Sports Profile : ประวัติ "โค้ชอู๊ด" สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ผู้ปลุกการท่าเรือขึ้นมาผงาดอีกครั้ง

Sports Profile : ประวัติ "โค้ชอู๊ด" สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ผู้ปลุกการท่าเรือขึ้นมาผงาดอีกครั้ง
KiTTiSaK
15 ธ.ค. 63
1.8K

รู้จักประวัติ "โค้ชอู๊ด" สระราวุฒิ ตรีพันธ์ อดีตแข้งทีมชาติไทยฮีโร่เหรียญทองซีเกมส์ 2001 ผู้เป็นกุนซือที่เข้ามาทำให้ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ เอฟซี กลับมาระเบิดฟอร์มร้อนแรงได้อย่างเหลือเชื่อ


ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : สระราวุฒิ ตรีพันธ์

ชื่อเล่น : อู๊ด

เกิด : 15 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ที่ จ.นครศรีธรรมราช 

อายุ : 41 ปี

ตำแหน่ง : แบ็กขวา

ส่วนสูง : 170 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

“อู๊ด” สระราวุฒิ ตรีพันธ์ เป็นชาวจ.นครศรีธรรมราช ผ่านการศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย และโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ก่อนจะเข้ามาคัดเลือกและได้เป็นนักเรียนทุนฟุตบอลมาศึกษาต่อที่กับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ตั้งแต่ชั้นม.2

สระราวุฒิ เล่นให้กับรั้ว “ชงโคม่วงทอง” กรุงเทพคริสเตียน ในรุ่นราวคราวเดียวกับ อนุชา มั่นเจริญ, สุธี สุขสมกิจ, สุรพงษ์ คงเทพ, ธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น, วัชรพงศ์ กล้าหาญ โดยสามารถพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาตามลำดับจนได้ลงเล่นฟุตบอลจตุรมิตรครั้งแรกตั้งแต่อายุ 16 และมาได้เป็นกัปตันทีมตอนอายุ 18 ปี นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์ฟุตบอลขาสั้นมากมายหลายรายการ จนกระทั่งได้ทุนมาศึกษาต่อในโควตานักกีฬาช้างเผือก ที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ : Facebook : ฟุตบอลไทยในอดีต By Tommy Bar


ระหว่างนั้น สระราวุฒิ ลงเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอลกรุงเทพคริสเตียน และเป็นกำลังสำคัญของทีม ไต่เต้ามาตั้งแต่ถ้วย ง. ค่อยๆเลื่อนชั้นมาจนถึงลีกสูงสุดอย่าง “ไทยแลนด์ลีก” ได้สำเร็จ

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ “เจ้าอู๊ด” ได้เข้าสู่สโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในดิวิชั่น 1 และช่วยให้ทีมขึ้นชั้นสู่ไทยลีก แต่หลังจากนั้น เจ้าตัวหันไปทำธุรกิจร้านอาหาร บวกกับการใช้ชีวิตที่เริ่มปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงมากขึ้น ทำให้เส้นทางลูกหนังไปไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น และไม่ประสบมากนักในอาชีพการค้าแข้ง โดยแบ็กขวาเลือดปักษ์ใต้รายนี้อำลาสนามด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น ซึ่งสโมสรสุดท้ายของเขาก็คือ สโมสร จุฬา-สินธนา

 


อย่างไรก็ตาม สระราวุฒิ มีผลงานที่แฟนบอลทั้งประเทศจำได้ดีในนามทีมชาติ นั่นคือการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2001 ด้วยการปราบ “เจ้าภาพ” มาเลเซีย 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ ท่ามกลางแฟนบอลกว่า 7 หมื่นคนที่สนามชาร์ อลัม สเตเดี้ยม

แมตช์นั้น “เจ้าอู๊ด” สวมบทฮีโร่ยิงประตูชัยจากจังหวะที่เติมเกมขึ้นไปทางกราบขวา ก่อนครอสบอลเข้ากอย่างสะใจ ซึ่งเจ้าตัวถลกเสื้อแข่งขึ้นมา โชว์ให้เห็นเสื้อยืดสกรีนลายธงชาติไทย ซึ่งเป็นภาพที่แฟนบอลยังคงจำติดตามาจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นทัวร์นาเมนต์ต่อมา สระราวุฒิ ได้เป็นหนึ่งใน 20 ขุนพลทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ วิธ ชุดคว้าอันดับ 4 ศึกเอเชียนเกมส์ 2002 ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ อีกด้วย

เส้นทางการเป็นโค้ช

หลังจากอำลาสังเวียนแข้ง สระราวุฒิผันตัวเข้าสู่บทบาทการเป็นโค้ชลูกหนัง โดยเริ่มจากการเป็นสตาฟฟ์ทีมอคาเดมี่ โคร์เวอร์ โค้ชชิ่ง ของเมืองทอง ยูไนเต็ด จนต่อมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นผอ.อคาเดมี่ และเป็นสตาฟฟ์โค้ชของทีมกิเลนผยองในยุคของ "โค้ชแต๊ก" อรรถพล บุษปาคม และเรเน่ เดอ ซาเยียร์ 

หลังจากเริ่มสั่งสมฝีมือและประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ โค้ชอู๊ดยกระดับขึ้นมาเป็นกุนซือกับหลายสโมสร อาทิ นนทบุรี เอฟซี, ศุลกากร ยูไนเต็ด, ธนบุรี เอฟซี, บางกอก เอฟซี, สีหมอก เอฟซี พร้อมกับเรียนรู้และพัฒนาศาสตร์ลูกหนังของตัวเอง จนผ่านหลักผู้ฝึกสอนระดับสูงสุดของประเทศไทย หรือ "โปร ไลเซนส์" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


กระทั่งกลางปี 2019 โค้ชอู๊ด ได้เป็นหนึ่งในทีมสตาฟฟ์ของ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ที่เข้ามาคุมการท่าเรือ เอฟซี ซึ่งโค้ชอู๊ดถือเป็นคนเบื้องหลังที่มีบทบาทสำคัญช่วยให้ทีมสิงห์เจ้าท่าผงาดคว้าแชมป์ช้าง เอฟ เอ คัพ 2019 มาครองได้สำเร็จ

แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า หลังจากนั้น โค้ชโชค มีปัญหาการทำงานกับประธานสโมสร “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ จนต้องแยกทางกันเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งทำให้ โค้ชอู๊ด ต้องโบกมือลาทีมสิงห์เจ้าท่าตามไปด้วย 

จนมาถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โค้ชอู๊ดก็ถูกดึงตัวกลับมายังคลองเตยอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เขาคัมแบ็กมาในฐานะ “กุนซือใหญ่” อย่างเต็มตัว โดยมีทีมงานอย่าง จักรราช โทนหงษา, ณรงค์ชัย วชิรบาล และ ณรงค์ฤทธิ์ ขุนทิพย์ เข้ามาเป็นผู้ช่วย ซึ่งในช่วงแรกแฟนบอลต่างตั้งคำถามตัวใหญ่ว่า “จะไหวเหรอ?” เพราะต้องยอมรับว่า ดีกรี และความสำเร็จในบทบาทกุนซือของ โค้ชอู๊ด ยังไม่เป็นที่ประจักษ์สักเท่าไรนัก ในขณะที่ การท่าเรือ เต็มไปด้วยแข้งซูเปอร์สตาร์แน่นทีม


อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์การทำงานที่ถึงลูกถึงคนตรงไปตรงมา ทำงานหนักและจริงจังเต็มที่ยามฝึกซ้อมหรือแข่งขัน ก่อนจะกลายเป็น "เพื่อนและพี่ชาย" ที่ไม่ถือตัวกับน้องๆ ยามอยู่นอกสนาม ทำให้โค้ชอู๊ดสามารถ "ซื้อใจ" และทำให้ทีมติดเครื่องได้อย่างรวดเร็ว เพราะศักยภาพของแข้งท่าเรือนั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ขอแค่ "แม่ทัพ" ที่จะเข้ามาเรียกความมั่นใจและปรับจูนทีมให้ลงตัว พร้อมกับวางแท็คติกให้เข้ากับนักเตะให้มากที่สุด

และหลังจากนั้นผลงานในสนามก็เป็นคำตอบทุกสิ่งทุกอย่าง...

ขุนพลสิงห์เจ้าท่าภายใต้การคุมทัพของ โค้ชอู๊ด กลับมาระเบิดฟอร์มได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเดินหน้าเก็บชัยชนะ 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการ จนทำให้ การท่าเรือ คว้าตั๋วไปลุยรอบแบ่งกลุ่ม ศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 53 ปี เล่นเอา “มาดามแป้ง” ยิ้มแก้มปริ เพราะก่อนหน้านี้ การท่าเรือผ่านกุนซือมามากมาย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แถมยังต้องเผชิญสารพัดเหตุการณ์ล้มลุกคลุกคลาน ถึงขนาดว่าเคย “ตกชั้น” มาแล้ว


จนในที่สุด เฮดโค้ชเลือดปักษ์ใต้ที่มีชื่อว่า “สระราวุฒิ ตรีพันธ์” ก็ปรากฏตัวขึ้นมาและกลายเป็นโค้ชประวัติศาสตร์ของสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหลังจากนี้ น่าสนใจเหลือเกินว่า กุนซือหนวดงามสไตล์ลูกทุ่งรายนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ใดๆ ในถิ่นแพท สเตเดี้ยม ได้อีก ซึ่งแฟนบอลไทย โดยเฉพาะสาวก “แสด-น้ำเงิน” ต้องติดตามกันต่อไปด้วยใจระทึก...

เฮ้ย! เฮ้ย! ท่าเรือเว้ย!!

เฮ้ย! เฮ้ย! โค้ชอู๊ดเว้ย!!

ยอดนิยมในตอนนี้