สวัสดีบอลโลก 2018 : "อาร์เจนติน่า" แชมป์เวิลด์คัพ จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่รอเติมเต็มความยิ่งใหญ่ของ "เมสซี่" ... by "บก.เก้น"

Jun 12, 2018

 

อาร์เจนติน่า
(โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 5 ของโลก)
(FIFA Ranking Update :07 June 2018)

 

ฟุตบอลโลก

 

PROFILE

ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย : 16 ครั้ง

แชมป์ : 2 สมัย
– 1978 ชนะ เนเธอร์แลนด์ 3-1
– 1986 ชนะ เยอรมันตะวันตก 3-2

ทัพ “ฟ้าขาว” ชุดนี้ถูกแฟนบอลค่อนโลกปรามาสว่า ถ้าไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ ป่านนี้ อาร์เจนติน่า ก็อาจจะช็อคโลกด้วยการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ เม็กซิโก’70 แต่โชคดีที่พระเจ้ายังคงเห็นใจด้วยการประทานนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวอาร์เจนไตน์

การที่ต้องออกแรงเหนื่อยถึงนัดสุดท้ายในรอบคัดเลือกนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ แต่ขึ้นชื่อว่า อดีตแชมป์โลกสองสมัย และรองแชมป์โลกทีมล่าสุด รวมถึงนักเตะระดับเวิลด์คลาสทั้ง เมสซี่, อเกวโร่, ดีบาล่า, อิกวาอิน, ดิ มาเรีย สุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครกล้าที่จะกาชื่อยี่ห้อ อาร์เจนติน่า ออกจากสารบบของการลุ้นแชมป์อยู่ดี

มาลุ้นกันว่าความมหัศจรรย์ที่ ลิโอเนล เมสซี่ มอบเอาไว้ให้กับโลกลูกหนังนั้นจะเพียงพอที่จะนำทัพ “ฟ้าขาว” สมหวังในรายการนี้เป็นหนที่สามหรือไม่ นับตั้งแต่ที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า ฝากผลงานกระฉ่อนโลกไว้ใน เม็กซิโก’86 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แข้งอาร์เจนไตน์ได้ชูถ้วยแชมป์โลก

….

…..

รายชื่อ 23 นักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่า
ชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย

ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), วิลลี่ กาบาเยโร่ (เชลซี), ฟรังโก้ อาร์มานี่ (ริเวอร์เพลท)

กองหลัง : กาเบรียล เมร์คาโด้ (เซบีย่า), คริสเตียน อันซัลดี้ (โตริโน่), นิโกลัส โอตาเมนดี้ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), เฟเดริโก้ ฟาซิโอ้ (โรม่า), มาร์กอส โรโฮ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), นิโคลัส ทาเกลียฟิโก้ (อาแจ็กซ์), มาร์กอส อากุนญ่า (สปอร์ติ้ง)

กองกลาง : ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ (เหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน), เอดูอาร์โด้ ซัลวิโอ้ (เบนฟิก้า), ลูคัส บิเกลีย (เอซี มิลาน), โจวานี่ โล เซลโซ่ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), เอแวร์ บาเนก้า (เซบีย่า), เอ็นโซ่ เปเรซ (ริเวอร์เพลต), มักซิมิเลียโน่ เมซ่า (อินดิเพนเดนเต้), อังเคล ดิ มาเรีย (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), คริสเตียน ปาวอน (โบค่า จูเนียร์ส)

กองหน้า : ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า), เปาโล ดีบาล่า (ยูเวนตุส), กอนซาโล อิกวาอิน (ยูเวนตุส), เซร์คิโอ้ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

….

…..

รู้จักเฮดโค้ช : ฮอร์เก้ ซามเปาลี

 

AP Photo/Gustavo Garello

 

ฝันร้ายจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ ฮอร์เก้ ซามเปาลี ต้องยุติเส้นทางการค้าแข้งไว้ที่ 19 ปีเท่านั้น แต่นั้นไม่ได้ทำให้เจ้าตัวหันหลังจากวงการลูกหนังแต่อย่างใด หนำซ้ำกลับเป็นแรงผลักดันให้เขามุ่งมั่นสู่การเป็นกุนซืออย่างเต็มตัวในอีก 23 ต่อมา

และด้วยความรักในฟุตบอล ซามเปาลี จึงเริ่มออกเดินทางในฐานะมือปืนรับจ้างไปทั่วอเมริกาใต้ เจ้าตัวใช้ชีวิตการเป็นเฮดโค้ชใน เปรู ถึง 6 ปี ก่อนจะเปลี่ยนไปรับงานที่ ชิลี รวมถึง เอกวาดอร์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่

แต่การตัดสินใจย้อนกลับไปที่ ชิลี อีกครั้งในปี 2011 กับ ยูนิเวอร์ซิดัด เดอ ชิลี ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ซามเปาลี พาสโมสรผงาดคว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ทั้ง อเปอร์ตูร่า และเคลาซูร่า แถมเท่นั้นยังไม่พอ เจ้าตัวยังพาทีมไปคว้าโทรฟี่ โคปา ซูดาเมริคาน่า (เทียบเท่ากับ ยูโรป้า ลีก ในยุโรป) มาประดับตู้โชว์เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ส่งผลให้ชื่อของเขากลายเป็นที่รักของแฟนบอลทันที พร้อมกับได้รับการยกย่องอย่างสูงไปทั่วทั้งอเมริกาใต้

ด้วยผลงานระดับมาตเตอร์พีซแบบนี้ สมาคมฟุตบอลชิลี (ANFP) จึงไม่รีรอที่จะหยิบยื่นสัญญาให้ ซามเปาลี ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกุนซือของทีมชาติชิลีอย่างสง่าผ่าเผย

ชัยชนะ 27 จาก 43 นัดที่เจ้าตัวกุมบังเหียนทัพ “ลา โรฆา” ซามเปาลี ได้เนรมิตช่วงเวลาดังกล่าวให้กลายเป็นช่วงเวลาสุดมหัศจรรย์ของทีมชาติชิลี การเอาชนะชาติบ้านเกิดอย่าง อาร์เจนติน่า พร้อมกับพา ชิลี ผงาดคว้าแชมป์โคปา อเมริกา ในปี 2015 คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของกุนซือรายนี้

และด้วยท่ามกลางเสียงเรียกร้องของแฟนบอลอาร์เจนไตน์ที่ต้องการเห็น ซามเปาลี เข้ามากอบกู้สถานการณ์ของทัพ “ฟ้าขาว” ทำให้สุดท้าย ฮอร์เก้ ซามเปาลี กลายเป็นกุนซือคนที่ 9 ในรอบ 18 ปีของมาตุภูมิ

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หลัง อาร์เจนติน่า ต้องลุ้นเข้ารอบจนถึงนัดสุดท้าย ยังดีที่ ลิโอเนล เมสซี่ ระเบิดฟอร์มเทพได้ทันหลังกดแฮตทริกในนัดสุดท้ายใส่ เอกวาดอร์ พร้อมกับเข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติในฐานะทีมอันดับสามจากโซนคอนเมลโบ

แม้ฟอร์มในเกมอุ่นเครื่องของพวกเขาอาจจะดูน่าผิดหวังสุดๆ หลังพ่ายต่อ ไนจีเรีย ถึง 4-2 ทั้งๆ ที่นำไปก่อนสองเม็ด ตลอดจนบุกไปโดน สเปน ถลุงยับ 6-1 ทำให้ อาร์เจนติน่า และ ซามเปาลี กลายเป็นตัวตลกในวงการลูกหนังไปพักใหญ่

แต่ขึ้นชื่อว่าการเป็นชาติที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้วสองครั้ง อาร์เจนติน่า ยังคงเป็น อาร์เจนติน่า อยู่วันยังค่ำ ต้องดูว่าแทคติกของ ซามเปาลี เองจะเคี่ยว และดีพอที่จะนำทัพ “ฟ้าขาว” ประสบความสำเร็จที่รัสเซียได้หรือไม่ ไอซ์แลนด์, โครเอเชีย และไนจีเรีย จะเป็นผู้ให้คำตอบในรอบแบ่งกลุ่ม

….

…..

สตาร์เด่น : ลิโอเนล เมสซี่

 

 

หากอดีตแชมป์โลกสองสมัยไม่มี 7 ประตูของ ลิโอเนล เมสซี่ ในเวิลด์ คัพ รอบคัดเลือก อาร์เจนติน่า จะทำแต้มหลุดมือเพิ่มไปอีก 7 คะแนน นั่นเท่ากับว่า พวกเขาจะตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี ฉะนั้นคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า เมสซี่ คือทุกสิ่งทุกอย่างของ อาร์เจนติน่า ในยุคนี้อย่างแท้จริง

61 ประตู จาก 123 นัด คือเครื่องพิสูจน์ที่ทำให้กัปตันทีมรายนี้ก้าวขึ้นมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของชาติ นำหน้าแข้งระดับตำนานทั้ง กาเบรียล บาติสตูต้า, เอร์นาน เครสโป รวมถึงนักเตะที่เขาถูกนำไปเปรียบเทียบมากที่สุดอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า

ทั้งคู่สวมใส่เสื้อหมายเลข 10 ในถิ่นคัมป์ นู เหมือนๆ กัน มีสไตล์การเล่นที่สวยงาม และยังทรงประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้จากความสำเร็จ ทั้งสองถูกยกย่องดุจเทพเจ้าจากแฟนบอลทั้งโลกเหมือนกันในฐานะ “นักเตะที่เก่งที่สุดในโลก”

หากวัดในแง่ของโทรฟี่ความสำเร็จ แน่นอน เมสซี่ ย่อมดูเหนือกว่า หลังพา บาร์เซโลน่า ซึ่งเป็นเพียงสโมสรเดียวที่เขาเคยค้าแข้ง (และยังเล่นอยู่) กวาดถ้วยรางวัลไปถึง 32 ใบ พร้อมกับพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าเหรียญทองใน โอลิมปิก ที่ ปักกิ่ง รวมถึงแชมป์เยาวชนโลกในปี 2005 นี่ยังไม่รับรางวัลส่วนตัวอีกมากมายที่จะรู้จะพิมพ์ชื่อลงไปอย่างไร เพราะมันมากมายเกินพรรณนา

แต่ในแง่ความรู้สึกของแฟนบอล โดยเฉพาะแฟนบอลอาร์เจนไตน์ ความยิ่งใหญ่ของ เมสซี่ นั้นยังไม่สามารถเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ “เสือเตี้ย” ได้มอบให้กับแฟนบอลทั้งชาตินั้นก็คือ “แชมป์ฟุตบอลโลก”

“แชมป์ฟุตบอลโลก” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะเข้ามาเติมเต็มให้ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของ เมสซี่ นั้นสมบูรณ์แบบ และก้าวขึ้นมาแซง ดีเอโก้ มาราโดน่า พร้อมกับเทียบชั้น เปเล่ ในฐานะ นักเตะที่ดีที่สุดในโลกลูกหนังยุคใหม่ ความผิดหวังจากเวิลด์คัพ ไฟน่อล เมื่อสี่ปีที่แล้ว จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ เมสซี่ พร้อมทำทุกอย่าง ดั่งที่เคยกล่าวไว้เมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่

“ผมพร้อมแลกรางวัลส่วนตัวทุกอย่างของผมกับแชมป์ฟุตบอลโลก ในฐานะนักเตะคนหนึ่ง การได้แชมป์บอลโลกเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว มันเป็นสิ่งที่ผมฝันมาตั้งแต่เด็ก และความฝันนี้ก็ไม่เคยจางหายไป”

“เราจะพยายามทำทุกอย่างที่พวกเราสามารถทำได้เพื่อทำให้ความฝันนี้เป็นจริงสักทีสำหรับ อาร์เจนติน่า”

แรงผลักดันของกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่ารายนี้ จะสามารถสร้างความมหัศจรรย์ และความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ได้หรือไม่ คือสิ่งที่แฟนบอลทั้งโลกรอคอยคำตอบอยู่

….

“บก.เก้น”

ฟุตบอลโลก

 

โปรแกรมการแข่งขัน พร้อมช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2018

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - ไบรท์ตัน ... by "MAXZIO"

Sep 27, 2018

พรีวิว ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2018/19

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – ไบรท์ตัน

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2018/19
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2018  เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสดbeIN Sports 1 & TrueID App

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2018/2019 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2018  เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทางช่อง beIN Sports 1 & TrueID App

 

สภาพความพร้อม แมนเชสเตอร์ ซิตี้

AP Photo/Frank Augstein

“เรือใบสีฟ้า” ยังประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ เบนฌาแม็ง เมนดี้, เคลาดิโอ บราโว่, เอเลียควิม ม็องกาล่า และเควิน เดอ บรอยน์ แต่ได้ข่าวดีคือ ดานิโล่ ฟิตกลับมาลงสนามได้อีกครั้งตั้งแต่นัดกลางสัปดาห์กับ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด แล้ว

แม้ว่าจะเพิ่งเตะเกมกลางสัปดาห์มา แต่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็พักนักเตะตัวจริงแทบยกทีม ทำให้เกมพรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้กลับมาในสภาพเต็มร้อย

กวาร์ดิโอล่า น่าจะใช้ ดานิโล่ ลงยืนในตำแหน่งแบ็กซ้ายแทนที่ ฟาเบียน เดลฟ์ และริยาด มาห์เรซ จะได้รับโอกาสออกสตาร์ในเกมนี้ จากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม หลังทำประตู 2 นัดติดต่อกัน

สภาพความพร้อม ไบรท์ตัน

Steven Paston/PA via AP

ไบรท์ตัน จะขาดเพลย์เมกเกอร์ คนสำคัญอย่าง ปาสคาล โกรสส์ และกองหน้าความไวสูงโฮเซ่ อิซเกียร์โด้ และเดล สตีเฟ่นส์ ที่มีอาการบาดเจ็บติดมา แต่ก็ยังมีลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้าย หากคริส ฮิวจ์ตัน จำเป็นต้องใช้

สภาพความฟิต “นกนางนวล” ไม่ได้ผ่านเกมลีกคัพมา แต่ฟอร์มการเล่นโดยรวมกำลังแย่ แต่เชื่อว่า ฮิวจ์ตัน จะไม่ปรับตัวผู้เล่นจากเกมที่แพ้ สเปอร์ส 1-2 มากนัก

 

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เอแดร์สัน, ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโคลัส โอตาเมนดี้, จอห์น สโตนส์, ดานิโล่, อิคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา, แฟร์นันดินโญ่, แบร์นาโด้ ซิลวา, ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอลิ่ง

ไบรท์ตัน : แม็ทธิว ไรอัน, มาร์ติน มอนโตย่า, เลวิส ดังค์, เชน ดัฟฟี่, กาเอต็อง บอง, เดวี่ พรอพเพอร์, บิรัม คายาล, อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช, อ็องโตนี่ น็อคการ์ต, เกล็นน์ เมอร์เร่ย์

 

บทวิเคราะห์

หลังจากเปิดรังพ่ายแบบช็อคต่อ โอลิมปิก ลียง 1-2 “เรือใบสีฟ้า” ก็กลับมาระเบิดฟอร์มการเล่นที่ดุดัน 2 นัดติดไล่ตั้งแต่บุกถล่มคาร์คาร์ดิฟฟ์ 5-0 และอ็อกซ์ฟอร์ด 3-0 ในเกมลีกคัพ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ชัยชนะเป็นชัยชนะต่อคู่แข่งที่คนละระดับกัน

