สิงโตฝันสลาย!! อิตาลี ดับจุดโทษ อังกฤษ สุดระทึก 3-2 ผงาดแชมป์ยูโรสมัยที่ 2

สิงโตฝันสลาย!! อิตาลี ดับจุดโทษ อังกฤษ สุดระทึก 3-2 ผงาดแชมป์ยูโรสมัยที่ 2
KiTTiSaK
12 ก.ค. 64
2K

อิตาลี VS อังกฤษ 1-1 (จุดโทษ 3-2) | "สิงโตคำราม" อังกฤษ พลาดโอกาสซิวแชมป์ยูโรในบ้านของตัวเอง หลังจาก ลุค ชอว์ ยิงขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 ก่อนที่ เลโอนาร์โด โบนุชชี่ จะตีเสมอให้อิตาลี ในนาที 67 และต้องยื้อไปจนถึงการดวลจุดโทษ สุดท้ายเป็น ขุนพล "อัซซูรี่" ที่คว้าชัย 3-2 ผงาดแชมป์ยูโรเป็นสมัยที่ 2 ส่วน อังกฤษ ยังต้องรอคอยแชมป์ยูโรสมัยแรกต่อไป

ฟุตบอลยูโร 2020

อิตาลี 1-1 อังกฤษ

(อิตาลีชนะจุดโทษ 3-2)

ศึกฟุตบอลยูโร 2020 นัดชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม “อัซซูรี่” ทีมชาติอิตาลี ดวลกับ “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ

GOAL!! ออกสตาร์ทเกมไปได้เพียง 1 นาที 57 วินาที แฟนบอลเมืองผู้ดีได้เฮกันสนามเวมบลีย์แทบแตก เมื่อ คีแรน ทริปเปียร์ จะเปิดบอลจากฝั่งขวาเลยมาทางเสาสอง ลุค ชอว์  เติมขึ้นมากดด้วยซ้ายเต็มๆ บอลพุ่งเสียบเสาแรกเข้าไปเป็นประตู 1-0 และเป็นประตูแรกที่ ชอว์ ยิงได้ในนามทีมชาติอังกฤษ 

ขณะเดียวกัน ประตูนี้ยังเป็นลูกยิงที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ซึ่งถือเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลของ ลุค ชอว์ และสามารถเอาไปเล่าให้ลูกให้หลานฟังได้ในอนาคต

นาที 8 อิตาลีได้ลุ้นบ้างเมื่อ ลอเรนโซ อินซิเญ่ ได้ปั่นฟรีคิกระยะเกือบ 25 หลา แต่บอลพุ่งข้ามคานออกไป

หลังจากนั้น อิตาลีตั้งเกมได้ และเป็นฝ่ายครองบอลบุกได้มากกว่า นาที 28 อินซิเญ่ ได้ลองส่องไกลจากนอกเขตโทษ ซึ่งนอกจากจะยิงไกลแล้ว ทิศทางของบอลยังหลุดกรอบไปไกลอีกต่างหาก

นาที 35 เฟเดริโก้ เคียซ่า ลากบอลฝ่าผู้เล่นอังกฤษขึ้นมา ก่อนซัดด้วยซ้ายจากนอกเขตโทษ บอลพุ่งเฉียดเสาออกไปนิดเดียว ชนิดที่แฟนบอลอังกฤษใจหายวาบ

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก ทัพอัซซูรี่ได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะกลับตัวยิงหน้าเขตโทษของ มาร์โก แวร์รัตติ แต่บอลไปตรงตัว จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวารอังกฤษรับเอาไว้ได้สบายๆ ทำให้จบครึ่งแรก “สิงโตคำราม” นำอยู่ 1-0

กลับมาลงสนามครึ่งหลัง อิตาลีได้โอกาสลุ้นก่อนในนาทีที่ 50 เมื่อ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ บรรจงปั่นฟรีคิกด้วยขวา แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ อินซินเญ่ ยิงหลุดกรอบออกไป

นาที 56 แฟนบอลอังกฤษได้เสียวบ้าง เมื่อ ลุค ชอว์ เปิดฟรีคิกทางฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้ขึ้นโขก แต่บอลข้ามคาน

นาที 62 อิตาลีเกือบได้ประตูตีเสมอ เฟเดริโก้ เคียซ่า ลากบอลหนีแนวรับอังกฤษ ก่อนได้ช่องสับไกด้วยขวาในเขตโทษ แต่ไม่ผ่านมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่โชว์ซูเปอร์เซฟ ปัดบอลพ้นอันตรายไปได้

นาที 64 อังกฤษตอบโต้ทันควัน คีแรน ทริปเปียร์ เปิดลูกเตะมุมให้ จอห์น สโตนส์ ขึ้นโขก แต่ จานลุยจิ ดอนนารุมมา นายด่านอัซซุรี่ ปัดบอลข้ามคานออกไป

GOAL!! เกมมาถึงนาที 67 อิตาลีตามตีเสมอได้สำเร็จ โดยเริ่มจากลูกเตะมุม ไบรอัน คริสตันเต้ โหม่งเสยที่เสาแรก บอลเลยมาถึง มาร์โก แวร์รัตติ ได้โหม่งเต็มๆ ที่เสาสอง จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้ในจังหวะแรก แต่ยังมี เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ตามซ้ำจ่อๆ แบบเผาขนไม่เหลือซาก สกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1

ขณะเดียวกัน โบนุชชี่สร้างสถิติเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุด ด้วยวัย 34 ปี 71 วัน ที่สามารถยิงประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ซึ่ง โบนุชชี่ สามารถเอาเรื่องนี้ไปโม้ให้ลูกให้หลานฟังในอนาคตเหมือนกับ ลุค ชอว์ ได้แน่นอน

นาที 73 แฟนบอลอังกฤษใจหล่นไปที่ตาตุ่ม เมื่อ โบนุชชี่ ตักบอลข้ามแนวรับอังกฤษเข้าเขตโทษ บอลมาถึง โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ สปีดไปตวัดยิงสวนตัว พิคฟอร์ด ที่พยายามออกมาปิดมุมเร็ว แต่บอลพุ่งข้ามคานออกไป

จากนั้น ทั้งสองทีมเดินเกมกันอย่างระมัดระวัง ก่อนจะครบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องสู้กันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที 

ช่วงต่อเวลา นาที 97 อังกฤษเปิดลูกเตะมุมเข้าเขตโทษ กองหลังอิตาลีโหม่งสกัดบอลออกมาเข้าทาง คาลวิน ฟิลลิปส์ พักอกหนึ่งจังหวะแล้วซัดด้วยขวา แต่บอลไม่ตรงกรอบ

นาที 107 อิตาลีได้ลูกฟรีคิก เฟเดริโก้ แบร์นาเดสคี บรรจงปั่นด้วยซ้าย พิคฟอร์ด รับบอลกระฉอก แต่ยังปรี่ตามไปตะครุบบอลได้ทันก่อนโดนซ้ำ

ช่วงเวลาที่เหลือ รูปเกมเป็นไปอย่างสูสี แต่ก็ไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมยังเสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินชี้ขาดด้วยการดวลลูกจุดโทษ ผลปรากฏว่า อิตาลี ยิงได้แม่นกว่า เอาชนะไปได้ในการดวลจุดโทษ 3-2 ทำให้ขุนพล "อัซซูรี่" คว้าแชมป์ยูโรได้เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากสมัยแรกเมื่อปี 1968 ส่วนอังกฤษยังต้องรอคอยการเป็นแชมป์ยูโรสมัยแรกต่อไป

ผลการยิงจุดโทษ

  • อิตาลี - 3 : เบราร์ดี้ (เข้า) เบลอตติ (โดนเซฟ) โบนุชชี่ (เข้า) แบร์นาเดสคี่ (เข้า) จอร์จินโญ (โดนเซฟ)

  • อังกฤษ - 2 : เคน (เข้า) แม็กไกวร์ (เข้า) แรชฟอร์ด (ชนเสา) ซานโช่ (โดนเซฟ) ซาก้า (โดนเซฟ)

 

รายชื่อผู้เล่นของท้ังสองทีม 

อิตาลี : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ (อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ น.118), นิโกโล่ บาเรลล่า (ไบรอัน คริสตันเต้ น.54), จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ (มานูเอล โลคาเตลลี่ น.96), เฟเดริโก้ เคียซ่า (เฟเดริโก้ แบร์นาเดสคี่ น.86), ชิโร่ อิมโมบิเล่ (โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ น.55), ลอเรนโซ่ อินซินเย่ (อันเดรีย เบลอตติ น.91)

อังกฤษ : จอร์แดน พิคฟอร์ด, ไคล์ วอล์คเกอร์ (เจดอน ซานโช่ น.120), จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์, คีแรน ทริปเปียร์ (บูกาโย ซาก้า น.70), คาลวิน ฟิลลิปส์, เดแคลน ไรซ์ (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.74, มาร์คัส แรชฟอร์ด น.120), เมสัน เมาท์ (แจ็ค กรีลิช น.99), ราฮีม สเตอร์ลิง, แฮร์รี่ เคน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-------------------------------------------------

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

อัพเดทข่าว ผลบอล พรีเมียร์ลีก แบบทันใจ พร้อมวิเคราะห์คู่เด่นในรอบสัปดาห์ ส่งถึงมือคุณ
คลิกเลย!! bit.ly/2PsYXMG หรือ กด *301*32# โทรออก

ยอดนิยมในตอนนี้