เกมระหว่าง Aston Villa vs M. Tel-Aviv ในศึกยูโรป้าลีกที่ “วิลล่า พาร์ค” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโลกยุคปัจจุบัน ที่กีฬาและการเมืองแทบจะแยกจากกันไม่ออก ผมว่ามันเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ “พูดยาก” ที่สุดของฤดูกาล ทั้งในแง่ของความรู้สึก ความเข้าใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นรอบสนาม ก่อนเกมจะเริ่ม มีผู้ประท้วงหลายร้อยคนมาชุมนุมบริเวณรอบสนามในเมืองเบอร์มิงแฮม ฝั่งหนึ่งคือกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ที่ถือป้ายเรียกร้องให้หยุดความรุนแรงในกาซา ขณะที่อีกฝั่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนอิสราเอลที่เดินขบวนพร้อมป้ายข้อความต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและการต่อต้านชาวยิว ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ – ตำรวจมากกว่า 700 นาย ถูกระดมเข้าพื้นที่โดยรอบ วิลล่า พาร์ค และที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดคือการที่ Maccabi Tel-Aviv ถูก “แบนแฟนบอล” ไม่ให้เดินทางเข้าชมเกมในอังกฤษ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเวสต์มิดแลนด์ หลังได้รับข้อมูลว่าในกลุ่มแฟนบอลของ Maccabi มี “พฤติกรรมหัวรุนแรง” ที่อาจก่อให้เกิดเหตุวุ่นวายได้ ฟังดูอาจรุนแรง แต่ในมุมของตำรวจ การตัดสินใจนี้คือการ “ลดความเสี่ยงสูงสุด” ท่ามกลางบรรยากาศที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะเสี่ยง ผมมองว่า การไม่มีแฟนทีมเยือนในเกมฟุตบอลยุโรปมันดู “เศร้า” มาก เพราะฟุตบอลคือวัฒนธรรมของการมาเจอกัน แลกเสียงเชียร์ แลกสีสันในสนาม แต่ครั้งนี้ วิลล่า พาร์ค กลับมีเพียงเสียงของแฟนเจ้าบ้าน และเสียงของการประท้วงอยู่นอกกำแพงสนาม บรรยากาศนอกสนามเรียกว่า “ไม่ธรรมดา” มีทั้งการตะโกนด่ากันระหว่างสองฝ่าย ป้ายเรียกร้องให้หยุดยิงในกาซา เสียงตะโกน “Free Palestine” ปะทะกับป้าย “Ban hatred not fans” ที่ขับผ่านไปบนรถบรรทุกพร้อมจอ LED มันชัดมากว่าผู้คนไม่ได้มาเพราะฟุตบอลอย่างเดียว แต่เพราะ “ความหมาย” ของเกมนี้ถูกโยงเข้ากับสงคราม ความเจ็บปวด และอัตลักษณ์ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ปฏิกิริยาของแฟนบอล Aston Villa เอง ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของแฟนคนหนึ่งชื่อ Adam Selway เขาบอกว่าเขาใส่ผ้าพันคอครึ่งหนึ่งเป็นสีของ Villa อีกครึ่งเป็นของ Maccabi Tel-Aviv เพราะอยากแสดงออกว่า “มันควรเป็นเรื่องของฟุตบอล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง” คำพูดนั้นมันง่ายแต่จริงจังมาก ผมเข้าใจความรู้สึกของแฟนบอลแบบนั้นดี เพราะฟุตบอลคือที่พักใจของผู้คนในวันที่โลกภายนอกวุ่นวายที่สุด แต่ความจริงคือ เกมนี้ไม่อาจหลีกหนีการเมืองได้เลย เหมือนกับที่ผู้นำกลุ่ม Palestine Solidarity Campaign กล่าวไว้ว่า “การจัดแข่งแมตช์นี้เป็นการเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของผู้คนนับล้าน” และฝั่ง Maccabi ก็รู้สึก “เสียใจอย่างยิ่ง” ที่แฟนบอลตัวเองไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา พวกเขาออกแถลงว่า “ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่ของความสุข ไม่ใช่เวทีของความเกลียดชัง” พูดตรงๆ ผมเข้าใจทั้งสองฝั่ง ทั้งคนที่อยากให้เกมเดินหน้าตามปกติ และคนที่รู้สึกว่าการให้ทีมจากอิสราเอลมาแข่งในช่วงสงครามมันไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือ “ความกลัวและความไม่ไว้วางใจ” มันแทรกอยู่ในทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การห้ามแฟนทีมเยือน ไปจนถึงการที่ตำรวจใช้กฎหมาย Section 60 ให้อำนาจค้นตัวผู้คนทั่วเบอร์มิงแฮม ในสนามฟุตบอลเอง เกมก็เล่นกันภายใต้แรงกดดันสูง Aston Villa ยังพยายามรักษามาตรฐานของทีมจากพรีเมียร์ลีกที่กำลังรุ่งในยุคของ Unai Emery ส่วน Maccabi Tel-Aviv ก็ต้องลงสนามโดยไม่มีเสียงเชียร์จากแฟนตัวเอง ซึ่งสำหรับนักเตะแล้ว มันไม่ต่างจากการเล่นในสนามที่เงียบจนเย็นชา ผมเชื่อว่าทั้งสองทีมอยากให้ผู้คนพูดถึงพวกเขาเพราะ “ฟอร์มการเล่น” ไม่ใช่ “ความขัดแย้ง” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคืนวันนั้น โลกภายนอกกำลังจับตา “เหตุการณ์” มากกว่า “ฟุตบอล” สิ่งที่ผมได้จากเกมนี้ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือคำถามใหญ่ที่ค้างอยู่ในใจ ฟุตบอลยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนจริงหรือเปล่า? ในยุคที่ความขัดแย้งทางการเมือง ศาสนา และอุดมการณ์แทรกซึมเข้ามาในทุกมิติของชีวิต ฟุตบอลอาจไม่สามารถ “ไร้เดียงสา” ได้อีกต่อไป แต่มันยังคงมีพลังที่จะรวมผู้คนไว้ด้วยกันได้ หากทุกฝ่ายมองกันด้วยความเป็นมนุษย์ก่อนที่จะมองด้วยความแตกต่าง รูปภาพปก 1 มาจาก Aston Villa FC :|: รูปภาพปกที่ 1 รูปภาพประกอบ 1 มาจาก Aston Villa FC :|: รูปภาพประกอบที่ 1 รูปภาพประกอบ 2 มาจาก Aston Villa FC :|: รูปภาพประกอบที่ 2 รูปภาพประกอบ 3 มาจาก Aston Villa FC :|: รูปภาพประกอบที่ 3 รูปภาพประกอบ 4 มาจาก Aston Villa FC :|: รูปภาพประกอบที่ 4 ส่องนักบอลตัวเต็ง ดูสดระเบิดแมทช์สุดมันส์บน App TrueID โหลดฟรี !