Steven Paston/PA via AP

ทีมเยือนอย่าง ไบรท์ตัน สร้างเซอร์ไพรส์ เปิดรังเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ 3-2 ซึ่งเป็นการคว้าชัยนัดเดียวในฤดูกาลนี้ของทีม นั้นหมายความว่า 5 นัดหลังสุดพวกเขาไม่สามรถเก็บ 3 คะแนนได้เลย และแพ้ไปถึง 3 นัด

และการขาดหายไปของ ปาสคาล โกรสส์ เพลย์เมกเกอร์ คนสำคัญของทีมดูจะกลายเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ในเกมรุกของทีมเยือน ในเกมวันเสาร์นี้

แมนฯ ซิตี้ จะต้องเดินหน้าบุกเก็บ 3 คะแนนต่อไปเพื่อไล่ตาม ลิเวอร์พูลที่นำเป็นจ่าฝูง โดยมีตามเหนือกว่าพวกเขา 2 คะแนน และในสัปดาห์นี้ “หงส์แดง” จะต้องเจอศึกหนักกับเชลซี เป็นโอกาสดีที่แชมป์เก่าจะแซงขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้อีกครั้ง

David Davies/PA via AP

อย่างไรก็ตาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังมีเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในวันอังคารมาจ่อรออยู่ด้วย ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี น่าจะไม่โถมบุกแบบบ้าคลั่ง แต่เน้นรอจังหวะเข้าทำ เพื่อนำให้เร็ว แล้วปิดเกม เก็บแรงไปเล่นเกมที่สำคัญกว่าในวันอังคาร

แต่มีสถิติที่น่าใจคือ แมนฯ ซิตี้ ไม่สามารถเก็บชัยชนะ 3 นัดติดต่อกันในลีกสูงสุดของอังกฤษต่อ ไบรท์ตัน ซึ่งฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเก็บชัยชนะได้ทั้ง 2 นัดและนัดที่ 3 คือเกมในวันเสาร์นี้ ส่วนกองหน้าอย่าง อเกวโร่ มีส่วนร่วมถึง 17 ประตูในเอติฮัด สเตเดี้ยม ตลอด 10 เกมหลังสุด โดยแบ่งเป็น 14 ประตู กับ 3 แอสซิสต์

 

สกอร์ที่คาด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ไบรท์ตัน

 

“MAXZIO”

ศุภณัฐ

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

TRUE FOCUS : ที่สุดส่งท้ายฟุตบอลโลกในความทรงจำ ... by "ต็อกตั้ม พรรษิษฐ์"

Jul 21, 2018

ส่งท้ายกลิ่นอายฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบลงไป สำหรับ World Cup 2018 ตามแบบฉบับ รัสเซีย ดินแดนที่เดายากหน่อยว่าจะได้เห็นอะไรบ้างจากพวกเขา ปีผมค่อนข้างโชคดีได้มีส่วนร่วมกับฟุตบอลโลกมากกว่าทุกครั้งในชีวิตซึ่งบทบาทส่วนใหญ่ที่ได้รับมาตลอดชีวิตคือแฟนบอล

 

ฟุตบอลโลก

 

ทว่า 2018 โชคดีเป็นพิเศษผมได้รับเกียรติจากทรูวิชั่นส์ เลือกให้มารับผิดชอบบรรยายเกมฟุตบอลโลกตั้งแต่รอบแรกไล่จนถึงนัดชิงชนะเลิศแน่นอนว่าความประทับใจ และความทรงจำที่เกิดขึ้นมีมากมายวันนี้ขออนุญาติแจกจ่ายความประทับใจกันครับ

อ้อ ทั้งหมดที่จะเขียนถึงผมนั่งบรรยาย และเห็นเอง

 

ที่สุดเกมประทับใจ

AP Photo/Frank Augstein

นั่งเลือกอยู่นานทีเดียวเพราะมีหลายเกมที่ชอบใจทั้ง “เกาหลีใต้” ซัด “เยอรมัน” กลับบ้าน ฝรั่งเศส ทุบ อาร์เจนติน่า เกมอึดปวดประสาทของ โครเอเชีย เดนมาร์ก ต่างมีความน่าประทับใจต่างกันออกไป

หากนับเพียงเกมเดียวแล้วโดนใจที่สุด ขอเลือกเกมแรกที่บรรยายในรายการนี้นั่นคือ โปรตุเกส ซัด สเปน ผมเชื่อว่าเกมนี้คงมีหลายคนชอบใจ เหตุผลไม่ยากเลยด้วยความมันส์จากเกมที่เปิดแลก ความสวยงามในการครองบอลเปิดเกมเข้าทำตลอดเวลาของ สเปน

ระเบียบวินัย และหัวใจที่สู้ไม่ถอยของ โปรตุเกส กลับมาขอแบ่งแต้มจนได้ในช่วงท้าย
สิ่งที่ส่วนตัวประทับใจที่สุดนั่นคือมาตรฐานของเกมนี้ที่เต็มไปด้วยแทคติก และหัวจิตหัวใจของทั้ง 2 ทีมที่แสดงให้เราเห็นว่าฟุตบอลระดับโลกแท้จริงเขามีวิธีเล่นวิธีคิดอย่างไรภาพนอนถ่วงเวลาหาได้ยากมากเช่นกันกับการระเบิดอารมณ์วิ่งตรงเข้าใส่คู่แข่งหรือโจทก์อย่าง ผู้ตัดสิน

 

AP Photo/Manu Fernandez

 

ไม่ต่างจากวิธีบอกตัวเองให้เชื่อมั่นจนตามมาซึ่งความสำเร็จ หรือที่ภาษาจิตวิทยากีฬาเรียกว่า Imagine technically ของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ในจังหวะที่กล้องซูมเข้าไปก่อนยิงฟรีคิกซัดแฮตทริกพาทีมกลับมาเสมอ 3-3 จากฟรีคิกบรรลือโลก ภาพที่ออกมาผมมั่นใจทันทีว่าลูกนี้ได้ลุ้นแน่ๆ และมั่นใจลึกๆว่ามันจะเข้า ด้วยความมุ่งมั่นที่ถ่ายทอดออกมาจากสายตา อากัปกริยาที่ออกมาบ่งบอกส่งสานส์ไปยังคู่แข่งแบบไม่เกรงใจ

“มึงโดนแน่”

และก็เป็นไปตามนั้น ฟรีคิกปลิดวิญญาณลอยข้ามกำแพงแล้วมุมลงตามที่ใจคิด

ตลอดการเล่น 90 นาทีได้เห็นศาสตร์ และศิลปะเกมรุกของ สเปน ปะทะกับจิตใจแกร่งของโปรตุเกส และความเหนือชั้นของ โรนัลโด้ แถมมาตั้งแต่นัดแรกของรอบแรก แถมเป็นเกมแรกที่ได้บรรยาย แน่นอนว่าไฟในตัวลุกโชนทันทีทั้งในการบรรยาย และสำคัญที่สุดในฐานะแฟนบอล ทั้ง 22 คนในสนามพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฟุตบอลที่สนุกสวยงามยังมีอยู่จริงในโลก เช่นเดียวกับเกมหนักใส่กันยับแต่ยังอยู่ร่วมกันในกติกา

ฟุตบอลโลก ครั้งนี้สำหรับผม พิเศษขึ้นอีกหลายเท่าทวีหลังจบเสียงนกหวีดในเกมนั้น…

 

เกมชวน Skip

Olivier GiroudAP Photo/David Vincent

แน่นอนฟุตบอลทัวร์นาเมนต์แม้จะสั้นแค่ 64 เกมแต่มันต้องมีสักเกมที่เราอยากจะ กรอข้ามไปข้างหน้า(แก่ดีไหม) หรือถ้าสมัยนี้คงต้องบอก Skip ไป จากโอกาสดีได้รับหน้าที่บรรยายเกมฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีเกมที่ประทับใจมากมายแต่ก็มีเกมที่ชวนหน่ายอยู่เหมือนกัน

เกมนั้นก็คือ ฝรั่งเศส แชมป์โลกลงส่งท้ายรอบแรกกับ เดนมาร์ก ในภาวะที่หากทั้งคู่ไม่แพ้ก็เข้ารอบร่วมกันสบายๆไม่จำเป็นต้องสร้างภาวะเสี่ยงทั้งผลการแข่งขัน หรืออาการบาดเจ็บที่ส่งผลต่ออนาคตในรอบต่อๆ ไป

ด้วยเกมในนัดสุดท้ายรอบแรกของกลุ่มที่ผ่าน ออกมาไฟแลบไม่ว่าทีมนั้นจะมีหรือไม่ลุ้นผลเลยหมายใจว่าเกมนี้ยังไงก็คงออกรสบ้างละ ทว่าผลที่ออกมาสาแก่ใจอีแป้นแท้ลุ้นอยู่ 20 นาที สุดท้ายเขี่ยกันไปมาไม่มีใครเดินไปข้างหน้าเสมอ 0-0 แบบไม่เกรงใจแฟนบอลในสนาม และการถ่ายทอดสด

โชคดีที่นี่คือเกมเดียวที่จบลง 0-0 ไม่อย่างนั้นความกร่อยคงมาเยือนบ่อยกว่านี้ ว่าไปแล้วเกมนี้อาจเข้าข่ายรอยด่างเดียวของแชมป์โลกฝรั่งเศส ทีเดียวสำหรับเกมนี้

 

Fair Rule Maybe Unfair Truth

ฟุตบอลโลกAP Photo/Darko Vojinovic

สิ่งคาใจไม่แพ้กันในฟุตบอลโลกคนนี้นั่นคือ กติกาหาทีมเข้ารอบน็อคเอาท์ ที่เกิดมาจากเกมที่สูสีแต้มเท่ากัน ได้เสียเท่ากัน ยิงได้เท่ากัน สิ่งที่นำมาวัดในรายการนี้ก็คือ ค่า Fair Play

อ่านแล้วดูดีเนอะ แต่มันก็คือใครเสียใบเหลืองแดงน้อยกว่ากันชนะนั่นแหละ ไม่มีอะไรหรูเหรอหรือแฟร์ ยุติธรรม ที่ไหน ใช่ครับผมกำลังพูดถึงเกม ญี่ปุ่น กับ โปแลนด์ ใน 10 นาทีสุดท้าย ญี่ปุ่นที่ตามหลัง 0-1 เลือกที่จะไม่ส่งบอลขึ้นหน้าอีกต่อไปเพราะรู้ว่าแพ้สกอร์นี้เข้ารอบได้ เพราะพวกเขามีผลใบเหลืองแดงที่ดีพอจะเข้ารอบ

โปแลนด์ ที่ตกรอบไปตั้งแต่ 2 เกมแรกก็ไม่รู้จะวิ่งไล่เตะทำไม เพราะไม่มีผลแถมเกมนี้ก็ชนะอยู่แล้วภาพที่ออกมาเลยพะอืดพะอมทั้งคนเล่นคนบรรยายสุดท้ายเข้ารอบแบบไม่สง่างาม แต่ไม่มีทางใช้คำว่าแฟร์ต่อทีมอย่าง เซเนกัล หรือผู้ชมที่ไม่ใช่แฟนบอลญี่ปุ่นๆ แท้ๆ ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนชื่อว่าเข้ารอบเพราะกฏ Less Card น่าจะดีกว่า

เรื่องนี้ถามว่าผิดไหมก็ไม่กลับกันถูกต้องตามกติกาทุกอย่างกระนั้นมันคงขัดต่อความรู้สึกไม่น้อยทีเดียว

 

(My) Best Moment

AP Photo/Darko Bandic

สุดยอดช่วงเวลาที่มีในฟุตบอลครั้งนี้ผมชอบที่สุดคือเกมรอบ 8 ทีม โครเอเชีย เฉือนเจ้าภาพ รัสเซีย ไปถึงขั้นฏีกา แตกเอาชนะดวลจุดโทษได้สำเร็จ ตลอดทั้งเกมมันเหมือนคนโรคจิตเดินหน้าใส่กันไม่ยั้งทั้งทีมนำทีมตามหมายประกัตถ์ประหารให้ด้ายดิ้นด้วยผลแพ้ชนะไม่มีท่าทีอิดออดร้องขอความได้เปรียบที่ไม่สง่างามแต่อย่างใด

หากประวิงเวลานั่นคือช่วงเซตบอลขวางสนามไม่มีนอนรอร้องโอดโอยเกินความจำเป็นแถมเร่งออกบอลเสมอ

ไคลแม็กซ์ในเกมนั้นผมประทับใจที่สุดคือช่วงที่ โครแอต พิการ ขึ้นนำเจ้าบ้าน 2-1 ช่วงต่อเวลาพิเศษ

ภาพที่ตามมาคือคนรัสเซีย แฟนบออลหรือแม้แต่นักเตะทีมงานสตาฟโค้ชช็อก และยืนนิ่งกันหมด ในสนามช่างเงียบกริบผู้ชมในสนามเริ่มร่ำไห้เช่นกันกับนักเตะหลายๆ คนที่ยังเงยหน้าไม่ขึ้นเพราะหนักอึ้งไปด้วยความผิดหวังเพราะความจริงที่ว่าเทพนิยายฉบับเคลือบว็อดกากำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

ทว่าสถานการณ์ต้องการฮีโร่ ต้องการผู้นำเพื่อเปลี่ยนบรรยกาศและเขาคนนั้นก็คือ สตานิสลาฟ เชอร์ชาซอฟ เฮดโค้ชเจ้าบ้าน แม้จะได้ยินเต็มสองหูว่าเขาพูดอะไรแต่ความไม่กระดิกภาษารัสเซียเลยไม่เข้าใจนักแต่เชื่อว่ามันไม่ใช่ประโยคสุภาพแบบไม่เป็นไรครับ เอาหน่อย แน่ๆ
หากให้เดามันน่าจะ เป็นห่าอะไร ลุกสิวะ ยังไม่แพ้ ลุกเร็วเข้า พวกมึงทำได้เห็นไหนคนทั้งประเทศยังเชียร์เราอยู่ ลุกเร็วๆ

ทันใดนั้นเขาหันไปหาคนดูในสนามพร้อมยกมือปลุกระดมขอเสียงหน่อยแล้วชี้ไปที่ลูกทีมในสนามของเขาที่อิดโรยทั้งร่างกายแ ละจิตใจเต็มที่ ราวกับว่าพวกเขาไม่มีอาวุธใดจะทำร้ายหรือกลับเข้าเกมเพื่อยิงโครเอเชียอีกแล้วนอกจากเสียงเชียร์

แปลกที่มันได้ผลคนดูทั้งสนามได้สติต่างโห่ร้องบ้างกรี้ด บ้างตะโกนไม่เป็นภาษา รู้แต่ว่าเสียงในสนามผ่านหูฟังเข้าหูผมมันดังมากก่อนที่เริ่มครึ่งหลังของช่วงต่อเวลาพิเศษ จะมีต้นเสียงตะโกน รัส-เซีย-ย่า (รัสเซียนั่นแหละแต่ออกสำเนียงบ้านเขา) ดังเป็นจังหวะจะโคน นักเตะรัสเซียที่หมดสภาพแปลงกายราวหนุมานใกล้ตายแต่ได้พระพายพัดปลุกชีพไม่ผิดเพี้ยน

ผมนึกไปถึงฉากคลาสสิกของตำนานการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง ดราก้อนบอล ฉากที่หงอคง ใช้พลังหมัดอะไรสักอย่างที่ต้องรวบรวมพลังจากสิ่งมีชีวิตทั้งโลกเพื่อปราบจอมมารบูตัวร้าย ทีแรกใช้พลังแต่คนรู้จักในที่นี้ก็คงเพื่อนร่วมทีมในสนามแต่มันไม่พอ แม้เพื่อนๆ ของหงอคง จะช่วยบิ้วเต็มที่ แต่จอมมารบู (โครเอเชีย) เก่งเกินกว่าคนกลุ่มเล็กจะปราบไหว ต้องอาศัย มร.ซาตาน ฮีโร่ของโลก (สตานิสลาฟ เชอร์ชาซอฟ) ปลุกระดมจึงสำเร็จ

วินาทีถือเป็นภาพและเสียงที่เกินบรรยายผมยอมรับว่าปากสั่น หายใจไม่ทั่วท้องน้ำตารื้นไปพร้อมๆกับเกมจนสารภาพว่าในใจผมอยากให้มันไปวัดกันที่จุดโทษเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น รัสเซีย แพ้ไม่ได้จริงๆ แล้วก็อย่างที่ทราบเกมนั้นจบที่ ดวลจุดโทษสมใจ

จบเกมช่วงเดินกลับบ้านกับคู่หู (ธีรยุทธ บัญหนองสา) เราคุยกันเล่นๆ เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีคิวบรรยายในฟุตบอลโลกอีกไหม แต่คิดเหมือนกันว่าหากส่วนร่วมในฟุตบอลโลกจบลงตรงนั้น ก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้สัมผัสโมเมนต์ที่ดีที่สุดอีกครั้งในชีวิตผู้บรรยายแล้ว

นี่คือความทรงจำของผม แล้วคุณหล่ะครับจำฟุตบอลโลกครั้งนี้แบบไหน ?

“ต็อกตั้ม พรรษิษฐ์”

ฟุตบอลโลก

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

TRUE FEATURES : กว่า 2 ทศวรรษ กับหนทางสู่ “รอบชิง” ของ “ตาหมากรุก” ในฟุตบอลโลก 2018

Jul 20, 2018

 

“ผมคิดว่าทีมของเราเป็นทีมที่ดีกว่าในครึ่งแรก แต่เกมนี้ ฝรั่งเศส ใช้โอกาสยิงเพียง 3 ครั้งที่ตรงกรอบ แต่ดันเปลี่ยนเป็นประตูได้ทั้งหมด ถ้า “ตราไก่” โชว์ฟอร์มได้ดีขนาดนี้ ก็สมแล้วที่เราจะชวดแชมป์” อีวาน ราคิติช กล่าวหลังเกมนัดชิงฟุตบอลโลก 2018

 

ฟุตบอลโลก

 

15 กรกฎาคม ของทุกปี คงเป็นช่วงเวลาที่ชาวโครแอตทุกคน ต้องหวนย้อนคืนกลับมามองความสำเร็จ ที่แม้จะอดรับถ้วยทองฟุตบอลโลก 2018 แต่เชื่อว่านักเตะ และสตาฟโค้ชทุกคน คงฝากความภูมิใจให้ชาว “ตาหมากรุก” นับ 4.5 ล้านราย ต้องคิดถึงห้วงเวลานั้นไปอีกนานแสนนาน

สร้างประวัติศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว

รู้หรือไม่ ประเทศโครเอเชีย หลังแยกจาก สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย และได้รับเอกราชอย่างเบ็ดเสร็จในปี ค.ศ. 1991 แล้ว พวกเขามีประชากร รวม ณ ปัจจุบัน เพียงราวๆ 4.5 ล้านคน น้อยกว่าประชากรบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยราว 2 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกลายเป็นประเทศเดียวเดี่ยวๆ แล้ว โครเอเชีย เพิ่งจะเริ่มส่งทีมเข้าแข่งขันฟุตบอลระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรก คือ ยูโร 1996

นักเตะในทัวร์นาเม้นต์ “เปิดซิง” ของพวกเขาอย่าง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1996 หนนั้น ล้วนเต็มไปด้วยแกนหลักจาก ทีมชาติยูโกสลาเวีย ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก U-20 ปี 1987 ที่ประเทศชิลี ลงเป็น 11 คนแรกเกือบค่อนทีม ไม่ว่าจะเป็น ดาวอร์ ซูเคอร์, โรเบิร์ต โปรซิเนชกี้, โรเบิร์ต ยาร์นี่ และอิกอร์ สติมัช

แม้ในรายการนั้น โครเอเชีย จะจอดในรอบควอเตอร์ไฟน่อล แต่อีกสองปีถัดมา เมื่อทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น พวกเขาเหล่านี้นี่แหละที่เป็นกำลังสำคัญให้ โครเอเชีย คว้าอันดับ 3 ใน “ฟร้องซ์ 98” ได้แบบพลิกความคาดหมายแฟนบอลทั้งโลก

 

AP Photo/Rebecca Blackwell

 

แต่ก็เข้าสู่ยุคมืดแบบรวดเร็วเช่นกัน

เมื่อคลื่นลูกเก่าที่เกือบเขย่าบัลลังก์โลกในปี 1998 ถัดมา 4 ปี กับนักเตะ 4 คนที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ดันอยู่ในวัยเลขสามแล้วทั้งสิ้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากพวกเขาจะไม่สามารถเป็น “เดอะแบก” ได้อีกต่อไป แต่ประเด็นสำคัญคือ “คลื่นลูกใหม่” ของ “โครแอต” ที่อายุไม่เกิน 23 ปี ณ ตอนนั้น มีชื่อติดทีมมาเพียง 5 คน และทุกคนล้วนยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผู้รักษาประตูมือใหม่ถอดด้ามลูกหลานชาวโครเอเชียอย่าง สติเป้ เปติโคซ่า ที่พึ่งจะได้รางวัลลงเล่นเกมระดับชาติครบหลักสิบต่อปีเป็นหนแรกหลังติดทีมมาตลอด 3 ปี ก็อาจยังใหม่เกินไปที่จะรับไม้ต่อจาก ดราเซน ลาดิช นายทวารรุ่นพี่ระดับตำนานแห่ง “ฟร้องซ์ 98” หลังโดนทะลวงตะข่ายไปถึง 4 ประตูจาก 3 เกม, อิวิก้า โอลิช ตัวรุกที่ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริง 1 เกม

แต่นอกจากการทำหนึ่งประตู เจ้าตัวก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยหากเทียบกับตำนานแนวรุกอย่าง ดาวอร์ ซูเคอร์ ในเวิลด์ คัพ เมื่อ 4 ปีก่อน ด้าน ผู้รักษาประตูอย่าง วลาดิเมียร์ วาซิลจ์, แอนโทนี่ เซริช และบอสโก้ บาลาบัน ล้วนมีชื่อในทีมเพื่อเป็นเพียงไม้ประดับ เหตุนี้จึงทำให้พวกเขาไม่ได้โอกาสโชว์มนต์ขลังของตนบนพื้นหญ้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ความต่ำตมของ โครเอเชีย ยังไม่จบแต่เพียง เวิลด์ คัพ ปี 2002 แต่มันยังลากยาวมาถึง ฟุตบอลโลก 2006 แม้พวกเขามี โมดริช เพชรน้ำหนึ่งที่รอวันเฉิดฉายแห่ง โครเอเชีย แต่เด็กก็ยังคือเด็กอยู่วันยังค่ำ หลังเจ้าตัวยังไม่สามารถเค้นฟอร์มที่จะช่วยแบ่งเบาภาระในแดนกลางของ นิโก้ โควัช นักเตะผู้สวมปลอกแขนกัปตันทัพ “ตาหมากรุก” ในฟุตบอลโลกหนนั้นได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ และนี่จึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่ส่งผลให้ โครเอเชีย ต้องกระเด็นตกรอบแรกใน เวิลด์ คัพ เป็นหนที่ 2 ติดต่อกัน

