TRUE TALK: เมื่อความแตกต่างกลายเป็นปัญหา นำมาสู่ 5 สุดยอดอริแห่งโลกลูกหนัง … by “Mr. BOSTON”

Oct 17, 2019

ความขัดแย้งบนโลกใบนี้อาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่ความขัดแย้งใหญ่ ๆ ของหลายปัญหา อาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องที่ใกล้เคียงกันอย่าง ชนชั้นทางสังคม, การเมืองการปกครอง, เศรษฐกิจ รวมไปถึงเรื่องคลาสสิกอย่าง เชื้อชาติ และ ศาสนา

แน่นอน ฟุตบอล ในฐานะกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็อาจจะหนีความขัดแย้งจากเรื่องเหล่านี้ไม่พ้นเช่นกัน และ สิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนสโมสรฟุตบอลต่าง จากคู่แข่ง กลายมาเป็นคู่อริ และ คู่แค้น โดยไม่ได้เลือนไปตามกาลเวลาเหมือนปัญหาหลาย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

สิ่งที่เราทำได้ก็เพียง เข้าไปอ่าน หรือศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อที่จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และพยายามอย่าให้เหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุของความเกลียดชังเกิดขึ้นอีกเท่านั้น

ซึ่งนี่คือเรื่องราวจากปมปัญหา 5 รูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวของความเกลียดชัง ที่นำมาสู่คู่อริที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลทั้ง 5 คู่

“แดงเดือด” ความเจริญที่ไม่เท่าเทียม สู่คู่อริ ที่ยากจะหาคู่ไหนเทียมเท่า

ต่อให้ไม่ดูฟุตบอล ก็ต้องเคยได้ยินชื่อ “ศึกวันแดงเดือด” หรือ “ศึกแดงเดือด” กันมาบ้าง เพราะนี่คือการเจอกันของสองทีมที่มีแฟนบอลมากที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อันที่จริงแล้ว ชื่อที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการของการพบกันของ 2 ทีมนี้คือ “นอร์ธ เวสต์ ดาร์บี้” หรือ เกมดาร์บีแห่งภาคตะวันตกเฉลียงเหนือ (ของประเทศอังกฤษ) ส่วนวันแดงเดือด หรือ เรด วอร์ ดูจะเป็นชื่อเล่นเสียมากกว่า แต่มันเป็นชื่อที่จำง่าย ทำให้คนมักจะจำกันในชื่อนี้

ก่อนจะมาเป็นเกมการเจอกันที่มันส์หยุดโลกแบบทุกวันนี้ ทั้งคู่ก็ต่างมีเรื่องราวความขัดแย้ง ไม่ต่างจากคู่อื่น ๆ ที่เล่ากันมาในบทความนี้ หากแต่ สเกลความขัดแย้งของคู่นี้ ดูจะใหญ่กว่าสามคู่ข้างต้นที่กล่าวมา เพราะนี้มันเป็นความขัดแย้งระดับเมืองเลยทีเดียว

เรื่องราวคราวนี้มันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเป็นอยู่ ที่สร้างคู่อริคู่นี้ขึ้นมา เพราะแรกเริ่มเดิมที ชาวแมนคูเรียน กับ ชาวสเกาต์เซอร์ อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยแต่ละฝ่าย ต่างมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อันได้แก่ เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นผู้ทำหน้าที่ผลิตสินค้า และ เมืองลิเวอร์พูล ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางนำไปขายต่อเนื่องจากพวกเขาเป็นเมืองท่า

แต่วันดีคืนดี เมืองแมนเชสเตอร์ ก็คิดว่า ถ้าพวกเขาเป็นคนขายสินค้าเสียเองโดยไม่พึ่งพ่อค้าคนกลางอย่างเมืองลิเวอร์พูล กำไรที่จะได้ก็คงมากขึ้นพอที่จะทำให้ชาวเมืองล่ำซำได้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจขุดคลองแมนเชสเตอร์ ความยาว 58 กิโลเมตรเชื่อมกับทะเลโดยตรง เพื่อให้เรือสินค้าสามารถเข้ามาซื้อของได้ที่พวกเขาโดยไม่ต้องใช้พ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

การเกิดขึ้นของคลองที่ยาวที่สุดในยุโรปสายนี้ ทำให้ชาวเมืองแมนเชสเตอร์ ร่ำรวยอย่างที่คาด แต่มันก็ทำให้เมืองลิเวอร์พูล ซบเซา และ ตกต่ำลงเรื่อย ๆ

ถึงแม้ในช่วงก่อตั้งทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล และ นิวตัน ฮีธ (ที่จะกลายมาเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ในอนาคต) ทั้ง 2 ทีม จะยังถ้อยทีถ้อยอาศัย และไม่ได้เป็นอริกัน แต่เมื่อวัน เวลาผ่านไป การได้เห็นทีมบ้านใกล้เรือนเคียงได้ดีเกินหน้าเกินตา จากความยินดี ก็กลายเป็นความอิจฉา บวกกับความขัดแย้งเก่า ๆ ในแง่เศรษกิจและสังคม ทำให้ทั้งสองทีมสั่งสมความเกลียดชังต่อกันมากขึ้นเรื่อย

จนถึงทุกวันนี้ คงเปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นอริของทั้งคู่ได้เบ่งบ้านและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ข้อดีของตวามขัดแย้งครั้งนี้ คือการที่เราได้ดูการฟาดฟันกันในสนามที่ยอดเยี่ยมเสมอเมื่อทั้งสองทีลงมาเจอกันนั่นเอง

ดูบอลสด ศึกแดงเดือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล ได้ฟรีทางช่อง ไอดี สเตชั่น ง่ายๆเพียงแค่ล็อคอิน หรือ ดูวิธีสมัครสมาชิกทรูไอดีได้ที่นี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>> โปรแกรมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก 19-22 ต.ค. พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด ผ่าน TrueID

>> ผีสะดุ้งเฮือก! เด เคอา เจ็บจากเกมทีมชาติส่อพลาดเกมแดงเดือด

>> คนสร้างตำนาน! พรีเมียร์ลีก เลือก แอตคินสัน เป่า “แดงเดือด” สัปดาห์นี้

“ซูเปอร์ กลาสิโก” จุดแตกหักของชนชั้นที่ห่างเหิน

 

ย้อนกลับไปราวหนึ่งศตวรรษ ในย่านอู่ต่อเรือแห่งกรุงบัวโนส ไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา มีสองสโมสรฟุตบอลที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานตั้งอยู่ ทีมที่ก่อตั้งมาก่อนเล็กน้อย มีชื่อว่า ริเวอร์เพลท และอีกราวสี่ปี ก็มีอีกสโมสรก่อตั้งขึ้นมาทางตอนใต้ของสโมสรแรก โดยทีมนี้ใช้ชื่อว่า โบคา จูเนียร์ส

