีมชาติไทย เพราะเพลย์เมกเกอร์รูปหล่อรายนี้ นอกจากจะกระชากใจของสาวๆ แล้ว ยังพาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จมากมายในรอบเพียง 1 ปี ทั้งแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมาร์, อันดับที่ 4 ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ และล่าสุด กับการกลับมาคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว ทำให้เกิดการกระแสสนับสนุนการใช้นักเตะอาชีพที่มีเชื้อสายไทย แม้จะเป็นลูกครึ่งก็ตาม ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้ทีมชาติไทย ยกระดับความสามารถและประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนอกจากชาริล ชัปปุยส์ แล้ว ในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 43 ที่กำลังจะแข่งขันในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ก็ได้มีลูกครึ่งอีกรายที่ติดทีมชุดดังกล่าว นั่นก็คือ มิก้า ชูนวลศรี ลูกครึ่งไทย-เวลส์ กองหลังจอมแกร่งจาก “แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด

ในอดีตที่ผ่านมานั้น ทีมชาติไทย นอกจาก ชาริล ชัปปุยส์ กับ มิก้า ชูนวลศรี แล้ว ยังเคยมีลูกครึ่งติดทีมชาติไทย มาแล้วมากมาย อาทิเช่น “เจ้าเก่ง” สุรชาติ สารีพิมพ์ (ไทย-ลาว), “อัลเฟรด” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ (ไทย-ฝรั่งเศส), แซมมวล ป.คันนิ่งแฮม (ไทย-สหรัฐฯ), กัมปนาท อั้งสูงเนิน (ไทย-สหรัฐฯ), ดาวยศ ดารา (ไทย-เวียดนาม) ฯลฯ

ซึ่งจากกระแสดังกล่าว ก็ทำให้ Sport.truelife.com ต้องขอนำข้อมูลจาก “สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย” มาเสนอ ในเรื่องของนักเตะลูกครึ่งคนแรกของทีมชาติไทย ซึ่งต้องนั่งไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 26 เลยทีเดียว

              นักเตะลูกครึ่งคนแรกของทีมชาติไทย : เฉลิม โยนส์ (ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ)

เฉลิม โยนส์ เกิดวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2476 ที่ กรุงเทพฯ มีบิดาเป็นหมอชาวอังกฤษ ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ว่าจ้างให้ เดินทางเข้ามาปราบไข้มาลาเรีย ในสมัยที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก ต่อมาแต่งงานกับหญิงไทย และมีเขาเป็นลูกชายคนโต กับน้องสาวอีก 2 คน

ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ดังเช่นชาวยุโรปโดยทั่วไป เด็กชายเฉลิม โยนส์ จึงเริ่มหัดเล่นฟุตบอล โดยมี ครูทองสุข มังกรพันธุ์ เป็นผู้ฝึกสอนและถ่ายทอดศาสตร์ลูกหนังให้จนกร้าวแกร่ง กระทั่งได้เป็นตัวแทนลงแข่งขัน ในนาม โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นอกจากจะเล่นกีฬาเก่งแล้ว เขายังมีผลการเรียนระดับยอดเยี่ยม ประกอบกับลักษณะนิสัยอ่อนโยน และการแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักเรียนตัวอย่าง ของชาวม่วงทองอีกด้วย

เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 ใน พ.ศ. 2496 เฉลิม โยนส์ จึงสมัครเอนทรานซ์ครั้งแรกและติดคณะ วิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันก็เล่นฟุตบอลให้ชาวรั้วจามจุรี เพื่อลงแข่งขันลูกหนังระหว่าง มหาวิทยาลัย คือธรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, จุฬาฯ และทีมรวมเหล่า โดยปีนั้นได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศ

ปีต่อมา เฉลิม โยนส์ ได้ตัดสินใจสอบใหม่อีกครั้ง เนื่องจากความตั้งใจต้องการเรียนแพทย์แบบ บิดา แต่ก็ไม่สมหวังอีกเช่นเดิม เพราะกลับไปติดคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงย้ายมาเรียนที่ท่าพระจันทร์

เมื่อ พ.ศ. 2498 ปีที่สองของการเป็นนักศึกษาได้ลงเล่นฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ หลังจากเคยนั่งสำรอง รุ่นพี่มาตลอดทั้งสองสถาบัน โดยฝ่ายสามย่านมีนักเตะดัง อาทิ ประกอบ บุรพรัตน์, กิตติ สุนทรกิตติ, นิตย์ ศรียาภัย ฯลฯ ส่วนฝ่ายท่าพระจันทร์ มีโสภณ สุวรรณรุจิ, วันชัย สุวารี, มรว.จงใจ ปราโมช, ประเทียบ เทศวิศาล, ชัยชนะ สุวารี, ประเชิญ ละลองนวล, ปรีชา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ฯลฯ

เฉลิม โยนส์ เคยกล่าวถึงแมตช์แห่งความทรงจำ ในฟุตบอลประเพณีครั้งแรกของตนเองว่า “ผมถูก ให้ยืนตำแหน่งฮาล์ฟซ้าย โดยมีพี่ โกวิท อิทธิกุล ซึ่งสมัยนั้นเขาดังมากในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ คอยช่วยเทรนผม อีกด้วย” และผลการแข่งขันทีมธรรมศาสตร์เสมอทีมจุฬาฯ 2 – 2 ได้ครองถ้วยพระราชทานร่วมกัน คือความภาคภูมิ ใจ เสมอมาที่ได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึก จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

ภายหลังจากนัดดังกล่าวแล้ว เฉลิม โยนส์ จะมีชื่อติดทีมฟุตบอลประเพณีตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี เพราะด้วยความรักและทุ่มเทให้กับเกมลูกหนังจนมากเกินไป สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาต้องเสียใจ คือการที่ไม่สามารถ จะคว้าปริญญาได้สำเร็จ โดยได้รับเพียงอนุปริญญาเท่านั้น

แต่ทว่าตำนานแห่งสนามฟุตบอล “สุภาพบุรุษนักกีฬา” มักจะถูกกล่าวขานถึงด้วยความชื่นชมเสมอ เฉลิม โยนส์ เริ่มเล่นถ้วยน้อยให้สโมสรท่าพระจันทร์และสโมสรเจ้าพระยาตามลำดับ ซึ่งทั้งสองทีมเป็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั้นเอง ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้ทีมชายสดในลูกหนังถ้วยใหญ่ แม้ว่าช่วงนั้น จะยังไม่เคยร่วมคว้าแชมป์ใดเลย แต่เพราะฝีเท่าที่โดดเด่นและการสกัดกั้นกองหน้าดาวดังหลายคนเสียอยู่หมัดจนทำ ให้ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบทีมชาติไทย หรือที่รู้จักกันในนามทีมกรุงเทพผสมตั้งแต่ พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา

ต่อมา นายบุญชู โรจนเสถียร เริ่มก่อตั้งสโมสรกีฬาธนาคารกรุงเทพ ในราวปี พ.ศ. 2502 จึงได้คว้า ตัว เฉลิม โยนส์ ยอดเซนเตอร์ฮาล์ฟแห่งสโมสรชายสด เข้ามาร่วมสร้างความสำเร็จกับสโมสรตราดอกบัว มี อ.สำรวย ไชยยงค์ เป็นโค้ชประจำทีม จนกระทั่งสามารถคว้าถ้วยพระราชทานถ้วยน้อยและถ้วยใหญ่หลายสมัย โดย ได้ลงเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับขุนพลย่านบางนา เช่น อัศวิน ธงอินเนตร, วิชิต แย้มบุญเรือง. อัษฎางค์ ปาณิกบุตร, ทวีพงษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา, ยรรยง ณ หนองคาย, ประเดิม ม่วงเกษม ฯลฯ

เมื่อคณะนักเตะทีมชาติไทยบินกลับจากการฝึกอบรมลูกหนัง ณ ทวีปยุโรป ประมาณกลางปี พ.ศ. 2508 และ คว้าเหรียญทองกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ในช่วงปลายปีเดียวกัน เฉลิม โยนส์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรก แห่งความสำเร็จในวงการฟุตบอลไทย แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสียใจเป็นอย่างมาก เมื่อ อัศวิน ธงอินเนตร เพื่อนรักต้องเสียชีวิตจากการฝึกซ้อมก่อนจะออกเดินทางไปมาเลเซียเพียง 2 สัปดาห์

ภายหลังจากนั้นเพียง 1 ปี ในรายการเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2509 เฉลิม โยนส์ ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า เนื่องจากการเข้าปะทะแย่งลูกกับผู้เล่นกองหน้าทีมชาติญี่ปุ่น จนถึงขั้นต้อง หามออกจากสนามแข่งขัน เมื่อจบทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวแล้ว เขาก็ปิดฉากชีวิตนักเตะทีมชาติไทยอย่างถาวร

แต่ เฉลิม โยนส์ ยังคงลงสนามเล่นฟุตบอลระดับสโมสรภายประเทศ ให้กับต้นสังกัดบัวหลวง ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดในราว พ.ศ. 2511 ภายหลังผู้บริหารได้มอบหน้าที่ให้ควบคุมทีมธนาคารกรุงเทพ โดยสามารถ นำสโมสรชนะเลิศถ้วย เอฟ เอ คัพ (พ.ศ. 2522 – 2523) และถ้วยพระราชทาน ก (พ.ศ. 2524) ทว่าผู้ไม่เคยดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ต้องจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งที่ตับ ขณะมีอายุเพียง 55 ปีเท่านั้น เหลือไว้แต่ตำนาน “สุภาพบุรุษนักกีฬา” ของวงการฟุตบอลเมืองไทย

ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ที่
FB : TrueSportTW : True_Sport
คลิกชม ตารางถ่ายทอดสดฟุตบอล ได้ที่นี่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก คุณจิรัฏฐ์ จันทะเสน และสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย
08-01-2557
12.12 น.

ยอดนิยมในตอนนี้