 

AP Photo/Frank Augstein

 

บั้นปลายแห่งความล้มเหลว

เดี๋ยวก่อนครับ ก่อนที่พวกเขาจะมาเขย่าบัลลังก์รองแชมป์โลกเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ชาติโครเอเชียได้สำเร็จ โมดริช และนักเตะบางรายในชุดนี้ (ฟุตบอลโลก 2018) ล้วนต้องน้ำตาตกกับฟอร์มที่เหมือนจะกู่ไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ไปอีก 3 ทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ยูโร 2012 และฟุตบอลโลก 2014 ที่ “ตาหมากรุก” ทำได้เพียงแค่… ตกรอบแรกทุกครา นี่ยังไม่รวมอาการหนักสุดโคม่าใน ฟุตบอลโลก 2010 ที่พวกเขาไม่สามารถผ่านการตัดตัวไปเล่นรอบสุดท้าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เข้าร่วมแมตช์ดังกล่าวมา 4 หน (1998, 2002, 2006, 2010)

แม้ว่า โครเอเชีย จะนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซเป็นแสงขั้นกลางความมืดมนในศึกยูโร 2008 ด้วยการไปไกลถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล แต่มันก็คงไม่สามารถล้างความเสียใจแฟนๆ โครเอเชีย ได้หรอก แต่เดี๋ยวก่อน… หากย้อนมองถึงตัวผู้เล่นในชุดนั้น คงพูดได้เต็มปากว่า โครเอเชีย ชุด ยูโร 2016 ที่เข้ารอบน็อคเอ้าท์ในรายการดังกล่าวเป็นหนแรกในรอบ 20 ปี รวมไปถึงชุดรองแชมป์โลก 2018 คงทำผลงานที่น่าสะพรึงเช่นนี้ไม่ได้ หากไม่ได้อานิสงส์สมบัติในแดนกลางที่ทิ้งไว้ให้เป็นตำนานแต่ยังหายใจบนพื้นหญ้าได้ดีเยี่ยมอย่าง ลูก้า โมดริช สุดยอดมันสมองของทีม กับ อิวาน ราคิติช ชายที่คอยขึ้นเกมทางริมเส้นฝั่งซ้ายให้กับทีม เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ ลงเป็นตัวหลักแบบแพ็คคู่ในแดนกลางของทีมชุดสู้ศึกยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 อีกทั้งยังมีสมบัติปราการหลังด่านหินอย่าง เวดราน ชอร์ลูก้า ที่แม้จะไม่ใช่ตัวหลักในทีมชุด 2018 แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อ เฮดโค้ช ต้องนึกถึงเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ไว้ใจได้อีกราย เค้าคนนี่นี้แหละคือ ตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่หัวเรือใหญ่ของทีมอย่าง ซลัตโก้ ดาลิช จะต้องส่งลงขันเกมรับให้แน่นอีกหนึ่งสเต็ป

 

AP Photo/Petr David Josek

 

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง

“ทีมอย่าง โครเอเชีย ต้องมาเล่นรอเสียงนกหวีดเพื่อหวังชัยชนะจาก ฟินแลนด์ ผมคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อจริงๆ เราทำตัวเอง และเล่นเหมือนกับเป็น โคโซโว (ทีมบ๊วยในกลุ่ม) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราชนะ ฟินเเลนด์ ได้สบายๆ” โมดริช กล่าวหลังเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2018 โซนยุโรป ที่ทัพ “ตาหมากรุก” เสมอกับ ฟินแลนด์ รองบ๊วยของกลุ่ม และตอนนั้นทีมรั้งอันดับ 2 โดยมีแต้มเท่ากับ ยูเครน ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียว

และเมื่อสิ้นเสียงคำสัมภาษณ์ของกัปตันทีมอย่าง ลูก้า โมดริช ไม่นาน กุนซืออย่าง อันเต้ ซาซิซ ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที

หลังจากนั้น ดาวอร์ ซูเคอร์ ประธานสมาคมฟุตบอลโครเอเชีย ได้ประกาศว่า “ซลัตโก้ ดาลิช จะมาเป็นกุนซือใหม่ของพวกเรา”

 

AP Photo/Francisco Seco

 

พูดได้เต็มปากว่า “เราพร้อมสร้างตำนาน”

เสียงของอดีตตำนานแห่ง “ตาหมากรุก” ประโยคนี้ คงเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอดีตที่น่าขมขื่นแห่งวงการฟุตบอลโครเอเชียไปตลอดกาล เนื่องจากคนทั้งโลกคงมิอาจหาข้อปฏิเสธใดๆ ได้เลยว่า ซลัตโก้ ดาลิช คนนี้นี่แหละ คือกุนซือที่เข้ามาพลิกวิกฤต และทำฝันในอุดมคติของชาว “โครแอต” ให้เป็นจริงได้สำเร็จกับรายการฟุตบอลโลก 2018

แม้โปรไฟล์การคุมทีมจะไม่ได้ดี เด่น ดัง อะไรเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเขาสามารถนำปรัชญาของตนมาปรับจูนกับนักเตะในทีมได้ดีเยี่ยมโดยเฉพาะกับ โมดริช ได้นั่นคือ “การพยายามเล่นเกมรุกแม้จะนำคู่แข่งอยู่ก็ตาม” จะเห็นได้ว่า 7 แมตช์ในฟุตบอลโลกหนนี้ กองเชียร์อย่างเราๆ คงไม่ได้เห็นลูกดึง ยื้อ ตื้อ เวลาด้วยการเคาะบอลไปมา ดั่งที่เราจะเห็นได้จากหลายๆ ทีม ในทัวร์นาเม้นต์นี้ การเก็บ 9 แต้มเต็มในรอบแบ่งกลุ่ม, เอาชนะได้ 3 จาก 4 แมตช์ในรอบน็อคเอาท์ด้วยการยิงรวมถึง 14 ประตู คงไม่ใช่งานยากอะไรสำหรับพวกเขา…

 

AP Photo/Darko Vojinovic

 

งานต่อไปของ ซลัตโก้ ดาลิช กับการคุม “ตาหมากรุก” คือฟุตบอลยูโร 2020 ที่ว่ากันว่าน่าจะยากที่สุดสำหรับตัว ดาลิช แล้ว เนื่องจากการสานต่อความสำเร็จครั้งที่ 2 มันจะยากกว่าการประสบความสำเร็จหนแรกแบบทวีคูณอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ ดาลิช ไม่ได้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่ผมก็ต้องขอบคุณ… ทั้งตัวเขา และนักเตะทีมชาติโครเอเชียทุกคน ที่ทำให้พวกเราคนไทยได้รู้แล้วว่า การมีประชากรเพียงราวๆ 4.5 ล้านคน ประกอบกับใช้เวลาส่งทีมแข่งทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ๆ เพียง 22 ปี ก็สามารถเป็น “รองแชมป์โลก” ได้

พวกคุณทำให้ฟุตบอลโลกหนนี้มีสีสัน ตื่นเต้น และเร้าใจขึ้นมาเยอะเลย

“PUP Tuntat”

ฟุตบอลโลก

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

TRUE FOCUS : 4 เรื่องดีๆ จากฟุตบอลโลกครั้งที่ดีที่สุด ... by "จอน"

