เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ไทย ถล่ม อินโดนีเซีย 4 – 0 นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะก้าวไปคว้าแชมป์สดใสอย่างมากในในนัดที่สอง สร้างความสุขให้กับแฟนบอลชาวไทยที่งประเทศส่งท้ายปี 2564 ได้ดีอะไรเช่นนี้ ต้องยอมรับกับการทำทีมของ มาโน โพลกิง ที่ทำผลงานได้แบบไม่มีที่ติไม่ว่าจะใช้ผู้เล่นชุดไหน แต่ด้วยรูปแบบการเล่นที่เป็นระบบหาจุดอ่อนคู่แข่งในแต่ละเกมให้เป็นประโยชน์ซึ่งก็นำมาซึ่งชัยชนะได้ในที่สุด เกมนี้ก็เช่นเดียวกันแก้ปัญหาจากเกมที่แล้วได้อย่างถูกจุดสกัดเกมบุกของ อินโดนีเซีย ได้อยู่หมัด 1. จุดแรกคือจากปัญหาที่แบ๊คสองข้างที่เติมเกมบุกแล้วเปิดช่องว่างให้สวนกลับซึ่ง คิม แทยอง ก็คงมองเห็นเช่นกัน แต่เกมนี้ มาโน โพลกิง ก็ไม่ได้ห้ามเติมเกมรุก แต่เมื่อเติมขึ้นไปแล้วก็มีตัวประครองจังหวะสวนกลับแล้วก็ทำได้ดี เพราะเมื่อ ฟิลลิปล์ โรลเลอร์ เติมเกมรุกทางริมเส้น จะเห็นว่า เอเลียต ดอเลาะ จะเข้ามาโคฟเวอร์จังหวะสวนกลับ ซึ่งเป็นการป้องกัน อีกทั้งยังมี วีระทพ ฟ้อมพันธ์ มาคอยประครองหากเติมไม่สุดทางสามารถฝากบอกเข้ามาแดนกลางได้ ซึ่งเกมนี้แก้ได้ถูกจุดและกดเกมสวนกลับจาก อีร์ฟาน จายา นักเตะที่มีความเร็วและตัวความหวังได้อย่างอยู่หมัด 2. จุดที่สองคือเรื่องของการครองบอลเมื่อโดนบีบเร็ว แม้ว่าเกมนี้ อินโดนีเซียจะไม่ได้บีบเพรสเข้าใส่แบบเต็มสูบเหมือนกับเกมที่เจอกับเวียดนาม แต่จากความผิดพลาดในการออกบอลและครองบอลนั้นได้ถูกแก้ไขในเกมนี้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจังหวะการครองบอลที่เน้นเรื่องของความแน่นอน ในแดนกลาง รวมถึงจังหวะที่กล้าเลี้ยงฝ่าแนวรับ แล้วมีผู้เล่นคอยประคองบอลจังหวะต่อไป ทำให้เกมรุกมีความหลากหลายและมาจากทุกทิศทาง จากนักเตะทุกคน ซึ่งต้องยอมรับการแก้ปัญหาของ มาโน โพลกิง ที่ทำให้เรื่องการรับส่งบอลเกมนี้เนียนตามดีเหลือเกิน 3. สุดท้ายคือคือการจังหวะจบที่หลากหลาย จะเห็นว่าก่อนหน้านี้การเข้าทำของทีมชาติไทยนั้นจะเน้นริมเส้นเป็นหลัก ซึ่งก็ได้ผลอย่างที่เห็นกัน แต่สำหรับเกมนี้ ไม่ใช่แค่พึ่งแต่จังหวะเข้าทำที่มาจากริมเส้นเท่านั้น การจ่ายบอลทะลุแผงหลังแล้วใช้ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะ ก็พิสูจน์แล้วว่าก็สามารถทำได้เหมือนกัน และก็ออกมาดีด้วย จนทำให้แผงหลังเกิดอาการสับสนลนลานไม่รู้จะประกบใครดีเพราะ นักเตะแต่ละคนพร้อมที่จะทะลวงไปทำประตูได้แทบทั้งสิ้น แม้ว่าเกมนี้จะเป็นการชนะที่ถล่มทลายและโอกาสก้าวไปคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2020 จะมีสูงก็ตาม แต่ก็อย่าประมาทเพราะงานยังไม่จบ ยังเหลืออีกหนึ่งเกมที่จะต้องสู้กันต่อไปในวันที่ 1 มกราคม 2565 เวลา 19.30 น. ซึ่งแฟนบอลชาวไทยจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ที่จะเตรียมฉลองแชมป์รายการแรกของทีมชาติไทย ในปีพุทธศักราชใหม่ เป็นของขวัญดีๆ ที่แฟนบอลทั้งประเทศอยากจะร่วมเปิดกล่องของขวัญและฉลองปีใหม่ไปด้วยกันทั้งประเทศข่าวที่เกี่ยวข้องโจทย์ต้องปรับ เกมรับต้องแก้ ของ "ทีมชาติไทย" ภาตใต้กุมมือ "มาโน โพลกิง "3 จุดเปลี่ยน "ทีมชาติไทย" จากไร้ทรง สู่เส้นทางคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เครดิตภาพปก twitter.com/Changsuek_TH :: ภาพปกเครดิตภาพประกอบ twitter.com/Changsuek_TH :: ภาพที่1 , ภาพที่ 2 , ภาพที่ 3 , ภาพที่ 4ส่องนักบอลตัวเต็ง ดูสดระเบิดแมทช์สุดมันส์บน App TrueID โหลดฟรี !