ริเวอร์เพลท ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ซึ่งเป็นย่านของคนที่มีฐานะดี มีบ้านเรือนใหญ่โต ซึ่งแน่นอน ทีมแห่งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากคนเหล่านี้

ขณะที่ โบคา จูเนียร์ส ตั้งอยู่ในย่านคนจนที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ห่างออกไปจากสนามมากนัก ก็เป็นย่านสลัม และคนเหล่านี้ก็กลายเป็นกำลังสำคัญของการสนับสนุนทีมทีมนี้

เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันท์ใด สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ก็อยู่ร่วมเมืองเดียวกันไม่ได้ฉันท์นั้น ทั้งสองสโมสรเขม่นกันมาตั้งแต่แรกที่ทั้งสองทีมพบกัน แต่เหนือไปกว่านั้น นี่เป็นเสมือนสงครามตัวแทนกลาย ๆ เป็นการต่อสู่เชิงสัญลักษณ์ระหว่างคนที่มีฐานะ และชนชั้นรากหญ้า ซึ่งมีทีมฟุตบอลเป็นตัวแทนของพวกเขา

หลายครั้ง ทั้งช่วง ก่อน-ระหว่าง-หรือหลังเกมเกมนี้ มีการปะทะกันของแฟนบอลทั้งสองทีมเกิดขึ้น บางครั้งก็มีการกระทบกระทั่ง จนกลายเป็นการจลาจลย่อม ๆ การเผาทำลาย หรือการยกพวกตีกัน กลายเป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยครั้งในช่วงหลังยุคศตวรรษ 20 เป็นต้นมา

แฟนบอลทั้งสองทีม ขัดแย้งกันทั้งใน และนอกสนามจนเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อเล่นที่เป็นเหมือนการเหยียดหยามแทนชื่อทีม โดย แฟนริเวอร์เพลท เรียกพวกโบคา ว่า ไอ้หมูน้อย หรือ “Los Chanchitos” หรือ พวกกินปุ๋ย “Bosteros” เนื่องจากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ส่วนโบคา จะเรียกแฟนบอลริเวอร์เพลท ว่า ไอ้ไก่อ่อน หรือ “Gallinas” เพราะแพ้ถ้วยนี้ให้กับ เพนารอล 2-4 เมื่อปี 1966

และความขัดแย้งของพวกเขาก็ไม่มีท่าที่จะเปลี่ยนไปเลย แม้ปัจจุบันสภาพสังคมของกรุงบัวโนส ไอเรส จะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม

 

“ดาร์บี้ เดลลา มาดอนนินา” เมื่อเชื้อชาติ สร้างศัตรูตลอดกาลขึ้นมา

พระแม่มารี พระมารดาของพระเยซูคริสต์ พระบุตรผู้ไถ่บาป คือสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองมิลาน เพราะมีรูปปั้นของพระนางตั้งอยู่ที่ยอดวิหารแห่งดูโอโม (เรียกว่า มาดอนนินา) ดังนั้น ดาร์บีแมตช์แห่งเมืองมิลาน จึงถูกเรียกว่า ดาร์บี เดลลา มาดอนนินา ไปโดยปริยาย

แม้ปัจจุบัน ดาร์บี เดลลา มาดอนนินา อาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่เกมเกมนี้ ก็ถือเป็นการเจอกันของสองคู่ปรับร่วมเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแมตช์หนึ่งในโลกฟุตบอลอย่างปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี

ย้อนกลับไปในปี 1899 อัลเฟร็ด เอ็ดเวิร์ดส์ อดีตรองกงสุลอังกฤษประจำเมืองมิลาน กับ เฮอร์เบิร์ต คิลปิน นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ร่วมกันต่อตั้งสโมสร มิลาน ฟุตบอล แอนด์ คริเก็ต คลับ ขึ้น โดยที่ เอ็ดเวิร์ดส์ นั่งตำแหน่งประธานสโมสร ขณะที่ คิลปิน เป็นผู้เล่นในทีม

พวกเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมหลังก่อตั้งทีม ด้วยการคว้าแชมป์อิตาลี 3สมัยในปี 1901, 1906 และ 1907

แต่ภายใต้ความสำเร็จ พวกเขาต้องประสบกับปัญหาสำคัญบางอย่าง นั่นคือ การที่บรรดาเหล่านักเตะต่างชาติหลาย ๆ คน ถูกเลือกปฏิบัติ และไม้ได้รับโอกาสเท่าที่ควร

โดยเฉพาะกับการที่ทีมเลือกปฏิบัติต่อนักเตะอังกฤษ และ อิตาลี ดีเป็นพิเศษ ทำให้ท้ายที่สุด เหล่านักเตะต่างชาติเหล่านั้นทนไม่ได้ และแยกออกไปตั้งทีมใหม่ ที่มีชื่อว่า อินเตอร์นาซิอองนาเล่ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันนาม อินเตอร์ มิลาน

คำว่า อินเตอร์นาซิอองนาเล่ นั้น มีที่มาว่านอกจากพวกเขาจะเป็นนักเตะต่างชาติแล้ว นโยบายของทีมพวกเขาก็เปิดรับนักเตะที่เป็นแข้งต่างชาติมากกว่า เจนัว, ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน ที่เป็นทีมใหญ่ในขณะนั้นด้วย

นับแต่นั้นมา เมืองมิลานก็แตกเป็นสอง และทั้งสองทีมต้องฟาดฟันกันมาจนถึงปัจจุบัน

เพราะความแตกต่างของเชื้อชาตินี่เอง ทำให้ทีมที่มาก่อนอย่างเอซี มิลาน ต้องรับมือกับศัตรูที่พวกเขาสร้างมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว

 

“โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี” ปมขัดแย้งทางศาสนาเป็นที่มาของศึกเดือด

 

ความขัดแย้งระหว่าง 2 สโมสรแห่งเมือง กลาสโกว์ อาจจะเกิดมาจากสาเหตุหลายประการ แต่หนึ่งในนั้นมีหนึ่งในปัญหาที่ทำให้มนุษย์ฆ่าแกงกันมากที่สุดเป็นประเด็นอยู่ด้วย นั่นคือเรื่องของ ศาสนา

แรกเริ่มเดิมที กลาสโกว์ เซลติก ถูกก่อตั้งด้วยน้ำพักน้ำแรงของชาวไอริช ชนชาติที่ได้ขึ้นชื่อว่า นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โรมัน คาทอลิก ที่เข้มข้นที่สุดในโลก ขณะที่ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส เป็นเสมือนความภาคภูมิใจของคนสก็อตแลนด์ ซึ่งด้วยความเป็นคนในสหราชอาณาจักรนี่เองทำให้พวกเขานับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โปรแตสแทนส์ เฉกเช่นเดียวกับคนบริเทนที่เหลือ

การนับถือศาสนาคนละนิกาย สร้างความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 สโมสรได้มากกว่าแค่ในโลกของฟุตบอล เพราะมันทำให้แฟนบอล พลอยไม่ถูกกันไปด้วย ซึ่งความแตกต่างทางศาสนานี่เอง ที่ทำให้สถานการณ์ของคนในเมืองนี้ พร้อมจะมีปัญหากันตลอดเวลา

ว่ากันว่าในยุคก่อตั้งทีม เมืองกลาสโกว์แห่งนี้ก็กลายเป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปโดยปริยายเลยทีเดียว

ความขัดแย้งดังกล่าว ลามมาถึงสนามฟุตบอล และทำให้ เรนเจอร์ส มีแนวคิดแบบสุดโต่งด้วยการประกาศกร้าวว่าจะไม่เช็นสัญญากับนักเตะที่เป็นคาทอลิก มาร่วมทีมเลยทีเดียว

ความขัดแย้งทางศาสนา และ ความไม่ลงรอยของฟุตบอล ทำให้แฟนบอล 2 ทีมนี้ กระทบกระทั่งกันมากที่สุดแห่งหนึ่งทั้งในช่วงก่อน และ หลังจบเกม

แต่ปัจจุบัน ดีกรีความเดือดของ โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี้ ถูกลดทอนไปเยอะพอสมควร หลังจากที่มีการยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติของเรนเจอร์สในเรื่องการไม่ยอมรับนักเตะ คาทอลิก และทีมของชาวสก็อตต์ทีมนี้ก็ก็ต้องมาเจอวิบากกรรมซ้ำสอง หลังถูกปรับตกชั้นไปเล่นในดิวิชันสาม หลังมีการบริหารงานผิดพลาดจนทีมเป็นหนี้มหาศาล

แม้ในปัจจุบัน เรนเจอร์ส จะกลับขึ้นมาบนลีกสูงสุดได้อีกครั้ง แต่พวกเขายังไล่ตาม เซลติก ห่างอยู่พอสมควร ทว่าไม่ว่าจะไล่หลังไกลแค่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเกมโอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี แล้วล่ะก็ เมืองกลาสโกว์แห่งนี้ จะกลับไปเดือดเหมือนในอดีตทุกครั้งทีเดียว

 

“เอล กลาสิโก” การปกครองและความคลั่งชาติ สู่รอยบาดลึกที่ยากจะผสาน

 

ถ้าคิดว่าความขัดแย้งระหว่างเมืองเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เกม เอล กลาสิโก คือความขัดแย้งในสเกลที่มีขนาดใหญ่กว่าเกมแดงเดือดมากทีเดียว เพราะมันคือความขัดแย้งในระดับแคว้น ที่มีเรื่องของ การปกครอง และ เชื้อชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งฟุตบอลก็หนีไม่พ้นที่จะมีส่วนร่วมในฐานะ “เครื่องมือ” ที่ใช้กดขี่ฝ่ายตรงข้ามไปเสียงอย่างนั้น

ย้อนกลับไปในปี 1928 ที่ฟุตบอลลีกของสเปนก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฟุตบอลดูจะเข้าร่องเข้ารอยดี จนกระทั้งการขึ้นมาอยู่ในอำนาจของ นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก ผู้นำเผด็จการของสเปน ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1936

ก่อนการมาของ นายพล ฟลังโก แคว้น กาสตีญา กับ แคว้น กาตาลุนญา ของสเปน ก็ไม่ค่อยชอบหน้ากันอยู่แล้ว แต่เมื่อนายพลฟรังโก ขึ้นมาเรืองอำนาจ ทำให้เรื่องยิ่งบานปลายไปอีก เมื่อเขาเลือกจะถือหางแคว้น กาสติญา และมองว่า แคว้น กาตาลุนญา เป็นพลเมืองชั้นรอง ที่ไม่ใช่สเปนแท้

นายพล ฟรังโก้ เริ่มการปฏิรูปประเทศในแบบที่เขาอยากให้เป็น ด้วยการห้ามพูดภาษาถิ่น รวมไปถึงการห้ามใช้ธงประจำแคว้น หนักข้อเข้าถึงกับมีการลอบสังการโฆเซฟ ซูโบล ประธานสโมสรบาร์เซโลนา ในตอนนั้น และยังใช้อิทธิพลในการเล่นสกปรงเพื่อให้ เรอัล มาดริด ที่เป็นตัวแทนจากแคว้น กาสติญา เอาชนะ บาร์เซโลนา ที่เป็นตัวแทนของแคว้นกาตาลุนญา ด้วย

นอกจากนี้ นายพล ฟรังโก้ ยังส่งลูกน้องคนสนิทเข้ามาเป็นประธานสโมสร บาร์เซโลนา เพื่อหาทางควบคุมทีมให้อยู่หมัดที่สุด และใช้อำนาจอิทธิพลต่าง ๆ ในการควบคุมสมาคมฟุตบอลของสเปน และ กลั่นแกล้งทีมบาร์เซโลนาอีกหลายกระทง

แต่ต้องขอบคุณ บาร์เซโลนา และ ชาวแคว้นกาตาลุนญาที่ไม่ยอมแพ้ และต่อสู้หาทางแก้ปัญหา เพื่อพาทีมรอดวิกฤต และฟุตบอลก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู่ของชาวกาตาลุนญาคู่กับ สโมสร บาร์เซโลนา

เหตุการณ์ทั้งหมด สั่งสมให้ชาว กาตาลุนญา ไม่ชอบหน้าความเป็นสเปนขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากหมดยุคของนายพลฟรังโก ชาวกาตาลุนญา ก็รื้อฟื้นภาษากาตาลัน มาใช้เป็นภาษาประจำแคว้นกันอีกครั้ง และมีแนวโน้มอยากจะแยกเป็นเอกราชจากสเปนมาตลอด

ขณะที่ในเกม เอล กลาซิโก ทั้งนักแต่ และแฟนบอล ของ บาร์ซ่า ก็จะใส่เต็มที่เมื่อเจอกับ เรอัล มาดริด โดยที่ทางฝั่งทีมจากเมืองหลวง ก็ไม่ยอมเช่นกัน ทำให้เกมเกมนี้ มีความหมายอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มีการลงสนาม เพราะมันคือศักดิ์ศรีของชาวสเปน และ ศักดิ์ศรีของชาวกาตาลัน ที่เดิมพันไว้กับมันนั่งเอง

 

“Mr.BOSTON”

 

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS เวสต์แฮม พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

Feb 19, 2020

ซิตี้ vs เวสต์แฮม

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2019/20
วัน / เวลาแข่งขัน : คืนวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 02:30 น.
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสด True Premier Football HD 1

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันในคืนวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 02:30 น. ถ่ายทอดสดทาง True Premier Football HD 1 

ความพร้อมของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด VS แมนเชสเตอร์ ซิตี้(Photo by Matt McNulty – Manchester City/Manchester City FC via Getty Images)

กำหนดเดิมของเกมนี้จะต้องลงสนามตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ แต่ด้วสภาพอากาศขณะนั้น ซึ่งโดนพายุฝนเล่นงาน ทำให้โปรแกรมต้องเลื่อนมาลงสนามในคืนนี้แทน

ความพร้อมของทีมเรือใบสีฟ้าจะไม่มี โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้  ซึ่งติดโทษแบน หลังจากโดนไล่ออกในเกมนัดที่แล้ว ซึ่งพ่ายต่อสเปอร์ส 0-2 ทำให้ แบงฌาแม็ง เมนดี้ จะได้ลงประจำการแทนในตำแหน่งแบ็กซ้าย

ส่วนแดนหน้าจะหมดสิทธิใช้งาน ราฮีม สเตอร์ลิง ซึ่งมีอาการบาดเจ็บแฮมสตริง แต่กุนซือเปป กวาร์ดิโอล่า มีแนวรุกให้เลือกใช้งานแทนทั้ง ริยาด มาห์เรซ, แบร์นาโด ซิลวา หรือกาเบรียล เฮซุส

 

ความพร้อมของ เวสต์แฮม 

(Photo by Julian Finney/Getty Images)

เวสต์แฮมของกุนซือ เดวิด มอยส์ เรียกได้ว่า “วิกฤติ” หลังจากเก็บได้เพียง 2 คะแนนจาก 5 นัดหลังสุด ทำให้พวกเขาหล่นมาอยู่ในโซนตกชั้นเรียบร้อยแล้ว โดยรั้งอันดับ 18 ของตาราง มีอยู่ 24 แต้มจาก 25 นัด

 

เกมนี้ แจ็ค วิลเชียร์, อังเดร ยาโมเลนโก้ เป็นสองแข้งเดี้ยงที่หมดสิทธิลงสนามช่วยทีม และต้องเช็กอาการ ฟิลิเป้ อันแดร์สัน อีกหนึ่งคน ส่วนนักเตะขุมกำลังที่เหลือพร้อมลงสนามทั้งหมด นำโดย เซบาสเตียน อัลแลร์ กองหน้าตัวความหวัง พร้อมด้วยแผงมิดฟิลด์อย่าง ดีแคลน ไรซ์, มาร์ค โนเบิ้ล และ โทมัส ซูเซ็ค

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์กเกอร์, แฟร์นานดินโญ่, อายเมอริค ลาปอร์กต์, แบงฌาแม็ง เมนดี้ – ดาบิด ซิลบา, โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์ – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เฮซุส, เซร์คิโอ อเกวโร

เวสต์แฮม : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – ไรอัน เฟเดอริค, อิสซ่า ดิย็อป, แองเจโล อ็อกบอนน่า, ไรอัส เครสเวลล์ – ดีแคลน ไรซ์ -โรเบิร์ต สน็อดกราส, โทมัส ซูเซ็ค, มาร์ค โนเบิ้ล, มิคาอิล อันโตนิโอ – เซบาสเตียน อัลแลร์

บทวิเคราะห์

สถานการณ์ก่อนลงสนาม แมนฯ ซิตี้ตามหลัง “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูลถึง 25 คะแนน แถมยังมีข่าวโดนยูฟ่าแบนจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นานถึง 2 ปี มาบั่นทอนกำลังใจแข้งเรือใบสีฟ้าอีก

อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพของทีม ฟอร์มการเล่น และการได้เป็นเจ้าถิ่น ทำให้แมนฯ ซิตี้ เหนือกว่าค่อนข้างมาก ยิ่งตอนนี้ผลงานของเวสต์แฮมมีแต่สาละวันเตี้ยลง ซึ่งดูแล้วแทบจะไม่มีทีเด็ดอะไรที่จะมาโค่นเจ้าถิ่นได้เลย สุดท้ายคงเป็นแมนฯ ซิตี้ที่เปิดบ้านปูพรมถล่มแหลกและเก็บ 3 คะแนนไปได้ในนัดนี้

สกอร์ที่คาด

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 เวสต์แฮม 

 


ดูบอลสดพรีเมียร์ลีก ได้ฟรีทางช่อง ไอดี สเตชั่น ง่ายๆเพียงแค่ล็อคอิน หรือ ดูวิธีสมัครสมาชิกทรูไอดีได้ที่นี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>>“ผมอยากย้ายไปยูไนเต็ด ผมไม่สนว่าจะต้องลดค่าเหนื่อยลงเท่าไร” โอเดียน อิกาโล่

>>ของใหม่เสียเปรียบ! สโมสร พรีเมียร์ลีก โหวตให้กลับไปใช้เวลาเปิด-ปิดตลาดนักเตะตามเดิม

– ดูบอลสดฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่

 

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : เอฟเวอร์ตัน พบ คริสตัล พาเลซ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

Feb 8, 2020

เอฟเวอร์ตัน พบ คริสตัล พาเลซ

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2019/2020
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 19.30 น.
สนาม : กูดิสัน ปาร์ค
ถ่ายทอดสด : True Premier Football HD 1

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมัน และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกัน วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 19.30 น. ถ่ายทอดสดทาง  True Premier Football HD 1

ความพร้อมของเอฟเวอร์ตัน

ธีโอ วัลคอตต์ เอฟเวอร์ตัน(Photo by Tony McArdle/Everton FC via Getty Images)

นัดที่แล้ว เอฟเวอร์ตันเก็บชัยชนะได้แบบเหลือเชื่อ โดยบุกไปชนะวัตฟอร์ด 3-2 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อน 2 ลูก แถมยังต้องมาเหลือ 10 คนในช่วงประมาณ 20 นาทีสุดท้าย แต่ในที่สุด ธีโอ วัลคอตต์ ก็มายิงประตูชัยในช่วงทดเจ็บ พาทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินคว้า 3 แต้มกลับบ้านได้อย่างระทึกใจ

เกมนี้ กุนซือคาร์โล อันเชลอตติ จะหมดสิทธิใช้งาน อังเดร โกเมส ที่บาดเจ็บพักยาว และ ฟาเบียน เดลฟ์ กองกลางตัวรับ ซึ่งติดโทษแบนจากการโดนไล่ออกในเกมที่แล้ว โดยคาดว่า มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน จะได้ลงมาเล่นแทน

ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลง เยอร์รี่ มีนา ปักหลักเป็นเซนเตอร์คู่กับ เมสัน โฮลเกต ส่วนแดนหน้าใช้งาน โดมินิก คัลเวิร์ต เลวิน กับ ริชาร์ลิซอน พร้อมด้วย ธีโอ วัลคอตต์ กับ อเล็กซ์ อิโวบี้ ลากเลื้อยทางริมเส้น

ความพร้อมของคริสตัล พาเลซ

แมนฯ ซิตี้ - พาเลซ(Photo by Laurence Griffiths/Getty Images)

ฟอร์มช่วงหลังของคริสตัล พาเลซ ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยนับตั้งแต่เปลี่ยนปฏิทินมาเป็นปี 2020 พวกเขายังไม่ชนะใครเลยแม้แต่นัดเดียวในทุกรายการ ส่วนผลงานในลีก ทีมปราสาทเรือนแก้วชนะแค่ 1 จาก 10 นัดหลังสุด จนอันดับร่วงมาอยู่ที่ 14 มีแต้มเหนือโซนตกชั้น 6 คะแนน

ส่วนตัวผู้เล่นในเกมนี้จะไม่มี เซงค์ โตซุน กองหน้าทีมชาติตุรกี ซึ่งยืมตัวมาจากเอฟเวอร์ตัน และมามาดู ซาโก้ กับ เจฟฟรีย์ ชลุปป์ ที่ยังไม่หายเดี้ยง ทำให้กุนซือ รอย ฮอดจ์สัน ต้องใช้บริการตัวหลักที่เหลือ อาทิ แกรี่ เคฮิลล์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, วิลฟรีด ซาฮา และคริสติยอง เบนเตเก้ เช่นเดิม

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เอฟเวอร์ตัน : จอร์แดน พิคฟอร์ด, ฌิบริล ซิดิเบ้, เยอร์รี่ มีน่า, เมสัน โฮลเกต, ลูกาส์ ดีญ, ธีโอ วัลคอตต์, กิลฟี่ ซิกูร์ดสสัน, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, อเล็กซ์ อิโวบี้, โดมินิก คัลเวิร์ต เลวิน, ริชาร์ลิซอน

คริสตัล พาเลซ : บิเซนเต้ กวยต้า, โจเอล วอร์ด, เจมส์ ทอมกินส์, แกรี่ เคฮิลล์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์, อังเดร อายิว, ชีกู คูยาเต้, ลูก้า มิลิโวเยวิช, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, วิลฟรีด ซาฮา, คริสติยอง เบนเตเก้

บทวิเคราะห์

(Photo by Christopher Lee/Getty Images)

ถือเป็นการเจอกันระหว่างสองทีมที่ผลงานกำลังสวนทางกัน ฟอร์มของเอฟเวอร์ตันเหนียวแน่นขึ้นตามลำดับในยุคของคาร์โล อันเชลอตติ ขณะที่ คริสตัล พาเลซ ผลงานกำลังถอยหลัง ซึ่งถ้ายังไม่เร่งฟอร์มขึ้นมาโดยเร็ว อาจจะต้องลำบากดิ้นรนหนีตกชั้นในช่วงปลายฤดูกาล

นอกจากนี้ สถิติการเจอกันช่วงหลัง เอฟเวอร์ตันก็ข่มอยู่พอสมควร โดยครั้งสุดท้ายที่ทัพ “ทอฟฟี่เมน” พ่ายต่อพาเลซ ต้องย้อนไปถึงปี 2014 ยิ่งเกมนี้ลงเล่นในถิ่นกูดิสัน ปาร์ก ดูสถานการณ์แล้ว อันเชลอตติน่าจะพาลูกทีมเก็บ 3 คะแนนต่อหน้าสาวกเอฟเวอร์โตเนียนได้สำเร็ต

สกอร์ที่คาด

เอฟเวอร์ตัน 2-1 คริสตัล พาเลซ

111


ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>> เคลียร์คิวรอ! ตารางถ่ายทอดฟุตบอลสด พรีเมียร์ลีก2019/20 เดือนกุมภาพันธ์ ทุกคู่ ทุกสนาม

>> โหดเหมือนกัน!! จัดทีม 11 นักเตะดังค่าตัวฟรี หลังจบซีซั่นนี้

– ดูบอลสดฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่

 

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน VS วัตฟอร์ด พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

Feb 8, 2020

ไบรจ์ตัน vs วัตฟอร์ด

รายการ : พรีเมียร์ลีก 2019/20
วัน / เวลาแข่งขัน : คืนวันเสาร์ที่ 8 ต่อ วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 00:30 น.
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม
ถ่ายทอดสด True Premier Football HD 1 / ID Station

เรียกได้ว่าเป็นลีกฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก สุดมันส์ และเร้าใจแบบสุดๆ สมกับที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 ท่ามกลางการขับเคี่ยวของ 20 ทีมชั้นนำแห่งเกาะอังกฤษ ตลอด 38 แมตช์ที่อัดแน่นจุใจทั้งฤดูกาล มั่นใจได้เลยว่า พรีเมียร์ลีก ยังคงตอบโจทย์คอลูกหนังไม่เปลี่ยน

แน่นอน สำหรับแฟนบอลไทยที่ไม่อยากตกเทรนด์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ TrueID Sports จัดเต็มให้กับการอัพเดตทุกแง่มุมทั้งข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์ คลิปไฮไลท์ รวมถึงช่องทางติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบสดๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยความคมชัดระดับ HD และถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ sport.trueid.net/premierleague

เกมคู่นี้ลงแข่งขันกันในคืนวันเสาร์ที่ 8 ต่อ วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 00:30 น. ถ่ายทอดสดทาง True Premier Football HD 1 / ID Station

 

ความพร้อมของ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

(Photo by Chloe Knott – Danehouse/Getty Images)

 

“เจ้านกนางนวล” ไม่ชนะใครติดต่อกันมาต่อเนื่องยาวนานถึง 5 นัดติดต่อกันแล้ว โดยพวกเขามีเพียง 3 คะแนนจาก 15 คะแนนเต็มใน 5 นัด ดังกล่าว จากการเสมอ 3 นัด ซึ่งเกมนี้เป็นโอกาสดีที่พวกเขาอาจจะเก็บ 3 คะแนนเต็มได้เหมือนกัน

แกรห์ม พ็อตเตอร์ จะยังไม่มี โฮเซ เอซกีเอร์โด้ และ แดน เบิร์น เหมือนเดิม โดยทั้ง 2 คนยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ส่วน เชน ดัฟฟี่ กลับมาซ้อมระหว่างสัปดาห์ได้ แต่ไม่เต็ม 100% ต้องลุ้นว่าจะลงสนามได้หรือไม่

เกมนี้ พ็อตเตอร์ น่าจะส่ง เกล็น เมอร์เรย์ ที่เพิ่งต่อสัญญาลงเป็นกองหน้าตัวจริง และหวังว่าเขาจะทำประตูฉลองสัญญาใหม่ โดยใช้ทั้ง อารอน มอย, เลอันโดร ทรอสซาร์ และ ปาสคาล กรอส ทำเกมร่วมกัน

ความพร้อมของ วัตฟอร์ด

ไนเจล เพียร์สัน วัตฟอร์ด(Photo by Richard Heathcote/Getty Images)

 

แม้ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทีม “แตนอาละวาด” จะดูดีกว่าเจ้าบ้านอย่างชัดเจน จากการชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 เก็บได้ถึง 7 จาก 15 คะแนนเต็ม แต่ในความเป็นจริง 3 นัดหลังพวกเขาเก็บได้แค่ 1 คะแนน ซึ่งน้อยกว่า 3 นัดหลังสุดของไบรจ์ตัน ที่มี 2 คะแนนด้วย

เกมนี้ ไนเจล เพียร์สัน จะยังต้องปวดหัวกับการจัดตัวผู้เล่นต่อไป เมื่อ เคร็ก ดอว์สัน, ดาริล ยานมาท และ กิโก้ เฟมิเนีย ยังลงสนามไม่ได้ทั้ง 3 คน ส่วน นาเธเนียล ชาโลบาห์, ทอม เคลเวอรี่ และ อิสไมล่า ซาร์ ยังต้องลุ้นกันถึงนาทีสุดท้าย

เกมนี้ เกราร์ด เดวโลเฟว, โรแบร์โต เปเรย์ร่า และ แดนนี่ เวลเบ็ค น่าจะยังได้รับความไว้วางใจต่อไป โดยมี ทรอย ดีนี่ย์ ยืนในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าคอยล่าตาขายเหมือนเดิม

 

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน : แมตต์ ไรอัน – มาร์ติน มอนโตย่า, อดัม เว็บสเตอร์, ลูอิส ดังก์, แบร์นาร์โด้ – ดาวี่ พร็อพเปอร์, เดล สตีเฟ่นส์ – ปาสคาล กรอส, แอรอน มอย, เลอันโดร ทรอสซาร์ – เกล็น เมอร์เรย์

วัตฟอร์ด : เบน ฟอสเตอร์ – อาเดรียน มาริอัปปา, คริสเตียน กาบาเซเล่, เกร็ก แคธคาร์ท, อดัม มาซิน่า – อับดุลลาย ดูคูเร่, เอเตียน กาปู – แดนนี่ เวลเบ็ค, ริคาร์โด้ เปเรย์ร่า, เกราร์ด เดวโลเฟว – ทรอย ดีนีย์

บทวิเคราะห์

เกมนี้เป็นเกมที่คาดเดาสกอร์ค่อนข้างลำบาก แต่น่าจะเป็นเกมที่สนุก ถึงแม้ทั้งสองทีมจะไม่ใช่ทีมใหญ่ เพราะว่าทั้ง ไบรจ์ตัน และ วัตฟอร์ด ต่างต้องการชัยชนะหลังจากที่ไม่ชนะติดต่อกันมาหลายนัดเหมือนกัน เกมนี้อาจจะเดือด และ สนุกแบบที่เกินความคาดหมายก็ได้

แม้ไบรจ์ตัน จะเป็นต่อในเรื่องของการเป็นเจ้าบ้าน แต่ทีมเยือนก็มีทีเด็ดให้เห็นเหมือนกันนับตั้งแต่เป็น ไนเจล เพียร์สัน เข้ามาคุมทีม ดังนั้น เกมนี้อาจจะตัดสินกันแค่ประตูเดียวหรืออาจจะเสมอกันก็ไม่น่าแปลกใจ

ถึงตรงนี้คงต้องบอกว่า เลือกให้ใครชนะค่อนข้างยาก ดังนั้นขอมองไปที่ผลเสมอน่าจะแฟร์ที่สุดสำหรับทั้งสองทีม

 

สกอร์ที่คาด

ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-1 วัตฟอร์ด

 


ดูบอลสดพรีเมียร์ลีก ได้ฟรีทางช่อง ไอดี สเตชั่น ง่ายๆเพียงแค่ล็อคอิน หรือ ดูวิธีสมัครสมาชิกทรูไอดีได้ที่นี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>>“ผมอยากย้ายไปยูไนเต็ด ผมไม่สนว่าจะต้องลดค่าเหนื่อยลงเท่าไร” โอเดียน อิกาโล่

>>ของใหม่เสียเปรียบ! สโมสร พรีเมียร์ลีก โหวตให้กลับไปใช้เวลาเปิด-ปิดตลาดนักเตะตามเดิม

– ดูบอลสดฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่

ทัพหงส์แดงยังบลัด...อีกหนึ่งสัญญาณยึดครองโลกลูกหนังของลิเวอร์พูล

Feb 5, 2020

ในที่สุด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลก็เป็นฝ่ายตบเท้าเข้าสู่รอบ 5 ได้สำเร็จ หลังจากเปิดบ้านเชือด ชรูว์สบิวรี่  ทาวน์ 1-0 ในเกมเอฟเอคัพ รอบ 4 นัดรีเพลย์ เมื่อคืนวันอังคารที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

ลิเวอร์พูล

อย่างที่ทราบกันดีว่า เกมดังกล่าว ลิเวอร์พูลจัดบรรดาดาวรุ่งลงสนามยกชุด แม้กระทั่งกุนซือยังเป็นเฮดโค้ชจากชุดยู-23 เนื่องจากบรรดาแข้งซีเนียร์และกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ชะแว้บไปพักผ่อนในช่วงเบรกหนีหนาว

สุดท้ายแล้ว “หงส์แดงยังบลัด” ก็ไม่ทำให้เดอะค็อปต้องผิดหวัง โดยสามารถคว้าตั๋วเข้ารอบได้ชนิดที่บรรดารุ่นพี่ต้องปรบมือให้ และนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ากำลังจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับวงการลูกหนังบนโลกใบนี้!!

สถิติใหม่อีกแล้ว

ค่าเฉลี่ยอายุของผู้เล่นลิเวอร์พูลในเกมปราบชรูว์สบิวรี่ ถือว่าเด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 19 ปี 102 วัน ทำลายสถิติเดิมก่อนหน้านี้ 19 ปี 182 วันในเกมคาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมที่พ่ายแอสตัน วิลล่า 0-5 ขณะเดียวกัน เจ้าหนู เคอร์ติส โจนส์ ทำสถิติเป็นกัปตันทีมหงส์แดงอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน ด้วยวัย 19 กับอีก 5 วัน

เคอร์ติส โจนส์ ลิเวอร์พูลCurtis Jones  (Photo by Matthew Ashton – AMA/Getty Images)

ส่วนเบอร์เสื้อของผู้เล่นในเกมนี้มีตั้งแต่เบอร์ 46 ไปจนถึงเบอร์ 93 ซึ่งรายชื่อของผู้เล่นบางคน แฟนบอลเห็นแล้วยังต้องทำหน้าสงสัย พร้อมพึมพำๆว่า “ผู้ใด๋วะ” โดยในจำนวนนี้มีผู้เล่นตัวจริง 3 คนที่ได้ลงประเดิมสนามนัดแรกในชีวิตในแมทช์ทางการของลิเวอร์พูลชุดใหญ่ ได้แก่ อดัม ลูอิส, เจค เคน และ เลียม มิลลาร์

ขณะเดียวกัน ถึงแม้จะทราบอยู่แล้วว่า เกมนี้ลิเวอร์พูลเตรียมจัดเด็กลงสนามยกทีมแน่นอน แถมคู่แข่งก็ไม่ใช่ทีมระดับแม่เหล็ก อีกทั้งลงเตะช่วงกลางสัปดาห์อีกต่างหาก แต่ตั๋วเข้าชมเกมนี้ขายหมดเกลี้ยง แฟนบอลเกือบ 53,000 คนแห่เข้ามากันแน่นแอนฟิลด์ เพื่อให้กำลังใจแข้งหงส์วัยทีน เรียกได้ว่าทุกอย่างดูดีไปหมดจริงๆ สำหรับลิเวอร์พูลในยามนี้

สายเลือดใหม่พร้อมทดแทน

หากพิจารณาผลงานและความสำเร็จในช่วงหลัง หากจะบอกว่า “ลิเวอร์พูล” คือสุดยอดทีมลูกหนังของโลกในวินาทีนี้ก็คงไม่ผิดแปลกเท่าใดนัก หลังจากพวกเขาผงาดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และกำลังจะได้ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบนอนมา พร้อมกับสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน

คล็อปป์ ลิเวอร์พูล(Photo by Mike Hewitt – FIFA/FIFA via Getty Images)

ขณะเดียวกัน ขุนพลหงส์แดงชุดนี้ได้รับการคาดหมายว่าจะครองความยิ่งใหญ่ต่อไปอีกพอสมควร ด้วยขุมกำลังผู้เล่น ซึ่งอายุยังไม่มาก และหลายคนยังสามารถพัฒนาฝีเท้าขึ้นไปได้อีกไกล บวกกับการมีกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่วางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่ง

ยิ่งไปกว่านั้น การมี “สายเลือดใหม่” เป็นดาวรุ่งฝีเท้าดีเหล่านี้ ยิ่งทำให้เดอะค็อปอุ่นใจได้ว่า พวกเขามี “อะไหล่” ที่พร้อมก้าวขึ้นมาสานต่อความยิ่งใหญ่ หากว่าผู้เล่นตัวหลักฟอร์มย่ำแย่หรือย้ายทีมออกไป

ลิเวอร์พูล(Photo by John Powell/Liverpool FC via Getty Images)

การที่นักเตะอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์, คี จาน่า โฮเวอร์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และอีกหลายคนได้รับโอกาสจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ให้ขึ้นมาสัมผัสเกมกับทีมชุดใหญ่อยู่เป็นระยะ พลอยให้นึกไปถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่กล้าดันแก๊งเด็กระเบิดผีแดงขึ้นมายกชุด ไม่ว่าจะเป็น นิคกี้ บัตต์, พอล สโคลส์, เดวิด เบคแฮม, ไรอัน กิ๊กส์ และ สองพี่น้อง แกรี่ กับ ฟิล เนวิลล์ 

ซึ่งต่อมา ผู้เล่นเหล่านี้ก็กลายมาเป็นกำลังสำคัญให้ทัพ “ปีศาจแดง” อาละวาดกราดเกรี้ยวไปทั่วเมืองผู้ดี รวมไปถึงเวทีลูกหนังยุโรป

โอเคว่า…ดาวรุ่งหงส์แดงอาจจะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องเท่าใดนัก เพราะนาทีนี้ ผู้เล่นรุ่นพี่ต่างระเบิดฟอร์มกันได้อย่างร้อนแรงทุกตำแหน่ง ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะเบียดแข้งซีเนียร์ขึ้นไปเป็นตัวจริง

ลิเวอร์พูล(Photo by Andrew Powell/Liverpool FC via Getty Images)

แต่อย่างน้อย เหล่าลิเวอร์พูลจูเนียร์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอที่จะสามารถยกระดับฝีเท้า และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในถิ่นแอนฟิลด์ในอนาคต ตลอดจนสานต่อความแข็งแกร่งของผู้เล่นรุ่นพี่ในชุดปัจจุบันได้อย่างไร้รอยต่อทอเต็มผืนหลับเต็มตื่น โดยไม่ต้องใช้ชุดเครื่องนอนโตโต้…

และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โลกลูกหนังคงอยู่ภายใต้ร่มเงาจากการสยายปีกของทัพ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล อย่างต่อเนื่องแน่นอน !!

111


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> น้องมันมีของ!! “หงส์แดง” ใช้นักเตะชุดเด็กสุด ลงบู๊เอฟเอ คัพ

>>  แพงก็ต้องสู้!! ตั๋วในบ้าน “หงส์แดง” นัดสุดท้าย ราคาพุ่งเกิน 2 แสนบาทแล้ว

– ดูบอลสดฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่

ใครจะหยุดความร้อนแรงของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล...ว่าที่แชมป์ไร้พ่ายแห่งพรีเมียร์ลีก!!

Feb 4, 2020

ถึง ณ วินาทีนี้ คงไม่ต้องถามแล้วว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกหรือไม่ แต่ควรยิงคำถามว่าจะได้แชมป์แบบไหน ทำสถิติอะไร และจะไร้พ่ายหรือเปล่า มากกว่า

ลิเวอร์พูล

“22 แต้ม” คือจำนวนคะแนนที่ ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างอันดับสอง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนิดไม่เห็นฝุ่น PM 2.5 หลังจาก กุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ และชาวคณะ ยัดเยียดความปราชัยใส่มือให้คู่แข่งเป็นของขวัญกันถ้วนหน้า จากผลงานลงเตะ 25 นัด ชนะ 24 และเสมอ 1 นัด

ที่สำคัญคือ พลพรรค “เร้ดแมชชีน” ยังคงควบตะบึงคว้าชัยได้อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะยกเท้าออกจากคันเร่งเลย จนเริ่มมีคำถามแล้วว่าจะทีมไหนมาหยุดยั้งความร้อนแรงของพวกเขาลงได้!

ความปราชัยครั้งสุดท้าย

ความพ่ายแพ้นัดล่าสุดของลิเวอร์พูล คือเกมรอบ 8 ทีม ศึกคาราบาวคัพ ที่พ่ายต่อแอสตัน วิลล่า 0-5 เมื่อกลางเดือนธันวาคม แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เนื่องจากเกมดังกล่าว ทีมหงส์แดงจัดเด็กลงสนามทั้งทีม แม้กระทั่งเฮดโค้ชยังเป็นโค้ชจากชุดยู-23 เพราะคล็อปป์กับแข้งซีเนียร์ติดภารกิจไปล่าแชมป์สโมสรโลก

ลิเวอร์พูล วิลล่า คาราบาว คัพ

หากเป็นขุมกำลังแบบฟูลทีม ลิเวอร์พูลแพ้เกมสุดท้ายคือแมทช์ที่บุกไปแพ้ นาโปลี 0-2 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

แต่ถ้าดูเฉพาะเกมพรีเมียร์ลีก แมทช์สุดท้ายที่ “เดอะค็อป” ลิ้มรสความปราชัยคือการบุกไปพ่ายแมนฯ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2019 ซึ่งผ่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นการแพ้เกมลีกในบ้าน ย้อนไปนู่นนน…เลยจ้า เกมที่แพ้คริสตัล พาเลซ 1-2 ที่แอนฟิลด์ เมื่อเดือนเมษายน 2017

ลิเวอร์พูล คูตินโญ่(Photo by Andrew Powell/Liverpool FC via Getty Images)

แชมป์ไร้พ่าย…ไม่ง่าย แต่ก็เป็นไปได้สูง!

กวาดสายตาดูโปรแกรมพรีเมียร์ลีกนัดต่อๆไป มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ลิเวอร์พูลจะยังคงเดินหน้าฆ่ามัน ไล่เก็บชัยชนะได้ต่อเนื่องชนิดที่เดอะค็อปชินชาและชาชินกับการเก็บ 3 แต้ม ประหนึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนตื่นเช้าขึ้นมาต้องล้างหน้าแปรงฟันยังไงยังงั้น

คิวเตะพรีเมียร์ลีกหลังจากนี้ แข้งหงส์จะออกไปเยือนนอริช กลับมาเฝ้าบ้านเจอเวสต์แฮม ยกพลบุกวัตฟอร์ด เปิดรังเจอบอร์นมัธ ซึ่งดูแล้ว 12 แต้มจาก 4 เกมนี้คงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับพวกเขา

(Photo by Laurence Griffiths/Getty Images)

หลังจากนั้น ช่วงกลางเดือนมี.ค. ถึงต้นเดือนเม.ย. โปรแกรมอาจจะยากขึ้นมานิดหน่อย เมื่อต้องลงเล่นเกมดาร์บี้แมทช์ ออกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ตามด้วยเปิดบ้านเจอกับทีมจอมแสบอย่าง คริสตัล พาเลซ และบุกไปลุยกับ แมนฯ ซิตี้ ซึ่งถ้าจะมีช่วงสะดุดทำแต้มหล่น อาจจะเป็นช่วงจังหวะนี้ก็เป็นได้

หากผ่านช่วงนี้ไปก็เข้าสู่โหมดลุยกับคู่แข่งที่อาจจะกำลังลุ้นหนีตาย ได้แก่ แอสตัน วิลล่า,ไบรท์ตัน, เบิร์นลี่ย์ และเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่น พบกับ อาร์เซน่อล, เชลซี และนิวคาสเซิ่ล

(Photo by Matthew Ashton – AMA/Getty Images)

เมื่อพิจารณาฟอร์มของแข้งหงส์ในตอนนี้แล้ว เชื่อว่ามีโอกาสประมาณ 60-70% เลยทีเดียว ที่พวกเขาจะได้จารึกประวัติศาสตร์ว่าเป็น “แชมป์ไร้พ่าย”!!

แล้วใครจะสยบหงส์?

เมื่อเหล่าจิ๊กโก๋ในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าหืออือ เพราะตกเป็นลูกไล่ของทัพหงส์แดงไปหมดแล้ว บรรดากองแช่งจึงต้องฝากความหวังไว้กับ “นักเลงต่างถิ่น” ซึ่งมีอิทธิพลมากพอที่จะสามารถ “ดับซ่า” จอมห้าวจากแอนฟิลด์ลงได้

ลิเวอร์พูล นาโปลี(Photo by Francesco Pecoraro/Getty Images)

อย่างที่บอกไปข้างบนแล้วว่า “นาโปลี” คือแก๊งล่าสุดในเวทียุโรปที่สามารถกำราบลิเวอร์พูลได้สำเร็จ และคู่ต่อกรจากต่างแดนรายต่อไปที่เหล่าเร้ดแมชชีนจะต้องลงตะลุมบอนด้วยก็คือ ขาใหญ่จากแดนกระทิงดุ…“ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด

ลิเวอร์พูลโคจรมาปะทะแอต.มาดริด ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยจะเป็นฝ่ายออกไปเยือนก่อนในวันที่ 18 ก.พ. จากนั้นนัดที่สองจึงจะมากลับเล่นที่แอนฟิลด์ วันที่ 11 มี.ค.

คล็อปป์ ซิเมโอเน่(Photo by Andrew Powell/Liverpool FC via Getty Images)

แน่นอนว่าคงไม่ใช่งานง่าย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่ลิเวอร์พูลจะ“ถลกหนังหมี” เพราะฟอร์มของแอต.มาดริดในซีซั่นนี้ดร็อปลงไปพอสมควร โดยล่าสุดลูกทีมของกุนซือดีเอโก้ ซิเมโอเน่ รั้งอันดับ 6 ลาลีกา ตามหลังจ่าฝูง เรอัล มาดริด อยู่ถึง 13 คะแนน

และหากดูฟอร์มในตอนนี้ เชื่อว่าแอต.มาดริดไม่น่าจะต้านทาน “สิบล้อเบรกแตก” อย่างลิเวอร์พูลได้ ดังนั้นหมู่มวลแฟนบอลทั่วโลกจึงต้องฝากความหวังไว้กับบรรดาขาใหญ่ระดับ “เฮฟวี่เวท” ที่เหลืออย่าง บาร์เซโลน่า เรอัล มาดริด บาเยิร์น มิวนิค หรือยูเวนตุส ซึ่งมีโอกาสเป็นคู่แข่งด่านต่อไป และน่าจะมีศักยภาพมากพอที่จะกระชากขาหงส์แดงลงมา ไม่ให้บินสูงไปมากกว่านี้

ลิเวอร์พูล รถแห่ ฉลองแชมป์(Photo by Nigel Roddis/Getty Images)

ขืนถ้าปล่อยให้พี่ๆหงส์แดงเขาสยายปีกไต่ระดับครองโลกไปเรื่อยๆ บอกเลยว่ามวลมหาประชาสาวกทีมอื่นๆ อยู่กันไม่เป็นสุขแน่นอน อิอิอิ

111


ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>> ในรอบ 131 ปี!! “หงส์แดง” สร้างสถิติใหม่ทำแต้มทิ้งห่างคู่แข่งมากที่สุด

>> ยกธงขาว!! กวาร์ดิโอล่า ยอมรับ “เรือใบ” ไม่มีทางไล่ตาม “หงส์แดง” ทัน

– ดูฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่