Jul 20, 2018

จบลงไปสักพักแล้วสำหรับ ฟุตบอลโลก ฉบับหมีขาว ที่สุดท้าย “แชมเปี้ยน” ผู้คว้าโทรฟี่ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ก็กลายเป็นแชมป์หน้าเก่าที่มีฟอร์มการเล่นตลอดทัวร์นาเมนต์สมราคากับดวงดาวที่สองของพวกเขา อย่าง “ทัพเลส์ เบลอส์” ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่คว้าแชมป์นอกแผ่นดินตัวเองอีกด้วย

ควันหลงต่างๆ นาๆ หลังจบนัดชิงชนะเลิศ ก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆ และคงจะมีให้ติดตามกันอยู่ไปอีกสัก 2-3 วันเป็นอย่างน้อย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงปรีซีซั่น และตลาดลูกหนังของฟุตบอลลีกยุโรปอันดุดันในซีซั่นใหม่ ที่เอาจริงๆ หายใจอีกแปปเดียวก็กลับมาเตะกันแล้วในช่วงกลางเดือนหน้า

บทความนี้ ผมขออนุญาตทิ้งท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2018 ที่ว่ากันว่า เป็นเวิลด์คัพที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แม้เพลงประจำการแข่งขันจะไม่โด่งดัง ไพเราะเพราะพริ้งติดหู จนหลายคนแอบผิดหวัง แต่ทุกอย่างที่เหลือ เรียกว่า “มีแต่ความชื่นมื่นในหัวใจล้วนๆ”

และนี่คือ 4 สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ ในมุมมองของ “จอน”

 

AP Photo/Thanassis Stavrakis

1) เทคโนโลยีสร้างความใสสะอาด

หลายคนอาจจะไม่ชอบใจเรื่องของการใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการตัดสินเกมฟุตบอล เพราะมองว่า ทำให้เกมมีการหยุดกันบ่อยครั้งจนขาดเสน่ห์ และลูกมหัศจรรย์ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่สำหรับผมนั้น ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ บอกได้เลยว่า การใช้เทคโนโลยี VAR หรือ Video assistant referee รวมถึง Goal Line Technology ได้ช่วยทำให้สิ่งที่ถูกต้องที่สุดเกิดขึ้นได้ ความค้างคาในใจ ไม่มีหลงเหลือ

หลังจากนี้ เราคงจะไม่ได้เห็นลูกยิงแบบลักษณะ “แฮนด์ ออฟ ก็อด” หรือการใช้ลูกตุกติกต่างๆ ในกรอบเขตโทษ แม้กระทั่ง จังหวะที่เกินสายตาคนจะเห็นได้ชัด เช่น ลูกยิงข้ามเส้นไปแล้วหรือไม่ ซึ่งอะไรที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีตนั้น ก็อาจจะเป็นเพียงตำนานเล่าขานกันต่อไป ต่อจากนี้ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ ผมคิดว่า มันก็เป็นฟุตบอลที่มีเสน่ห์อีกรูปแบบ เป็นเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความยุติธรรม มีหลักฐาน และเหตุผลรองรับ

เข้าจริงไหม แฮนด์บอลหรือเปล่า ควรใบแดงหรือไม่ จุดโทษหรือเปล่า ตบตาหรือไม่ ทุกอย่างจะชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน..

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีจุดโทษมากถึง 29 ลูกตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ เฉลี่ยแล้วเกือบ 1 ลูกต่อ 2 เกมเลยทีเดียว ส่วน ใบแดง ก็ลดน้อยลงไปเหลือแค่ 4 ใบ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่กล้าที่จะเล่นนอกเกมตบตากรรมการกันเท่าไรนัก ซึ่งถามความเห็นผม ผมชอบนะ ผมว่ามันแฟร์ดีสำหรับนักกีฬาทุกคนที่ตั้งใจเล่น ตั้งใจซ้อม ตั้งใจแข่งขัน

 

AP Photo/Michael Probst

2) เก่งแค่ไหน ก็แพ้ได้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นฟุตบอลโลกที่คาดเดาผลการแข่งขันยากที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ผมดูฟุตบอลโลกมาเลย ใครจะไปคิดว่า แชมป์เก่าอย่าง “ทีมชาติเยอรมัน” จะตกรอบแรก ชนิดจบบ๊วยของกลุ่ม โดยเกมสุดท้ายถึงกับแพ้ เกาหลีใต้ 0-2 หรือ ทีมชาติอิหร่าน ทีมรองบ่อนในสายตาชาวโลก ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ โปรตุเกส และ สเปน สองทีมเต็ง แต่พวกเขาก็สามารถอยู่ในเส้นทางลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์ได้จนวินาทีสุดท้าย หรือแม้กระทั่ง ไอซ์แลนด์ ที่ยันเสมอ อาร์เจนติน่า ได้อย่างน่าประทับใจ และ ญี่ปุ่น หักปากกาเซียน เก็บชัยชนะเหนือ โคลอมเบีย ได้ 2-1

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ สอนให้เรารู้ว่า ต่อให้คุณเป็นทีมรอง เป็นบอลรองขนาดไหนก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างปรากฏการณ์ได้ หากคุณเล่นได้ตามแผนที่วางเอาไว้ มีความร่วมมือร่วมใจกัน และไม่คิดจะยอมแพ้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ซึ่งมันก็เหมือนชีวิตคนแหละครับ ต่อให้เราด้อยกว่า แต่หากเรายังไม่ลดละความพยายาม ความสำเร็จ และชัยชนะมันก็มาหาเราได้

 

AP Photo/Pavel Golovkin

3) 4 ชัยชนะ 1 ทีมเข้ารอบ : เอเชีย ไม่ใช่หมูอีกแล้ว

นี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยที่ชาติจากเอเชียถึง 4 ชาติ สามารถเก็บชัยชนะได้ในศึกฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว ไล่ตั้งแต่ อิหร่าน ชนะ โมร็อคโก 1-0, ญี่ปุ่น ชนะ โคลอมเบีย 2-1, ซาอุดิอาระเบีย ชนะ อียิปต์ 2-1 และ เกาหลีใต้ ชนะ เยอรมัน 2-0 โดยทั้งหมด เกิดขึ้นในรอบแรก และเป็นชัยชนะที่เท่มากๆ เพราะชนะได้ถึง 3 ทวีปในคราวเดียวกัน ทั้ง อเมริกาใต้, ยุโรป และ แอฟริกา

นอกจากนี้ “ซามูไร บลู” ทีมชาติญี่ปุ่น ก็เกือบสร้างเซอร์ไพรส์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อขึ้นนำ เบลเยียม ไปก่อน 2-0 แต่สุดท้าย พ่ายความเก๋า โดนพลิกสถานการณ์กลับมาแพ้ ไปแบบเจ็บแสบ 2-3 ก่อนที่ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” จะคว้าอันดับที่ 3 ในท้ายที่สุด

นี่เป็นการประกาศศักดาอย่างชัดเจนว่า ทีมชาติจากเอเชีย ไม่ใช่หมูรอโดนเชือดอย่างเดียวอย่างที่ใครเคยคิดอีกแล้ว และเป็นบรรทัดฐานให้ทีมจากเอเชียทีมอื่นๆ ได้เมียงมองทีมร่วมทวีปอย่างภาคภูมิใจว่า ทีมร่วมทวีปของพวกเขาเองก็มีศักยภาพเพียงพอในการปราบทีมใหญ่ หรืออย่างน้อยก็สู้ได้แบบสมศักดิ์ศรีที่สุดเหมือนกัน”

 

AP Photo/Martin Meissner

4) เอาเรื่องของเขามาใส่ใจเรา

ผมอาจจะเป็นคนละเอียดอ่อน ที่ขออนุญาตมองกีฬาฟุตบอลให้มากไปกว่าแค่เพียงการชมเป็นกีฬาเท่านั้น ซึ่งทุกครั้งที่มีการแข่งขันมหกรรมกีฬาที่ใช้เวลายาวๆ เช่น โอลิมปิก หรือ ฟุตบอลโลก เราก็จะได้เห็นเรื่องราวดีๆ ประวัตินักกีฬาดีๆ ที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจ นำมาเป็นแรงกระตุ้น ในการใช้ชีวิตของพวกเราได้

