เกมระหว่าง Newcastle vs Athletic Club ที่เซนต์เจมส์พาร์กเมื่อคืนเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่แฟนบอลสาลิกาดงคงจะจดจำได้ดี เพราะมันไม่ใช่แค่ชัยชนะ 2-0 ในศึกแชมเปียนส์ลีกเท่านั้น แต่มันคือเกมที่ “ทีมของเอ็ดดี้ ฮาว” แสดงให้เห็นถึงหัวใจ, ระบบ, และพลังในบ้านที่แทบจะกลืนคู่แข่งทั้งสนาม ผมจำได้ว่าก่อนเกมนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับนิวคาสเซิลหลังแพ้เวสต์แฮมไปแบบไม่มีทรง หลายเสียงบอกว่าทีมเริ่มล้า เริ่มหมดไอเดีย แต่คำว่า “ล้า” ดูจะกลายเป็นเชื้อไฟมากกว่าข้อแก้ตัว เพราะลูกทีมของฮาวตอบกลับเสียงวิจารณ์ด้วยฟอร์มที่จัดจ้านสุดๆ Burn และ Joelinton – คู่หัวโหม่งแห่งชัยชนะ สองประตูที่มาจากลูกโหม่งของ แดน เบิร์น และ โจลินตัน เป็นภาพสะท้อนของนิวคาสเซิลยุคนี้อย่างแท้จริง พวกเขาไม่จำเป็นต้องครองบอลเหนือกว่า ไม่ต้องเปิดเกมรุกหวือหวา แต่ทุกจังหวะเซ็ตเพลย์หรือบอลครอสเข้าเขตโทษคือ “อาวุธร้าย” ที่คู่แข่งประมาทไม่ได้เลย ลูกแรกของเบิร์นในนาที 11 มันคือลูกสูตรจากสนามซ้อมแบบเต็มๆ จังหวะฟรีคิกที่คีแรน ทริปเปียร์เปิดเข้าไปอย่างแม่นยำ และเบิร์นในวัย 33 ปีที่ความสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว (ราว 201 ซม.) ก็ขึ้นโขกเต็มหัวเข้าเสาอย่างสวย แถมเป็นลูกที่คล้ายกับที่เขาเคยยิงในรอบชิงคาราบาวคัพเมื่อปีที่แล้วเสียด้วย ส่วนลูกสองในครึ่งหลัง นาที 49 ก็เป็นฝีมือของ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ ที่ใช้เท้าซ้ายพลิ้วๆ หลอกแนวรับก่อนเปิดไปให้ โจลินตัน โหม่งโล่งๆ เสียบตาข่าย เป็นประตูที่มาจากการซ้อม การเคลื่อนที่ และการสื่อสารที่เข้าใจกันในทุกจังหวะ Athletic Club – ทีมใจสู้ที่ขาดโชค ฝั่ง แอธเลติก บิลเบา เองก็ไม่ได้เล่นแย่ พวกเขาขาดผู้เล่นหลักหลายคนจากอาการบาดเจ็บ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงระบบการเพรสสูงที่เป็นเอกลักษณ์ และเกือบตีเสมอในครึ่งแรกจากลูกยิงของ อดามา โบอิโร ที่ชนเสาแบบน่าเสียดาย นิค โพ๊ป ผู้รักษาประตูของนิวคาสเซิลก็ต้องออกแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะลูกยิงของ อูไน โกเมซ และช่วงท้ายจาก นิโก เซร์ราโน่ ที่หวดเต็มแรงแต่ก็ยังถูกปัดออกหลังไปได้อย่างเหลือเชื่อ พูดตรงๆ คือ ถ้าบิลเบายิงได้ลูกหนึ่ง เกมอาจพลิกก็ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มาเปิดบ้านให้โดนถล่ม แต่ปัญหาคือพวกเขาขาดจังหวะสุดท้ายที่จะเปลี่ยนความพยายามให้เป็นประตู การตอบสนองของนิวคาสเซิลหลังความพ่ายแพ้ สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเกมนี้คือ “การตอบสนองของนักเตะ” หลังจากพ่ายเวสต์แฮมเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ทุกคนดูมีความมุ่งมั่นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะแดน เบิร์น ที่พูดหลังเกมว่า “ทุกคนรู้ว่าเราจะไม่หายไปง่ายๆ” ประโยคนั้นสะท้อนชัดถึงจิตใจของทีมนี้ เอ็ดดี้ ฮาว เองก็ต้องได้รับเครดิต เขากล้าหมุนทีมบางตำแหน่ง แต่ยังรักษาโครงหลักไว้ครบ และการกลับมาของบาร์นส์ในตำแหน่งริมเส้นก็ช่วยให้เกมรุกดูมีมิติขึ้นมาก ไม่ต้องพึ่งแอนโธนี่ กอร์ดอน เพียงคนเดียว (ที่ดันมาเจ็บอีกด้วย) ความหมายของชัยชนะครั้งนี้ ชัยชนะเหนือแอธเลติกทำให้นิวคาสเซิลขยับขึ้นอันดับ 6 ของตารางกลุ่ม เหนือกว่าเรอัล มาดริดชั่วคราว และยังเป็นการเก็บชัยในเกมยุโรป 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ในฐานะแฟนบอล (และคนที่เฝ้าดูพัฒนาการของทีมนี้มาตั้งแต่ยุคสตีฟ บรูซ) ผมรู้สึกว่าทีมชุดนี้มี “โครงสร้าง” และ “สปิริต” ที่จะไปได้ไกลจริงๆ แม้จะยังไม่ใช่ทีมระดับแชมป์ยุโรป แต่พวกเขากำลังกลายเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอในบ้านแน่ๆ มองไปข้างหน้า หลังจากเกมนี้ นิวคาสเซิลจะออกไปเยือนเบรนท์ฟอร์ดในพรีเมียร์ลีก ก่อนกลับมาเปิดบ้านรับแมนฯ ซิตี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ ส่วนบิลเบาจะกลับไปเล่นในลา ลีกา พบเรอัล โอเบียโด้ แล้วต่อด้วยการเจอบาร์เซโลนาที่คัมป์นู เป็นช่วงโปรแกรมหนักของทั้งสองทีม แต่เกมนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าใครมีความมั่นใจมากกว่า สรุป นิวคาสเซิลชนะด้วยความครบเครื่อง ทั้งแท็กติก เซ็ตเพลย์ และความมุ่งมั่น นักเตะอย่างแดน เบิร์น กลายเป็นภาพแทนของคำว่า “ทีมเวิร์ก” ส่วนบิลเบาเองก็เล่นได้สมศักดิ์ศรี แต่ขาดเพียงรายละเอียดเล็กๆ ที่ต่างกัน ผมว่าคำเดียวที่อธิบายเกมนี้ได้ดีที่สุดคือ “พลังของบ้าน” พลังที่ทำให้แฟนบอลลุกขึ้นปรบมือ พลังที่ทำให้นักเตะทุ่มทุกหยดเหงื่อ และพลังที่ทำให้ Newcastle vs Athletic Club กลายเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่เซนต์เจมส์พาร์กจะไม่มีวันลืม. รูปภาพปก 1 มาจาก Newcastle United :|: รูปภาพปกที่ 1 รูปภาพประกอบ 1 มาจาก Newcastle United :|: รูปภาพประกอบที่ 1 รูปภาพประกอบ 2 มาจาก Athletic Club :|: รูปภาพประกอบที่ 2 รูปภาพประกอบ 3 มาจาก Newcastle United :|: รูปภาพประกอบที่ 3 รูปภาพประกอบ 4 มาจาก Athletic Club :|: รูปภาพประกอบที่ 4 ส่องนักบอลตัวเต็ง ดูสดระเบิดแมทช์สุดมันส์บน App TrueID โหลดฟรี !