Sport Talk : 879 วันแห่งความพยายามของ 'บีจี ปทุม ยูไนเต็ด' จากตกชั้นสู่บัลลังก์แชมป์ไทยลีก

Sport Talk : 879 วันแห่งความพยายามของ 'บีจี ปทุม ยูไนเต็ด' จากตกชั้นสู่บัลลังก์แชมป์ไทยลีก
KiTTiSaK
5 มี.ค. 64
460
1

จากทีมที่ล้มเหลวจนถึงขั้นตกชั้นแบบช็อกแฟนบอล สู่การคัมแบ็กกลับมาสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ไทยลีกได้แบบที่คู่แข่งทุกทีมต้องยอมศิโรราบให้กับความแข็งแกร่งของพวกเขา..."เดอะ แรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด  

 

ตกชั้นฝันร้าย

7 ตุลาคม 2018...วันที่สาวก “กระต่ายแก้ว” ไม่มีทางลืม

ศึกฟุตบอลไทยลีก นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018 บางกอกกล๊าส เอฟซี เปิดบ้านพบกับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ซึ่งทัพนักเตะบีจีขอเพียงผลเสมอเท่านั้น พวกเขาก็จะอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไปทันที

แต่สิ่งที่ปรากฏบนสกอร์บอร์ดที่ลีโอ สเตเดี้ยม ในวันนั้นคือ...

บางกอกกล๊าส เอฟซี 1-2 นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี


นั่นหมายความว่า บางกอกกล๊าส กลายเป็นทีมที่ 5 ของไทยลีกฤดูกาล 2018 ที่ต้องร่วงตกชั้นอย่างน่าเจ็บใจด้วยสถิติเฮดทูเฮดที่เป็นรอง หลังจากมี 42 แต้มเท่ากับ ชัยนาท ฮอร์นบิล  

“ถ้าไม่นับอาการบาดเจ็บ มันคือหนึ่งในช่วงเวลาย่ำแย่ที่สุด ตั้งแต่ผมเล่นฟุตบอลมา มันแย่จริงๆ เวลาเราเห็นผู้บริหารร้องไห้ แฟนบอลร้องไห้ มันเฟลไปหมด วินาทีที่รู้ว่าตกชั้นโคตรแย่” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กล่าวหลังเกม

การตกชั้นของ บีจี ถือเป็นเรื่องช็อกแฟนบอลทุกทีม เพราะพวกเขาคือหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยแข้งดีกรีทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, สุรชาติ สารีพิมพ์, ศราวุฒิ มาสุข, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ตลอดจนแข้งนอกตัวท็อปอย่าง โตติ, แมตต์ สมิธ, อาเรียล โรดริเกซ และ มาริโอ ยูรอฟสกี้ 

แต่ในเมื่อผลงานออกมาเช่นนั้น และตัวเลขในอันดับตารางไม่เคยโกหกใคร “บางกอกกล๊าส เอฟซี” จึงต้องร่วงลงไปเล่นศึกไทยลีก 2 อย่างชอกช้ำ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น “บีจี ปทุม ยูไนเต็ด” ในเวลาต่อมา

ตั้งหลักในลีกรอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพทั้งในและนอกสนามของทัพ “เดอะ แรบบิท” ซึ่งดีเกินกว่าที่จะอยู่ในลีกรอง ทำให้ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่ “โค้ชโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน ใช้เวลา “เที่ยวทัวร์ไทยในศึกไทยลีก 2” เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม โดยสามารถการันตีแชมป์ M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2019 ก่อนที่จะจบฤดูกาลถึง 4 นัด พร้อมกับคว้าตั๋วเลื่อนชั้นคัมแบ็กกลับมาสู่ลีกสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว

ถึง ณ นาทีนั้น เชื่อว่าแฟนบอลบีจีต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นทีมรักของตัวเองได้กลับมายืนในจุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นสู่ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสรฟุตบอลที่ชื่อว่า บีจี ปทุม ยูไนเต็ด!!

คัมแบ็กสู่ไทยลีก

“ปีที่ผ่านมาเราได้ประสบการณ์จากการเล่นไทยลีก 2 ทำให้เรารู้ว่าจะต้องปรับอะไร เพราะเราเองก็เคยเล่นในศึกไทยลีก 1 มาก่อน” 

“ดังนั้นปีนี้เราปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากปีที่ผ่านมาค่อนข้างเยอะ ซึ่งเมื่อรวมผู้เล่นทั้งใหม่และเก่าแล้วถือว่าเรามีการเตรียมทีมในทิศทางที่ดี แน่นอนว่าเป้าหมายในปีนี้เราหวังไว้ว่าอยากติด 1 ใน 5 ของลีกให้ได้” โค้ชง้วน สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการสโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กล่าวไว้ก่อนเปิดซีซั่น

เป้าหมาย “ท็อปไฟว์” ของทัพเดอะแรบบิท ไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไปนัก เพราะถึงแม้จะมีสถานะเป็น "น้องใหม่" แต่พวกเขาคือหนึ่งในทีมใหญ่ ซึ่งมีศักยภาพยอดเยี่ยมไม่แพ้ทีมอื่นๆ 

แต่ในขณะเดียวกัน เป้าหมายดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าพวกเขาห่างหายจากเกมอันเข้มข้นในลีกสูงสุดไปหนึ่งปี และต้องมาเผชิญกับบรรดาคู่แข่งเขี้ยวลากดิน ไม่ว่าจะเป็น “แชมป์เก่า” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด หรือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันอย่างดุเดือดในซีซั่นก่อนหน้านี้ 