เราได้เห็นความรักสุดซึ้งของ กิลแบร์โต้ มาร์ติเนซ ทนายความหนุ่มชาวเม็กซิโก ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อเติมเต็มความฝันของเขาในเวิลด์คัพ ต่อภรรยา และลูกน้อยผู้ล่วงลับทั้งสองคน ที่จากไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไม่กี่เดือนก่อน

เราได้เห็นตัวอย่างชีวิตที่เคยลำบากมาก่อน จนกลายเป็นนักกีฬาที่ดี ที่น่ายกย่องอย่างมาก ตามสไตล์ “ตัวเล็ก แต่ใจใหญ่” อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ของทีมชาติฝรั่งเศส หรือ ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากทีมชาติโครเอเชีย

เราได้เห็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น และการแสดงความรักของพ่อที่มีต่อลูกชาย อย่างในเคสของ ปีเตอร์ และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล สองนายทวารพ่อลูกต่างยุคของทีมชาติเดนมาร์ก

เราได้เห็นความรักของเพื่อนอย่าง เซซาร์ ที่คอยดูแล โจเซ่ ริชาร์ดส์ ซึ่งมีอาการหูหนวกตาบอด แต่มีความชื่นชอบฟุตบอล โดย เซซาร์ จะคอยจับมือ โจเซ่ เคลื่อนไหวบนกระดานฟุตบอล เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสนามฟุตบอล ประหนึ่งให้ โจเซ่ ได้ชมฟุตบอลเหมือนกับคนอื่นๆ

… นอกจากนี้ ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ ที่เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นจากคนอื่นๆ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ที่เราสามารถเอาเรื่องราวของเขามาใส่ใน “ใจของเรา” ได้ และทำให้ชีวิตของเรา “ยิ้มง่าย” ขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย

แล้วพบกันใหม่ในฟุตบอลโลกครั้งหน้า ที่หวังว่า มันจะดีกว่านี้อีก ^^

“จอน”

ฟุตบอลโลก

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

TRUE TALK : Small country, Big dreams : โครเอเชีย ผู้แพ้ที่ใครก็จดจำ ... by "จอน"

Jul 20, 2018

มีคำกล่าวหนึ่งในโลกของฟุตบอลที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้งานภายหลังเกมรอบชิงชนะเลิศ ของทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ว่า “ผู้แพ้ มักจะไม่เป็นที่จดจำ” เพราะใครๆ ก็จะใส่ใจแต่ผู้ชนะ ผู้ที่ถือถ้วยแชมป์ ผู้ที่ได้สิทธิ์ชูโทรฟี่ ผู้ที่ได้โห่ร้องก้องฟ้าว่าข้าคือที่หนึ่ง

แต่คำกล่าวนั่น ดูเหมือนว่า จะใช้ไม่ได้ซะแล้วกับ โลกของฟุตบอลในปัจจุบัน ถ้าหากคุณเป็นผู้แพ้ที่ควรค่าแก่การจดจำ ก็อาจจะทำให้ทุกคนไม่มีวันลืมคุณได้เหมือนกัน

ภาพความหมองหม่นของนักเตะโครเอเชีย ภายหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังพ่ายให้กับ ฝรั่งเศส 2-4 ได้ถูกแชร์ และพูดถึงมากมายในโลกโซเชี่ยล โดยก่อนเกม “ทีมตราหมากรุก” กลายเป็นขวัญใจมหาชนไปโดยปริยาย เพราะพวกเขาถือเป็นม้ามืดที่เดินทางมาถึงนัดชิงชนะเลิศได้แบบไม่มีใครคาดคิด

จากประเทศเล็กๆ มีเนื้อที่ไม่มากนัก และมีผู้คนไม่เยอะไปกว่าครึ่งนึงของกรุงเทพมหานครด้วยซ้ำ พวกเขาพาความฝันที่ยิ่งใหญ่มารัสเซีย ตามสโลแกน “Small country, Big dreams” ที่แม้สุดท้ายความฝันนั้น จะไปไม่ถึงการคว้าดวงดาวดวงแรก ปักที่หน้าอกเสื้อ แต่เชื่อว่า ผู้คนชาวโครแอต จะไม่มีทางลืมนักเตะชุดนี้ ประหนึ่งฮีโร่ของประเทศอย่างแน่นอน

AP Photo/Petr David Josek

“… เรารู้สึกทั้งเสียใจและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน แต่ผมคิดว่า เราเล่นเกมนี้ได้ดี เราเสีย 2 ประตูแรกด้วยอุบัติเหตุ ทั้งนี้เราต้องดีใจและภูมิใจกับสิ่งที่เราทำได้ เราประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโครเอเชีย”

นี่เป็นคำพูดของ ซลัตโก้ ดาลิช เฮ้ดโค้ชที่เกิดในดินแดนบอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวิน่า หลังเกมรอบไฟน่อลส์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกทีมของเขา กับประวัติศาสตร์ ที่เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนมันขึ้นมา

พวกเขาเริ่มต้นเดินทางสายฝันด้วยการคว้า 9 แต้มเต็มในรอบแรก โดยชนะ ไนจีเรีย 2-0, ชนะ อาร์เจนติน่า 3-0 และ ชนะ ไอซ์แลนด์ 2-1 ตามด้วยชนะดวลลูกโทษต่อเดนมาร์ก ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และรวมพลังสุดใจในรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอาชนะ รัสเซีย เจ้าภาพได้สำเร็จจากการดวลลูกโทษ ก่อนที่รอบรองชนะเลิศ จะพลิกกลับมาชนะ อังกฤษ ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

AP Photo/Rebecca Blackwell

เส้นทางของพวกเขาอาจจะดูเหมือนง่ายกว่า ฝรั่งเศส คู่ชิงชนะเลิศ ที่ต้องเจอทั้ง เบลเยี่ยม, อุรุกวัย และ อาร์เจนติน่า แต่นี่คือฟุตบอลโลก ไม่มีอะไรง่ายทั้งนั้น และการเล่น 120 นาทีเต็ม 3 เกมติดต่อกัน ในช่วงเวลาเพียง 10 วัน มันคือเรื่องน่าอัศจรรย์ ที่พวกเขาผ่านมาได้ด้วยชัยชนะ

“ประเทศเล็กๆ กับ ความฝันที่ยิ่งใหญ่”

… แม้ประวัติศาสตร์จะไม่อนุญาตให้พวกเขาจารึกตัวตนในฐานะแชมป์โลก แต่ “โครเอเชีย” ผู้แพ้หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวสุดท้ายในเวิลด์คัพ ฉบับหมีขาว ก็ถูกยกย่องอย่างมากมาย นักเตะอย่าง ลูก้า โมดริช ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า เขากลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยม ที่มาจากทีมรองแชมป์โลกอีกครั้ง ต่อจาก ลิโอเนล เมสซี่ เมื่อปี 2014 และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นักเตะจากประเทศโครเอเชียได้รับจากศึกเวิลด์คัพ

โอเคว่า ความพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ สามารถแปรเปลี่ยนผลลัพท์ให้แตกต่าง จากแชมป์ กลายเป็นเพียงรองแชมป์ได้เลย แต่ถ้าหากผลงานที่ผ่านมาของคุณมันน่าจดจำมากๆ จนถึงเกมที่พ่ายแพ้ ก็ยังน่าจดจำอีก ผมก็เชื่อว่า ไม่มีใครหรอกที่จะไม่อยากจดจำคุณ…

“จอน”

ฟุตบอลโลก

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive