TRUE TALK : ในวันที่ "ยูไนเต็ด" แพ้ทุกอย่าง และ "ลิเวอร์พูล" ชนะทุกกระบวน ... by "บก.เก้น"

TRUE TALK : ในวันที่ "ยูไนเต็ด" แพ้ทุกอย่าง และ "ลิเวอร์พูล" ชนะทุกกระบวน ... by "บก.เก้น"
kentnitipong
17 ธ.ค. 61
795
17

ผมดูศึกแดงเดือดครั้งแรกคือ เอฟเอ คัพ นัดชิง 1996 ในค่ำคืนที่ เอริค คันโตน่า ถีบบอลเข้าไปนั่นแหละครับ ผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสถาปนาตัวเองเป็น “เดอะ ค็อป” เพราะเสื้อฟุตบอลตัวแรกที่ผมได้ในชีวิต มันคือชุดขาว-เขียวที่ ลิเวอร์พูล ใส่ย่ำเวมบลีย์ในคืนนั้นนั่นเอง

 

 

นั่นคือผมในวัย 7 – 8 ขวบ วัยที่มีสตาร์ ซอคเกอร์ เป็นเพื่อน และคอยเป็นคนอัพเดตเรื่องราวฟุตบอลในห้องเรียนเสมอในทุกๆ เช้า

ฝันร้ายในคืนนั้นได้ถูกลากยาวมาจนถึงค่ำคืนนี้ บอกตรงๆ ถ้าไม่มีปีที่เราได้สามแชมป์ยุคต้นมิลเลนเนียม, ไม่มี ไมเคิ่ล โอเว่น ได้บัลลงดอร์ หรือรัวสองเม็ดกลับมาแซง อาร์เซน่อล ในเอฟเอ คัพ, ไม่มีนัดชิงยูฟ่าคัพกับ อลาเบส ที่ยิงกันไส้แตก, ไม่มีปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูล ไม่มีการจุติของชายที่ชื่อ สตีวี่ จี…

ลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรที่น่าจดจำเลยหากวัดกันที่ความสำเร็จ…

ยอมรับแต่โดยดีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา ด้วยจำนวนโทรฟี่แชมป์ลีกที่ถูกแซง ผมก็หมดมุขที่จะบลัฟกับเพื่อนว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษไปโดยปริยาย

มันเจ็บปวดนะครับ ที่ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยู เจ๋งกว่าเรา ผมต้องตกอยู่ใต้ร่มเงาของศัตรูที่รักอย่าง ป๋าเฟอร์กี้ มานานแสนนาน ผมเจ็บปวด และเสียใจจริงๆ

ยิ่งกับศึกแดงเดือดที่แม่งมักจะเป็นรองอยู่เสมอ คือไม่รู้เป็นบ้าอะไร ไม่ว่า ยูไนเต็ด จะฟอร์มรูดก่อนหน้านั้นมามากขนาดไหน สุดท้าย “ปีศาจแดง” ก็มักจะเป็นฝ่ายหักปีกหงส์ และเอาไปต้มยำทำแกงได้อยู่เสมอ

AP Photo/Rui Vieira

แต่วันนี้ไม่ใช่ คืนนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่อีกต่อไป เพราะไม่ว่าคุณจะวัดคุณภาพของทั้งสองทีมในเกมนี้จากสถิติ สายตา หรือว่าความรู้สึก มันไม่มีแล้วกับเค้าโครงความยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของ โชเซ่ มูรินโญ่

โอกาสยิงถึง 36 ครั้งของ ลิเวอร์พูล นั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือความบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ และการเข้าทำของนักเตะทุกคน

ลิเวอร์พูล เปิดฉากเกมรุกดาหน้าเข้าใส่ผู้มาเยือนอย่างไม่เกรงกลัวราวกับเป็นสัตว์ป่าที่กำลังคุ้มคลั่ง บีบให้แนวรับยูไนเต็ดต้องออกบอลสะเปะสะปะมั่วซั่วแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

โรเมลู ลูกากู กลายเป็นตัวตลกในเกมนี้แม้ว่าจะมีแอสซิสต์ติดตัวมาลูกนึงก็ตาม ความสูงใหญ่ของเขาไร้ซึ่งความหมาย และจินตนาการยามต้องอยู่เคียงข้างกับ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ที่แสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์ว่า “กองหลังที่แพงที่สุดในโลก” เขาเล่นกันยังไง

เจสซี่ ลินการ์ด กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเกินไป และขาดพลังสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม ความเป็น “ยูไนเต็ด” ในแบบที่ผมเคยเห็นจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อาทิเช่น จิตวิญญาณความเป็นนักสู้ชนิดกัดไม่ปล่อย ได้เลือนหายไปจากทีมนี้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร…

เพราะ มูรินโญ่ เหรอ ?

ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่แนวรับ ทั้ง ดาเมียน, ไบญี่ รวมถึง แอชลีย์ ยัง และนายด่านอย่าง เด เกอา ที่ล้มลุกคลุกคลานพยายามป้องกันประตูอย่างสุดชีวิต

นั่นคือ ยูไนเต็ด ในแบบของ มูรินโญ่
และนั่นคือฝันร้ายของเหล่าสาวก เร้ด เดวิลส์ ที่ตามเชียร์อยู่ทั้งโลก…

AP Photo/Rui Vieira

ขณะที่ ลิเวอร์พูล แม้จะใช้โอกาสมากไปหน่อย แต่การลงมาของ เซอร์ดาน ชากิรี่ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในเกมนี้ ความสะเพร่าในการคุมตำแหน่ง ช่องว่างระหว่างแดนกลางกับแดนหลังของ ยูไนเต็ด กลายเป็นรูหนอนให้แนวรุกแดนนาฬิการายนี้ได้ชอนไชทะลุกาลเวลาแบบหนังเรื่อง interstellar เข้าไปยิง และหลอกหลอนแฟนผีแดงถึงสองครั้งสองครา

ซาดิโอ มาเน่ ลบฝันร้ายจากท้ายเกมที่เจอกับ นาโปลี ด้วยการยิงประตูสำคัญ และมีส่วนกับประตูของ ชากิรี่

ซาลาห์ อาจจะยังแผลงฤทธิ์ในศึกแดงเดือดไม่ออก แต่กลับกัน เขานี่แหละที่คอยดึงแนวรับยูไนเต็ดให้หลุดจากตำแหน่งของตัวเอง จนทำให้เพื่อนร่วมทีมมีพื้นที่มากขึ้น นี่คือความตั้งใจ และความชาญฉลาดของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ไม่จำเป็นต้องให้ดาวเตะอียิปต์รายนี้บู๊บุ๋นในทุกจังหวะของเกม มีดึง มีถอยบ้าง คล้ายๆ กับ สมรักษ์ คำสิงห์ ยุคพีคๆ ที่พร้อมจะหลอกล่อคุณด้วยสายตา โชว์เล่นเชือกหลบหมดบ้าง แต่ก็พร้อมออกหมัดทันทีที่คุณการ์ดตก หรือเผลอปล่อยให้มีเสมอ

ผิดกับ ยูไนเต็ด ที่ยอมรับตรงๆ ว่า หากไม่นับจังหวะความผิดพลาดของ อลิสสัน… พวกคุณไม่มีอะไรที่น่าจดจำเลยในเกมนี้นอกจาก “ความพ่ายแพ้”

เช่นเดียวกับการเดินเกมที่ม้านั่งข้างสนามที่เลือกที่จะไม่ใช้มิดฟิลด์เลือดน้ำหอมอย่าง ปอล ป็อกบา ต่อให้คุณจะทะเลาะกันมามากแค่ไหน แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ปอล ป็อกบา (ที่อาจลงมาขู่กองกลางลิเวอร์พูลได้) กลับถูกมองข้าม และหมางเมินราวกับคนเคยรักที่ทำเป็นไม่รู้จักกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ทุกอย่าง ทั้งรูปเกม สถิติเกมรุก เกมรับ สารพัดตัวเลข และกราฟฟิคที่จะเอามายืนยันได้ ยูไนเต็ด แพ้แบบหมดรูปจริงๆ นั่นคือสิ่งที่แฟนๆ ยูไนเต็ดทุกคนต้องเปิดใจ และยอมรับความจริง

AP Photo/Rui Vieira

สามคะแนนในเกมนี้ คือการตอกย้ำขั้นต้นว่า ลิเวอร์พูล พร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาล่าโทรฟี่แชมป์อย่างเต็มตัว ความมั่นใจมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา และผลักดันให้ทีมฟื้นขึ้นมาจากคำว่า “ยักษ์หลับ” พร้อมกับตัด ยูไนเต็ด ออกจากวงโคจรความยิ่งใหญ่ กำลังถือกำเนิดขึ้นนับแต่วินาทีนี้

จริงอยู่ที่ชัยชนะในเกมนี้ อาจจะยังไม่ได้ทำให้ ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้ แต่ที่แน่ๆ ความพ่ายแพ้ในเกมนี้ อาจส่งผลใหญ่จนทำให้ แมนฯ ยู หลุดไปจากวงโคจรความสำเร็จบนเกาะอังกฤษเลยก็เป็นได้…

เป็นวันที่ “ยูไนเต็ด” แพ้ทุกอย่าง และ “ลิเวอร์พูล” ชนะทุกกระบวนจริงๆ

“บก.เก้น”

ยอดนิยมในตอนนี้