รีเซต
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย เช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย เช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย เช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง
WeenayA
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 07:00 )

     ผู้ชายหลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ว่า ถ้าไม่มีอาการแปลว่าไม่ติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) หลายชนิดซ่อนตัวอยู่ในร่างกายได้นานนับปี หากมีความเข้าใจลักษณะอาการ และระยะฟักตัวจะมีผลดีมากต่อการรักษา แล้วอาการแต่ละชนิดจะเป็นอย่างไรมาไขข้อข้องใจพร้อมป้องกันไปด้วยกัน

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย
เช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง

1. หนองในเทียม

โรคยอดฮิตที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก (ประมาณ 50-70% ของผู้ชายแทบไม่รู้ตัว)

  • อาการ: หากมีอาการ มักจะเริ่มเห็นผลหลังรับเชื้อ 1-3 สัปดาห์ จะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะเวลาปัสสาวะมีมูกใสหรือมูกขาวขุ่นไหลออกมา (เรียกว่าหนองเทียม) และบางรายอาจมีอาการปวดหรือบวมที่อัณฑะร่วมด้วย
  • ความเสี่ยง: หากปล่อยไว้เชื้ออาจลามไปที่ท่อเก็บอสุจิทำให้เป็นหมันได้

2. หนองในแท้

อาการมักจะรุนแรงและชัดเจนกว่าหนองในเทียม

  • อาการ: มักเกิดอาการภายใน 2-7 วันหลังได้รับเชื้อ อาการเด่นคือมีหนองสีเหลืองหรือเขียวเข้มไหลออกมาจากปลายปวัยวะเพศ ปัสสาวะจะแสบขัดมากเหมือนโดนเข็มลนไฟ ความเจ็บปวดจะชัดเจนจนส่วนใหญ่ต้องรีบไปหาหมอ
  • ความเสี่ยง: เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดหรือข้อต่อได้หากไม่รีบรักษา

ระยะเวลา และวิธีในการตรวจหนองในแท้ และหนองในเทียม 

  • ระยะที่เริ่มตรวจได้: 2–7 วัน หลังมีความเสี่ยง
  • ระยะที่แนะนำ: 7 วัน (1 สัปดาห์) จะชัวร์ที่สุด
  • วิธีตรวจ: ตรวจจากปัสสาวะ หรือการป้ายเชื้อ (Swab) ในลำคอ/ทวารหนัก
  • คำแนะนำ: หากมีอาการแสบขัดหรือหนองไหลก่อน 7 วัน สามารถไปพบหมอเพื่อตรวจและรักษาได้ทันทีไม่ต้องรอ

3. ซิฟิลิส 

ซิฟิลิสแบ่งอาการออกเป็นหลายระยะ ซึ่งน่ากลัวตรงที่อาการหายไปเองได้แต่เชื้อยังอยู่

  • ระยะที่ 1 (แผลริมแข็ง): หลังรับเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ จะมีแผลวงกลม ขอบแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นบริเวณที่สัมผัสเชื้อ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก แผลนี้จะหายไปเองแม้ไม่รักษา
  • ระยะที่ 2 (ออกดอก): หลังจากแผลหายไปหลายสัปดาห์ จะเริ่มมีผื่นแดงตามตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และผมร่วงเป็นหย่อมๆ
  • ระยะแฝง: ไม่มีอาการเลย แต่เชื้อกำลังทำลายระบบภายใน หัวใจ สมอง ในระยะยาว

ระยะเวลา และวิธีในการตรวจซิฟิลิส 

  • ระยะที่เริ่มตรวจได้: 3–4 สัปดาห์ หลังมีความเสี่ยง
  • ระยะที่แนะนำ: 6–12 สัปดาห์ เพื่อยืนยันผล 100%
  • วิธีตรวจ: ตรวจเลือด (VDRL หรือ TP)
  • คำแนะนำ: หากพบแผลสะอาดที่อวัยวะเพศ (แผลริมแข็ง) ภายใน 1-2 สัปดาห์แรก หมออาจใช้วิธีขูดผิวแผลไปส่องกล้องหาเชื้อได้โดยตรง

4. เริมและหูดหงอนไก่

เริมเป็นโรคที่ไม่หายขาด เชื้อจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาทและปะทุออกมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ

  • อาการเริม: เริ่มจากอาการคัน ยิบๆ หรือปวดแปลบในบริเวณที่จะขึ้นแผล จากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม เมื่อตุ่มแตกจะเป็นแผลตื้นๆ ที่เจ็บปวดมาก มักมีอาการปวดหัวหรือมีไข้ร่วมด้วยในการเป็นครั้งแรก

หูดหงอนไก่ เกิดจากไวรัส HPV ชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง (แต่อาจก่อมะเร็งทวารหนักได้ในบางเคส)

  • อาการหูดหงอนไก่: มีติ่งเนื้อสีชมพูหรือสีผิว ผิวขรุขระเหมือนดอกกะหล่ำ ขึ้นบริเวณองคชาต ถุงอัณฑะ หรือรอบทวารหนัก มักไม่มีอาการปวด แต่อาจมีอาการคันหรือเลือดออกบ้างหากโดนเสียดสี

ระยะเวลาวิธีในการตรวจเริม และหูดหงอนไก่

  • ระยะเวลา: ไม่มีกำหนดที่แน่นอน หากไม่มีอาการ
  • วิธีตรวจ: ส่วนใหญ่ใช้วิธีตรวจด้วยตาเปล่าโดยแพทย์ เมื่อมีตุ่ม แผล หรือติ่งเนื้อเกิดขึ้น
  • คำแนะนำ: การเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกันเริมอาจบอกได้ว่าเคยติดเชื้อมาในอดีต แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าติดมาเมื่อไหร่

5. พยาธิในช่องคลอดในผู้ชาย

     แม้ชื่อจะดูเหมือนเป็นเฉพาะผู้หญิง และผู้ชายส่วนใหญ่ ประมาณ 70-80% มักไม่มีอาการแสดงเลย ทำให้หลายคนแพร่เชื้อไปให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว

  • อาการ: เชื้อนี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (ทางช่องคลอด, ทวารหนัก หรือปาก) โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ในผู้ชาย เชื้อจะเข้าไปอาศัยอยู่ที่ ท่อปัสสาวะ หรือบริเวณ ใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการระคายเคืองภายในท่อปัสสาวะ มีอาการแสบหลังหลั่งน้ำอสุจิ หรือมีมูกใสๆ ไหลออกมาเล็กน้อย


ระยะเวลาวิธีในการตรวจ พยาธิในช่องคลอดในผู้ชาย

  • ควรตรวจเมื่อไหร่: โดยทั่วไปเชื้อชนิดนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 5 ถึง 28 วัน หลังจากได้รับเชื้อ
  • หากมีอาการ: สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจได้ทันที
  • หากไม่มีอาการ (แต่คู่นอนติดเชื้อ): แนะนำให้รอประมาณ 7-14 วัน หลังจากมีความเสี่ยง เพื่อให้เชื้อมีปริมาณมากพอที่ชุดตรวจจะตรวจจับได้ครับ
  • วิธีตรวจ: การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีที่นิยมที่สุดโดยใช้เทคนิค NAAT ซึ่งเป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อ วิธีนี้มีความแม่นยำสูงมาก และการสวอปท่อปัสสาวะแพทย์จะใช้ก้านสำลีเล็กๆ สอดเข้าที่ปลายท่อปัสสาวะเพื่อเก็บตัวอย่างไปส่องกล้องหรือเพาะเชื้อ

 

7. เอชไอวี (HIV)

  • อาการระยะแรก  : ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังเสี่ยง จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง เจ็บคอ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้จะหายไปเองจนเข้าสู่ระยะสงบที่ไม่มีอาการยาวนาน 5-10 ปี

ระยะเวลา และวิธีในการตรวจ HIV (เอชไอวี)

  • วิธีตรวจแบบ Fourth Generation (นิยมที่สุด): ตรวจได้เร็วที่สุดที่ 2–4 สัปดาห์ (ตรวจหาทั้งเชื้อและภูมิคุ้มกัน)
  • วิธีตรวจแบบ NAT (สภากาชาดไทย): ตรวจได้เร็วที่สุดที่ 3–7 วัน หลังรับเชื้อ (มีความแม่นยำสูงมาก)
  • ชุดตรวจเร็ว (Rapid Test): แนะนำที่ 21–30 วัน ขึ้นไป
  • คำแนะนำ: หากรู้ตัวว่าพลาดภายใน 72 ชม. ให้ขอยา PEP (ยาฉุกเฉิน) ทันทีโดยไม่ต้องรอตรวจ

 

8. ไวรัสตับอักเสบ

ไวรัสตับอักเสบ บี คือสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดในแง่ของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • การติดต่อ: ติดต่อผ่านเลือด อสุจิ และสารคัดหลั่ง (แพร่เชื้อง่ายกว่า HIV ถึง 100 เท่า)
  • ความเสี่ยง: การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้แต่ออรัลเซ็กซ์
  • อันตราย: หากกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง จะนำไปสู่ ตับแข็ง และมะเร็งตับ
  • ระยะฟักตัว: ตรวจพบเชื้อได้เร็วสุดที่ 3–6 สัปดาห์ (แนะนำยืนยันผลที่ 3 เดือน)
  • การป้องกัน: มีวัคซีนฉีดป้องกันได้ (ฉีด 3 เข็ม คุ้มครองตลอดชีวิต)


ไวรัสตับอักเสบ ซี ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการ ใดๆ เลยในช่วงแรก แต่เชื้อจะค่อยๆ ทำลายตับไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด

  • การติดต่อ: ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก
  • ความเสี่ยงในเซ็กซ์: มักพบในกลุ่มชายรักชาย (MSM) หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงจนเกิดแผลหรือมีเลือดออก รวมถึงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • อันตราย: กว่า 80% ของผู้ติดเชื้อจะกลายเป็นโรคเรื้อรังโดยไม่มีอาการ และจะรู้ตัวอีกทีเมื่อตับวายหรือเป็นมะเร็งตับแล้ว
  • ระยะฟักตัว: 6–9 สัปดาห์
  • การป้องกัน: ไม่มีวัคซีนต้องใช้ถุงยางอนามัยและไม่ใช้ของมีคมร่วมกันเท่านั้น (แต่ปัจจุบันมียารักษาให้หายขาดได้)

ไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถติดต่อได้ทางทางปาก  เพราะติดต่อผ่านการกินเป็นหลัก แต่โรคนี้ เป็นเองหายเองได้ ภายใน 1-2 เดือนและมีวัคซีนป้องกัน

  • การติดต่อ: ผ่านทางอุจจาระสู่ปาก 
  • ความเสี่ยงในเซ็กซ์: มักเกิดจากการทำ Oral-Anus Sex (Rimming) หรือการสัมผัสบริเวณทวารหนักแล้วนำเชื้อเข้าปาก
  • อันตราย: ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) แม้จะไม่เป็นเรื้อรังเหมือน B หรือ C แต่ทำให้ร่างกายทรุดหนักได้ในระยะแรก หากเกิดอาการดังกล่าวนี้ให้พบแพทย์ทันที
  • ระยะฟักตัว: 2–4 สัปดาห์
  • การป้องกัน: มีวัคซีนป้องกันได้ และควรล้างมือ/ทำความสะอาดร่างกายให้ดีก่อนและหลังมีกิจกรรม

ระยะเวลาและวิธีในการตรวจ  ไวรัสตับอักเสบ บี  ไวรัสตับอักเสบ ซี และ  ไวรัสตับอักเสบเอ

  • ไวรัสตับอักเสบ บี: เริ่มตรวจได้ที่ 3–6 สัปดาห์ แต่จะชัดเจนที่สุดที่ 3 เดือน
  • ไวรัสตับอักเสบ ซี: เริ่มตรวจได้ที่ 6–9 สัปดาห์
  • ไวรัสตับอักเสบ เอ: เริ่มตรวจได้ที่ 2–4 สัปดาห์ อาจเร็วสุด 15 วัน
  • วิธีตรวจ: เจาะเลือดหา Antigen หรือ Antibody

 

วิธีป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งและทุกทาง ถุงยางคือด่านหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะเป็นเครื่องป้องกันทางกายภาพ
  • แผ่นยางอนามัย (Dental Dams): จำเป็นมากสำหรับกิจกรรมที่ใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก
  • วัคซีน HPV: ป้องกันมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก, มะเร็งลำคอ และหูดหงอนไก่
  • ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ: ป้องกันการติดเชื้อที่ตับซึ่งติดต่อผ่านเลือดและน้ำคัดหลั่ง
  • ก่อนเริ่มมีสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ ควรไปตรวจเลือดพร้อมกันและเปิดเผยผลตรวจ
  • ตรวจเลือดเป็นประจำ: หากเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ควรตรวจทุก 3-6 เดือน
  • ใช้ยาป้องกัน (เฉพาะกรณี HIV) กินยา PrEP: กินดักไว้ก่อนแบบเม็ดรายวันหรือแบบฉีด สำหรับผู้ที่ไม่มีเชื้อ HIV แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

 

 

บทความที่คุณอาจสนใจ

ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป
สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี