จานฟรังโก้ โซล่า : ชายชาวอิตาลี ที่ทำให้โลกรู้ว่าคนตัวเล็กเล่นพรีเมียร์ลีกได้

จานฟรังโก้ โซล่า : ชายชาวอิตาลี ที่ทำให้โลกรู้ว่าคนตัวเล็กเล่นพรีเมียร์ลีกได้
เมนสแตนด์
2 ธ.ค. 63
196

มีคำกล่าวที่อยู่มานมนาน ว่ากันด้วยเรื่องราวของนักเตะอิตาลีในลีกฟุตบอลของอังกฤษ ที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรแข้งอิตาเลียนก็ยากจะประสบความสำเร็จที่นี่ 
 

บ้างก็บอกว่าเป็นเหตุผลในเรื่องวัฒนธรรม บ้างก็ว่าเป็นเรื่องแท็คติกการเล่นที่ต่างกันไปสุดขั้ว ทว่าเหตุผลทั้งหมดคงใช้ไม่ได้กับนักเตะอิตาเลียนที่สูงแค่ 168 เซนติเมตร อย่าง จานฟรังโก้ โซล่า 

นี่คือนักเตะอิตาลีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในลีกอังกฤษ อะไรทำให้เขาแตกต่างและอะไรทำให้นักเตะคนอื่นเลียนแบบเขาไม่ได้ได้ 

ติดตามได้ที่นี่ 

ผู้กรุยทางที่ยอดเยี่ยม 

"เงินตัวเดียว" ที่เปลี่ยนพรีเมียร์ลีกให้ยกระดับจนกลายเป็นลีกยอดนิยมที่สุดในโลก ... นี่อาจจะเป็นคำพูดที่แรงไปนิด แต่คือเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เดิมทีฟุตบอลอังกฤษแทบไม่ได้ให้ค่าความสำคัญกับนักเตะต่างชาติหรือนักเตะนอกสหราชอาณาจักรมากมายนักในช่วงยุค 80s ต่อยุค 90s ต้น ๆ ปัญหาก็เพราะนักเตะต่างชาตินั้นถึงแม้จะฝีเท้าดีแต่ก็มีค่าตัวและค่าเหนื่อยแพง ยิ่งช่วงเวลาดังกล่าวฟุตบอล กัลโช่ เซเรียอา เป็นเบอร์ 1 ของโลก รวมแข้งระดับโลกไว้มากมาย นักเตะคนใดเริ่มดังก็มักจะไปพิสูจน์ตัวเองที่นั่นทั้งนั้น จนมีวลีที่แพร่หลายในหมู่นักเตะที่ว่า "ไปโกยเงินลีร์ (ค่าเงินเดิมของอิตาลี) กัน" รวมถึงอังกฤษเองก็ไม่มีแรงดึงดูดนักเตะต่างชาติ สืบเนื่องจากพฤติกรรมสุดหยาบของ "ฮูลิแกน" อันธพาลลูกหนัง ที่ทำให้สโมสรของประเทศนี้ถูกแบนจากการแข่งขันสโมสรยุโรปถึง 5 ปีอีกด้วย

หลังจากปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ ฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่จากศึก ดิวิชั่น 1 สู่ พรีเมียร์ลีก ในปี 1992 จากนั้นก็มีการผลักดันและประชาสัมพันธ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดสดที่ทำให้เม็ดเงินเริ่มไหลเข้ามา และเมื่อมีเงิน ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลง

ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา นักเตะต่างชาติเริ่มทยอยเข้ามาในลีกแห่งนี้ และนักเตะจาก อิตาลี เองก็เริ่มจะหันมามองลีกอังกฤษบ้างหลังจากที่หลายทีมในอังกฤษสามารถสู้ค่าจ้างไหว คนแรกที่เข้ามามีชื่อว่า อันเดรีย ไซเลนซี กองหน้าจาก โตริโน่ ที่มีค่าตัว 1.8 ล้านปอนด์ เมื่อครั้งย้ายมาอยู่กับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์  

Photo : The Athletic

แม้ ไซเลนซี จะไม่ประสบความสำเร็จ ยิงได้แค่ 2 ลูกตลอด 14 เดือนที่เล่นให้ทีมจนต้องย้ายหนีกลับไปอิตาลีตามเดิม แต่นักเตะรุ่นหลังจากเขาหลายคนเข้ามาและสร้างปรากฎการณ์ให้ฟุตบอลอังกฤษรู้จักการเล่นอย่างมี "ศิลปะ" และแน่นอนหนึ่งในนั้นคือ จานฟรังโก้ โซล่า 

ในยุคไล่ ๆ กับ โซล่า มีนักเตะอิตาลีอย่าง ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ เบนิโต้ คาร์บอเน่ ซึ่งอาจจะรวมถึงนักเตะที่ย้ายมาจาก เซเรียอา อย่าง เดนิส เบิร์กแคมป์ (อินเตอร์) กับ มาร์กแซล เดอไซญี่ (เอซี มิลาน) ชื่อที่เอ่ยมานี้ล้วนแต่เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น

มันมีเหตุผลมากมายหลายอย่างที่นักเตะเหล่านี้ประสบความสำเร็จ บทความจาก The Guardian เล่าว่าความเป็นนักเตะเชิงสูงสไตล์อิตาเลียนหรือนักเตะจากนอกสหราชอณาจักรคือความแตกต่างของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเวลานั้น และเมื่อได้นักเตะที่มีความสามารถมากกว่าคนอื่น ๆ มันง่ายกว่าที่จะทำทีมโดยมีนักเตะคนนั้นเป็นศูนย์กลางของทีม ให้อิสระในการเล่นของพวกศิลปินลูกหนังเล่านี้ ไม่จับพวกเขาปักหลักในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมากเกินไป เมื่อนั้นพวกเขาจะมีความสุขในการเล่น และเมื่อเดอะแบกเหล่านี้เอ็นจอย ทีมก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ... นี่คือแนวคิดการทำทีมของทีมจากพรีเมียร์ลีกในช่วงยุค 90s   

และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ จานฟรังโก้ โซล่า ย้ายมาอยู่กับ เชลซี ทั้ง ๆ ที่ ณ เวลานั้น สิงห์บลูส์ จบอันดับ 11 ของตารางเท่านั้น 

จาก เซเรียอา สู่ พรีเมียร์ลีก ยุคตั้งไข่

"ตอนนั้นผมมีปัญหาที่ปาร์ม่า ผมเล่นได้ไม่ค่อยดีนัก แล้วก็มีปัญหาส่วนตัวด้วย ดังนั้นเมื่อผมได้รับข้อเสนอจากอังกฤษผมก็เลยรับไว้เลย จริง ๆ ผมอยากลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย ที่นั่นมี โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ จานลูก้า วิอัลลี่ รออยู่"   

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ของ โซล่า พอจะบอกได้ถึงยุคสมัยนั้นเป็นอย่างดี นักเตะที่ดีที่สุดมักมองข้ามพรีเมียร์ลีกไป พวกเขาจะมาที่นี่ก็เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นและเป็นส่วนเกินของทีมดังในเซเรียอา เท่านั้น เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้การย้ายทีมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการก้าวถอยหลังอย่างที่ใครเข้าใจ ? ... โซล่า บอกได้เพียงว่า "ก็ตั้งใจให้มาก ๆ เข้า ไม่ว่าจะเรื่องฟุตบอล หรือการใช้ชีวิต"  

อยากจะเป็นคนสำคัญในต่างแดนก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรม โซล่า หมายความเช่นนั้น เขาพยายามปรับตัวเข้าหานักเตะอังกฤษในทีม เขาเปิดกว้างกับทุกคนและเป็นมิตร ต่างกับนักเตะ อิตาลี อีกคนอย่าง ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ที่ย้ายไปอยู่กับ มิดเดิลสโบรช์ รายนั้นแม้จะประสบความสำเร็จเพียงสั้น ๆ (1 ฤดูกาลถ้วน) แต่ ราวาเนลลี่ เป็นที่รังเกียจของเพื่อน ๆ ในทีมมาก เพราะเขาขี้เกียจ วางตัวเหนือคนอื่น และไม่เคยคิดจะเรียนรู้แม้แต่ภาษาอังกฤษ ... ราวาเนลลี่ ใช้ล่ามส่วนตัว แต่ โซล่า ลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง นั่นคือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

Photo : Teesside Live

"ผมตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษอยู่ 6 เดือน สัปดาห์นึงจะเรียนประมาณ 2 คาบ จากนั้นผมก็อัดเสียงบทเรียนต่าง ๆ มาฝึกเองที่บ้านด้วย มันยากนะในตอนแรก ผมจำได้ว่าการให้สัมภาษณ์กับสื่อของผมช่วงย้ายมาใหม่ ๆ มันตลกดี ผมพูดติดขัดตลอดแบบว่า 'ผมคิดว่าเอ่อ ...', 'อืม ๆ ครับโอเค' ต้องนึกคำพักใหญ่เลย" โซล่า พูดถึงการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของเขา

อีกสิ่งหนึ่งที่ โซล่า เป็นมาเสมอ คือเขาพยายามสร้างความสุขให้กับทุกคนในทีม เขายิ้มหัวเราะและสนิทกับผู้เล่นคนอื่น ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว ที่สำคัญคือเมื่ออยู่ในสนาม สิ่งที่ โซล่า แสดงออกล้วนมหัศจรรย์ทั้งสิ้น

เจอร์รี่ ค็อกซ์ อดีตนักข่าวกีฬาที่มีสิทธิ์ลงคะแนนโหวตนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของพรีเมียร์ลีก เล่าว่าเมื่อครั้งที่ โซล่า มาอยู่กับ เชลซี ใหม่ ๆ สิ่งที่เขาเห็นในตัวนักเตะอิตาเลี่ยนร่างเล็กคือพรสวรรค์ และสิ่งที่เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ โซล่า ทำให้ทุกคนเปิดใจให้กับเขาได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการวางตัวแบบที่ไม่ได้หยิ่งทะนงเหมือนกับนักเตะต่างชาติคนอื่น ๆ ที่มักปลีกวิเวกและมีปฏิสัมพันธ์กับทีมน้อยมาก

"ผมจำได้ว่าผมโหวตให้โซล่า เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลตอนนั้น เขาเพิ่งย้ายมาแต่ผมไม่สนหรอก เพราะเขายอดเยี่ยมมากจริง ๆ ผมจำได้ครั้งหนึ่งผมไปดูเชลซีฝึกซ้อม ผมเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวของโซล่า เขาอาจจะพูดภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ แต่เขาซ้อมตามที่โค้ชสั่ง นอกจากนี้ยังพยายามติวนักเตะเยาวชนที่ได้ซ้อมกับทีมชุดใหญ่ด้วย เขาซ้อมทีมเสร็จเขาก็แยกตัวมาซ้อมเดียวอีก 1 ชั่วโมง เป็นการซ้อมยิงฟรีคิกด้านขวาและซ้าย ... แค่นี้ก็รู้แล้วว่านี่แหละมืออาชีพตัวจริงเลย"

"เอาแบบนี้แล้วกัน ผมขอเปรียบเทียบเขากับ พอล แกสคอยน์ มีความฉลาดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ตลอด เป็นคนสนุกสนานและมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ ถ้าคุณได้เห็น คุณอดที่จะชื่นชมเขาไม่ได้แน่ โซล่า คืออัจฉริยะที่คาดเดาไม่ได้ เขาทำในสิ่งที่ผู้เล่นคนอื่นไม่กล้าทำ มันเป็นสิ่งที่หายากจริง ๆ ในฟุตบอลอังกฤษเวลานั้น"

"อีกอย่างหนึ่ง ณ เวลานั้นเรามีนักเตะต่างชาติในลีกไม่มากเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงเป็นเป้าให้แฟนได้ดูและจับผิดง่ายมากกว่าใคร แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร โซล่า เป็นผู้ชนะในสนามยังไม่พอ เขาชนะใจแฟนบอลด้วย แม้แต่แฟนบอลทีมอื่น ๆ ก็เกลียดเขาไม่ลง" 

ขณะที่ สก็อตต์ มินโต้ นักเตะของ เชลซี ในยุคนั้นที่ได้สัมผัสกับ โซล่า โดยตรงก็ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โซล่า ปรับตัวได้ไวมาก ทั้งในแง่ของการเล่น และการเป็นทีมเพลเยอร์ 

"โซล่า มาอยู่กับเราได้แป๊บเดียว มันเหมือนกับว่าเขาเล่นให้กับเรามาหลายปี ราวกับเขารู้ไส้รู้พุงทุกคนในทีมว่าพวกเราเป็นอย่างไร ที่คุณเห็นเขาเด่นอยู่คนเดียวไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นฟุตบอลชายเดี่ยวหรอกนะ เขาเป็นทีมเพลเยอร์ แต่พวกเราเองต่างหากที่มีความคิดว่า 'ส่งบอลให้ฟรังโก้ดีกว่า เดี๋ยวเราชนะแน่'" มินโต้ กล่าวได้อย่างเห็นภาพ 

และที่มาของการ "ส่งบอลให้ฟรังโก้ซะ เดี๋ยวเราชนะแน่" มีที่มาที่น่าสนใจไม่แพ้ความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่มันคือวิชาลูกหนังชั้นสูงที่ โซล่า ได้ร่ำเรียนมาจากตำนานผู้ล่วงลับอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า ... เขาพูดเสมอว่า วิชาจาก มาราโดน่า ทำให้เขามาได้ไกลเกินว่าที่ตัวเองฝันไว้

ไม่ว่าจะตัวสูงเท่าไหร่ไม่ใช่ประเด็น แต่การเตรียมตัวที่ดี การหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ และการแสดงสปิริตจนได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อน ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ โซล่า โชว์ผลงานในมาตรฐานสูงตลอดช่วงเวลาที่เขาเล่นให้กับ เชลซี 

ติดอาวุธกับนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก  

"ไม่มีกองหลังอังกฤษคนไหนเข้าใกล้โซล่าได้ แล้วคุณจะรู้เลยว่าทำไมตอนอยู่ที่ นาโปลี เขาได้เป็นเบอร์ 2 รองจาก มาราโดน่า แค่คนเดียว" มินโต้ เล่าย้อนกลับไปไกลสักนิด สมัยที่ โซล่า ยังเป็นดาวรุ่ง

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนที่จะมาอังกฤษ โซล่า เคยเป็นเด็กโดนคัดทิ้งเพราะตัวเล็กเกินไป เขามาจากเกาะซาร์ดิเนีย ที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้สร้างนักเตะฝีเท้าดีมากมายนัก และมีกีฬายอดนิยมเป็นกีฬาปาเป้า ดังนั้น จานฟรังโก้ โซล่า จึงไม่ได้เริ่มต้นอาชีพกับทีมใหญ่เลย 

หากเอ่ยชื่อทีมสมัยแรกเริ่มของเขาคุณคงไม่เคยได้ยินชื่อ ... เพราะ โซล่า เล่นในระดับดิวิชั่น 3 กับทีม นูโอเรเซ่ และ ทอร์เรส ซึ่งหากจะบอกเล่าให้เห็นภาพ คือทีมเหล่านี้เป็นทีมที่อยู่เกาะเล็ก ๆ เหมือนกับทีม กายารี่ ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าความเก่งและชื่อเสียงนั้นห่างชั้นกันเยอะ อารมณ์ประมาณ ลิเวอร์พูล กับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ที่เป็นสโมสรในละแวกเดียวกัน แต่ความสำเร็จห่างกันสุดขั้วอะไรประมาณนั้น

จุดเปลี่ยนของ โซล่า เกิดขึ้นตอนที่เข้าเล่นใน เซเรียซี 1 (ดิวิชั่น 3) กับ ทอร์เรส เขาเกิดไปเข้าตา ลูชาโน่ มอจจี้ ดึงตัวเขาไปอยู่ นาโปลี ในปี 1989 ณ เวลานั้น นาโปลี มี มาราโดน่า อยู่ และ มาราโดน่า กำลังเข้าใกล้ช่วงขาลงแล้ว การมาของ โซล่า ถูกวางตัวให้เป็นตัวตายตัวแทน ... ซึ่งเมื่อพบมาราโดน่า โซล่า ก็เข้าหาอย่างนอบน้อมและฝากตัวเป็นศิษย์ชนิดเดินตามติดกันเลยทีเดียว 

คนหนึ่งสูง 165 เซนติเมตร ส่วนอีกคนหนึ่งสูง 168 เซนติเมตร ดังนั้นมันจึงมีประโยชน์มากที่ โซล่า จะได้เห็นวิธีการเล่นแบบเวิลด์คลาสโดยนักเตะตัวเล็กอย่าง มาราโดน่า 

Photo : Mundialistas

"ผมโชคดีมากที่ได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกับ มาราโดน่า ผมได้ซ้อมกับเขาและดูเขาฝึกทุกวัน ทุกวันที่ได้เห็นผมบอกตัวเองว่านี่คือนักเตะที่ไม่เหมือนใคร และนอกสนาม มาราโดน่า เป็นคนที่เรียบง่ายมาก เขาไม่ได้ทำตัวเป็นดารา ไม่ยกย่องตัวเองเหนือใครเลย" โซล่า เปิดถึงเบื้องหลังและอาจจะเป็นที่มาของบุคลิกทีมเพลเยอร์ของเขาที่ได้จาก มาราโดน่า 

มาราโดน่า ถือเป็นพี่ใหญ่ที่พยายามสอน โซล่า หลายเรื่อง ครั้งหนึ่ง มาราโดน่า เคยลงสนามพร้อม โซล่า และในช่วงก่อนเกมเขาบอกกับ โซล่า ว่า "วันนี้เอ็งใส่เบอร์ 10 ข้าจะเลือกเบอร์ 9" ซึ่งนั่นคือเหตุการณ์ที่ โซล่า จำได้ชัดมาก เขาใส่เบอร์ 10 ลงสนามและเต็มไปด้วยความมั่นใจมากกว่าทุกคร้ัง  

นอกจากนี้ มาราโดน่า ยังเป็นคนสอนเทคนิคการยิงฟรีคิกรวมถึงลูกจุดโทษให้กับ โซล่า ด้วย เรียกได้ว่าการย้ายมานาโปลี คือการติดอาวุธครั้งสำคัญของเขาเลยทีเดียว ... นานวันเข้าเขาก็เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และในบางครั้งเขาก็สามารถเอาชนะ มาราโดน่า ในการซ้อมจนได้ 

"เราเคยเดิมพันยิงจุดโทษด้วยเท้าข้างไม่ถนัดนะ ... ถ้าถามว่าใครยิงเข้ามากกว่ากันเหรอ ? อืม ผมไม่ตอบดีกว่า ไม่งั้น ดิเอโก้ จะโกรธเอา (หัวเราะ) เอาเป็นว่าทั้งหมดที่ผมพูดได้คือ มาราโดน่า ไม่สนุกกับความพ่ายแพ้สักเท่าไหร่ แต่การยิงด้วยเท้าข้างไม่ถนัดของเขาต้องบอกเลยว่าโคตรเยี่ยม" โซล่า ว่ากับ FourFourTwo

2 ปีที่ นาโปลี ในฐานะศิษย์มีครู โซล่า และ มาราโดน่า พา นาโปลี คว้าแชมป์ เซเรียอา สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 1990 สิ่งที่คุณเห็นได้จาก โซล่า ล้วนมีความเป็น มาราโดน่า ผสมผสานอยู่ การเป็นผู้เล่นตัวเล็กที่เก็บบอลไว้กับตัวดี การโยกออกริมเส้นและพาบอลเข้าเขตโทษอย่างมีประสิทธิภาพ และการยิงฟรีคิกที่แม่นเหมือนจับวาง จนกลายเป็นนักเตะที่มีสถิติยิงฟรีคิกแม่นยำที่สุดใน เซเรียอา ยุคนั้นโดยยิงฟรีคิกจังหวะเดียวเข้าถึง 20 ลูก (ก่อนจะโดนแซงโดย ฟรานเชสโก้ ต็อตติ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, อันเดรีย ปิร์โล่ และ ซินิซ่า มิไฮโลวิช ในภายหลัง) 

พ่อมดอิตาเลียน 

การวางตัวเยี่ยงนักเตะธรรมดา ไม่แบ่งแยก ไม่มีปัญหากับใคร ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และพรสวรรค์ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ โซล่า กลายเป็นนักเตะอิตาเลียน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้งมา 

เขาเปลี่ยนเชลซีให้เป็นทีมที่อันตราย พาทีมประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแถวหน้าของอังกฤษ หนำซ้ำยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของลีกประจำฤดูกาลได้ในปี 1997 นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรอีก 2 สมัย และถูกยกให้เข้าสู่หอเกียรติยศของฟุตบอลอังกฤษในภายหลัง ... ไม่มีนักเตะอิตาลีคนใดที่จะทำแบบนี้ได้อีกแล้ว

บางครั้งความแตกต่างของวัฒนธรรม หรือการปรับตัวตามแท็คติกก็อาจจะเป็นข้ออ้างที่ง่ายสำหรับนักฟุตบอลอิตาลี หรือนักเตะจากลีก เซเรียอา ที่ย้ายมาเล่นในอังกฤษก็เป็นได้ เพราะหากพวกเขาได้เรียนรู้ถึงการมีอยู่ของ จานฟรังโก้ โซล่า พวกเขาเหล่านั้นจะพบว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ นักเตะร่างเล็กและมาสู่ทีมในวัยใกล้ 30 ปีรายนี้ กระหายที่จะเรียนรู้ และรักที่จะเผชิญความท้าทายในลีกกับสังคมแบบใหม่เสมอ ... เมื่อชีวิตมีความสุข ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น 

ทุกวันนี้ความแตกต่างระหว่างนักเตะอิตาเลียนกับฟุตบอลอังกฤษนับวันจะห่างไกลกันไปเรื่อย ๆ ว่ากันว่าบอลยุคโซล่านั้น มีพื้นที่เล่นมากกว่าและให้อิสระนักเตะในเกมรุกมากกว่า ขณะที่ในยุคปัจจุบันทุกคนต้องช่วยกันเล่นช่วยกันวิ่ง ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหนก็ต้องอยู่ในแท็คติกที่วางไว้ให้ได้ นั่นจึงทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับการปรับตัวจากนักเตะในต่างแดน 

อย่างไรก็ตาม ได้โปรดจงอย่าลืมว่าโลกเรานั้นหมุนไปข้างหน้าเสมอ ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมได้ตลอดไป ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดคือการพัฒนาตัวเอง กระหายในการเรียนรู้ เคารพผู้คนรอบข้าง และตั้งใจทำงานหนักอย่างเต็มที่ เมื่อนั้นคุณจะได้สิ่งตอบแทนตามที่ต้องการเสมอ 

หากเอา โซล่า มาไว้ในยุคนี้ อาจจะไม่ได้การันตีว่าเขาจะประสบความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่ที่แน่ ๆ หากสโมสรใดได้นักเตะอย่างเขาคนนี้ไปร่วมทีม นั่นหมายความพวกเขากำลังจะได้ตัวนักเตะที่เฉียบขาดทั้งบู๊และบุ๋น ทั้งเป็นศิลปินและเถรตรงต่อกฎระเบียบของทีม ... นักเตะพวกนี้จะเป็นอากาศบริสุทธิ์ที่ทำให้ทีมอยู่กันอย่างสดชื่นและเป็นปึกแผ่น 

ถึงตรงนี้คงต้องถามทิ้งท้ายแบบซื่อ ๆ เลยว่า มีทีมใดไม่ต้องการนักเตะแบบนี้บ้างล่ะ ?

แหล่งอ้างอิง 

https://www.fourfourtwo.com/features/why-do-so-many-big-serie-signings-flop-premier-league
https://onefootball.com/en/news/italy-premier-league-nations-30986433
https://theathletic.co.uk/1988724/2020/08/19/premier-league-60-zola-chelsea/?redirected=1
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2203425/Gianfranco-Zola-interview-The-Entertainer-says-prove.html
https://theathletic.com/1693792/2020/03/24/zola-backheel-chelsea-norwich-2002-greatest-goals/
https://en.wikipedia.org/wiki/Gianfranco_Zola
https://www.fourfourtwo.com/features/gianfranco-zola-one-one
https://www.theguardian.com/football/these-football-times/2018/jan/25/italian-football-premier-league-serie-a-language

-------------------------------------------------

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

Born To Be Legend : รวมวีรกรรมสุดระห่ำที่ทำให้ ดิเอโก้ มาราโดน่า เป็น "ตำนาน"

Maradona in Mexico : สารคดีที่สะท้อนให้เห็นอีกด้านของชายชื่อ "มาราโดนา"

-------------------------------------------------

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

ยอดนิยมในตอนนี้