หรือจะเป็นทีมเงินหนาอย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด โดยเฉพาะ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งมาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ เซ็นเช็คคว้าตัวแข้งดังพาเหรดเข้าสู่ถิ่นแพท สเตเดี้ยม อย่างคึกคัก ตลอดจนทีมอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือ สมุทรปราการ ซิตี้ ที่มีขุมกำลังไม่ธรรมดาเช่นกัน

นั่นทำให้ช่วงก่อนเปิดซีซั่น บีจี ปทุม เสริมแข้งใหม่เข้าสู่ทีมหลายราย อาทิ วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, สุมัญญา ปุริสาย, สันติภาพ จันทร์หง่อม รวมทั้งได้ “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ห้องเครื่องทัพช้างศึก ซึ่งย้ายกลับมา หลังถูกยืมตัวไปลุยศึกเจลีกกับ โออิตะ ตรินิตะ 

ผลปรากฏว่า ยอดทีมแห่งรังสิต คลอง 3 ออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างร้อนแรง ผู้เล่นใหม่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และผนึกกำลังกับแข้งเก่าได้อย่างลงตัว ส่งผลให้พวกเขาทำผลงานชนะ 3 เสมอ 1 ในช่วง 4 นัดแรก ก่อนที่ลีกจะต้องพักเบรกไปจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์

แม้ผลงานช่วงออกสตาร์ทจะดีเกินคาดอยู่แล้ว แต่ในช่วงตลาดนักเตะรอบพิเศษ บีจี ปทุม ก็จัดการยกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกด้วยการคว้า สารัช อยู่เย็น และ อันเดรส ตูเญซ เข้าสู่ถิ่นลีโอ สเตเดี้ยม 

และเมื่อไทยลีกกลับมาเตะได้อีกครั้งหลังจากโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โค้ชโอ่งก็ยังคงนำทัพ “เดอะ แรบบิท” เดินหน้าเก็บชัยชนะเกมแล้วเกมเล่า พร้อมกับยึดบัลลังก์จ่าฝูง และค่อยๆทำแต้มทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ โดยมีจุดเด่นคือ “เกมรับ” อันแข็งแกร่งเป็นกุญแจสำคัญ จนทะยานคว้าแชมป์เลกแรกไปครองแบบหายห่วง พร้อมกับได้สิทธิไปลุยรอบแบ่งกลุ่ม ศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

จากนั้นในเลกที่สอง บีจี ปทุม ยังไม่หยุดเสริมเขี้ยวเล็บ โดยกระชากตัวสองเพฌชฆาตอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ และ ธีรศิลป์ แดงดา เข้ามาเพิ่มความดุดันในเกมรุก จนพวกเขากลายเป็นทีม “ไร้เทียมทาน” ของไทยลีก 2020 ไปอย่างไม่มีใครกล้าเถียง ด้วยผลงานที่ยังไม่เคยพลาดท่าปราชัยให้กับทีมใดเลยตั้งแต่เปิดฤดูกาล

กระทั่งในที่สุด “วันที 4 มีนาคม 2021” สิ่งที่ปรากฏอยู่บนสกอร์บอร์ดที่ ลีโอ สเตเดี้ยม คือ... 

บีจี ปทุม เอฟซี 2-0 สุโขทัย เอฟซี

นี่คือชัยชนะที่ทำให้ขุนพล “เดอะ แรบบิท” การันตีแชมป์ไทยลีก 2020 โดยที่ยังเหลือโปรแกรมเตะอีกถึง 6 นัด กลายเป็นการคว้าแชมป์เร็วที่สุดเป็นสถิติใหม่ ทำลายสถิติเดิมที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยครองแชมป์ก่อนจบซีซั่น 4 นัดเมื่อปี 2011

ขณะเดียวกัน นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ซึ่งพวกเขาเฝ้ารอคอยมานานนับทศวรรษ หลังจากที่พวกเขาเคยทำได้ดีที่สุดคือการจบอันดับ 3 ในฤดูกาล 2009 และ 2016 

จากช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง 7 ตุลาคม 2018 สู่โมเมนต์แห่งความสำเร็จ 4 มีนาคม 2021 นับเป็นระยะเวลาห่างกันทั้งสิ้น 879 วัน 

ลองนึกเล่นๆว่า "การตกชั้น" ในวันนั้น อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ บีจี ปทุม ได้กลับไปตั้งหลักทบทวนตัวเอง และค่อยๆยกระดับทีมกลับมาอย่างมั่นคง จนกระทั่งมาได้ไกลถึงจุดนี้ ไกลชนิดที่พวกเขาไม่เคยทำได้มาก่อน 

เหมือนกับที่เรามักได้ยินกันอยู่เสมอว่า “ความล้มเหลว” คือบทเรียนที่ดีที่สุดของความสำเร็จ

คลิปบรรยากาศฉลองแชมป์

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความล้มเหลวต่างๆจะไม่มีประโยชน์เลย หากว่าตลอด “879 วัน” ที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีความมุ่งมั่นพยายาม ไม่มีความเป็นนักสู้ ไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่แฟนบอลเองก็ตาม เพราะทุกฝ่ายต่างผนึกกำลัง สอดประสานซึ่งกันและกันได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

ขอเสียงปรบมือดังๆให้กับพวกเขาครับ 

แชมป์ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2020..."เดอะ แรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> แม้เหลืออีก 6 นัด!! บีจี ปทุม อัด สุโขทัย 2-0 การันตีแชมป์ไทยลีกเร็วสุดในประวัติศาสตร์ (ชมคลิป)

>> โปรแกรมแข่งขัน และช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2020 ผ่านฟรีทีวี

----------------------------------

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ ใช้ฟรี 7 วัน!!!!

ยอดนิยมในตอนนี้