รีเซต

ครั้งหนึ่ง ณ นาโงยะ : เมื่อ เวนเกอร์ ถอดใจจนต้องมาหาความหมายของชีวิตที่ญี่ปุ่น | Main Stand

ครั้งหนึ่ง ณ นาโงยะ : เมื่อ เวนเกอร์ ถอดใจจนต้องมาหาความหมายของชีวิตที่ญี่ปุ่น | Main Stand
เมนสแตนด์
20 พฤษภาคม 2565 ( 19:30 )
144

อาร์แซน เวนเกอร์ คือผู้จัดการทีมคนเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่สามารถพาทีมจบด้วยการเป็นแชมป์ลีกโดยไม่แพ้ใครเลยแม้แต่เกมเดียว เรื่องราวของแชมป์ไร้พ่ายสำหรับทีม อาร์เซน่อล อาจจะถูกบอกเล่าต่อกันมาหลายครั้งแล้ว ทว่าก่อนหน้านั้นล่ะ ... ก่อนที่เวนเกอร์จะมาที่อังกฤษ เขาผ่านอะไรมาก่อน 


 

นี่คือเรื่องราวของ 18 เดือนในประเทศญี่ปุ่น ที่เมืองนาโงยะ จังหวัดไอจิ อาร์แซน เวนเกอร์ ไปที่นั่นกับงานที่เขาไม่เคยรู้จักและภาษาที่เขาไม่เคยพูดได้ แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เขาเชื่อว่าเป็นจุดเปลี่ยนของอาชีพตนเอง 

ติดตามเรื่องราวของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ นาโงยะ ได้ที่ Main Stand 

 

คิดซะว่ามาหาความหมาย 

ลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่นนั้นใช้เวลาในการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปี 1960 พวกเขาพยายามจะเปลี่ยนจากเดิมที่ทีมส่วนใหญ่เป็นทีมจากองค์กรให้กลายเป็นทีมที่ได้รับการสนับสนุนและผูกกับท้องถิ่น จนกระทั่งในปี 1993 เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ฟุตบอลบูม" กล่าวคือเป็นการผูกทีมฟุตบอลเข้ากับท้องถิ่นอย่างจริงจัง ทำให้ในฤดูกาล 1993 เป็นฤดูกาลแรกที่พวกเขามียอดแฟนบอลเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 18,000 คนต่อเกม ก่อนจะเพิ่มเป็น 19,598 คนในฤดูกาลต่อมา 

เมื่อมีฐานแฟนบอล มีรายได้จากการขายบัตร แต่ละทีมก็ต้องการที่จะต่อยอดความสำเร็จและคุณภาพขึ้นไป การว่าจ้างชาวต่างชาติทั้งในฐานะโค้ชและนักเตะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และในปี 1995 ก็ถึงคิวของสโมสร นาโงยะ แกรมปัส ที่กำลังต้องการโค้ชยุโรปสักคนซึ่งสามารถเข้ามายกระดับและวิธีการเล่นของทีมได้ และพวกเขาเล็งเป้าไว้ที่กุนซือชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า อาร์แซน เวนเกอร์ 

ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น อาร์แซน เวนเกอร์ มีประสบการณ์คุมทีมระดับลีกเอิง ของฝรั่งเศสมาแล้ว 2 สโมสรทั้งกับ น็องซี่ และ โมนาโก นับเป็นจำนวนเกมทั้งหมด 350 นัด โดยในช่วงที่เขาคุมโมนาโกนั้น เวนเกอร์ เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว ในฤดูกาล 1987-88 นอกจากนี้ยังเคยพา โมนาโก คว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศอีก 1 รายการ คือรายการ เฟรนช์ คัพ ในปี 1990-91 

มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่ปกติ เพราะเดิมทีกุนซือที่ประสบความสำเร็จในลีกอย่างฝรั่งเศสมักจะเลือกเส้นทางที่เดินไปข้างหน้าโดยไปคุมทีมที่ใหญ่กว่า หรือไปอยู่ในสโมสรที่อยู่ในลีกที่แข็งแกร่งกว่า แต่สุดท้ายเวนเกอร์กลับเลือกตอบข้อเสนอที่ นาโงยะ แกรมปัส มอบให้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? 

ย้อนกลับไปในปี 1994 ที่ เวนเกอร์ คุมทีมโมนาโกมา 6 ปีแล้วเกิดปัญหาเรื่องทีมฟอร์มตก เขาไม่สามารถประคับประคองทีมให้ดีเหมือนเดิมได้ หมดลุ้นแชมป์ทุกรายการ จากนั้นเขาก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง 

เวนเกอร์ เล่าย้อนความไปว่าเขาไม่ทันได้เตรียมตัวที่จะต้องมาเจอกับการโดนไล่ออกครั้งนั้น ช่วงที่มีข่าวเล็ดลอดออกมา เวนเกอร์ ยอมรับว่าเขาเครียดและทำให้สภาวะจิตใจไม่ปกตินัก จนเขาทำงานออกมาได้ไม่ดีและขาดความมุ่งมั่นจากที่เคยเป็น 

"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตผมเลย เมื่อคุณอยู่ในหน้าที่การงานอย่างผู้จัดการทีมคุณจำเป็นจะต้องใช้ความคิดกับทุกเรื่องทุกรายละเอียด แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่างเปล่า และการไปทำงานแล้วรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเปล่าประโยชน์คือหายนะของอาชีพนี้ดี ๆ นี่เอง" เวนเกอร์ กล่าว 

เวนเกอร์ อยู่ในช่วงเวลาที่เคว้งคว้างที่ต้องการความสุขกับชีวิตและหน้าที่การงานกลับมาอีกครั้ง เขาได้พบกับ โชอิจิโร โทโดยะ ประธานสโมสร แกรมปัส (สายความเร็วเห็นนามสกุลคุ้น ๆ ไม่ต้องแปลกใจ เพราะบริษัทรถยนต์ โตโยต้า คือเจ้าของทีม นาโงยะ แกรมปัส) และได้เริ่มพูดคุยกัน 

ท่านประธานบอกกับเวนเกอร์ว่า เหตุผลที่สโมสรอยากได้ตัวเขามาเป็นโค้ชเพราะว่าสโมสรแห่งนี้วางเป้าหมายว่าต้องการเป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และใหญ่ที่สุดในโลกภายในเวลา 100 ปี 

นี่คือคำพูดที่ฟังแล้วดูเพ้อฝันคล้าย ๆ กับมังงะญี่ปุ่นหลายเรื่อง ๆ เวนเกอร์เองก็รู้ดีว่าโอกาสที่สโมสรจากญี่ปุ่นจะเก่งที่สุดในโลกเป็นไปได้ยากมาก ๆ ถึงมากที่สุด ต่อให้มีเวลาเป็น 100 ปี แต่วัตนธรรมฟุตบอลของที่นี่ก็เพิ่งเริ่มเติบโตแต่งต่างกับในยุโรปที่เป็นอาชีพมาหลายสิบปีแล้ว

หากเป็นสถานการณ์ปกติ เวนเกอร์ ที่ยังเป็นกุนซือไฟแรงคงไม่มีทางรับข้อเสนอนี้แน่ แต่ ณ ตอนนั้นเขาเหมือนกับชายวัยกลางคนที่กำลังสับสนกับตัวเองว่าสิ่งที่ทำมาตลอดชีวิตนั้นถูกหรือผิด ? เขาเหมาะกับงานอื่นมากกว่าไหม เขาควรยอมถอยหรือเปล่า ? คำถามเหล่านี้รบกวนจิตใจเขาทั้งวี่ทั้งวันหลังตกงาน 

ดังนั้นการรับงานที่ นาโงยะ แกรมปัส จึงเปรียบเสมือนกับการที่ใครสักคนอยากหลุดออกจากกรอบเดิม ๆ ไปในที่ที่เราไม่รู้จักและแทบไม่มีใครรู้จักเรา พร้อมกับภาระหน้าที่ที่แสนจะแฟนตาซีกับโปรเจ็กต์เก่งที่สุดในโลกใน 100 ปี ... เวนเกอร์ รับข้อเสนอนั้นทันที 

"100 ปีเลยนะ คุณคิดดูสิ เวลาที่เขาบอกลบล้างความกดดันและความเครียดที่ผมมีไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่อึดใจเดียว คุณมีเวลาพิสูจน์ตัวเองเป็นร้อยปี นี่เป็นข้อเสนอที่ใจกว้างมากเลย ผมจะได้เป็นหนึ่งในสายพานแห่งประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าที่ผมเคยคิด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ล้ำหน้าในแบบที่ผมไม่อาจนึกถึง ... มนุษย์เราอยู่กับความคิดที่ว่าโลกกำลังไล่ตามหลังเราบ่อยเกินไป มนุษยชาติไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ้นหวังขนาดนั้น" เวนเกอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ในปี 2014  

 

แค่ฝรั่งอีกคน 

ย้อนกลับไปปี 1994 อีกครั้ง นาโงยะ แกรมปัส เป็นทีมที่ไม่ค่อยเก่งกาจนัก พวกเขาจบอันดับที่ 8 ในเลกแรกของฤดูกาล ก่อนที่เลกสองพวกเขาจะตกมาอยู่ในโซนท้ายตาราง

ในช่วงปลายปี 1994 เวนเกอร์ เดินทางมาที่ญี่ปุ่นแล้วแต่จะยังไม่ได้เริ่มงานจนกว่าฤดูกาล 1995 (เดือนมีนาคม) จะมาถึง ช่วงเวลาที่ว่างราว 3-4 เดือนของเขาได้ใช้เวลาไปกับการรวบรวมทีมงานหลังบ้านของเขา เขาดึงโค้ชชาวฝรั่งเศสอย่าง โบโร พริโมรัค มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนี้ยังเข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่และสตาฟโค้ชคนอื่น ๆ ในสโมสรอีกด้วย 

สิ่งสำคัญที่สุดของเวนเกอร์ในตอนนั้นคือ "ล่าม" อย่าลืมว่าเขาพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว และเขาก็ได้ล่ามคนสำคัญที่กลายเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของเขาในดินแดนซามูไร ชื่อของล่ามคนนั้นคือ โก มูราคามิ ที่ไม่ได้รู้ภาษาฝรั่งเศสแต่รู้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่เวนเกอร์ใช้สื่อสารได้คล่องแคล่ว การหาล่ามในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก เพราะคนญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นชาตินิยมสูงพอสมควร 

"ผมได้ยินมาว่าเขามาจากโมนาโกและผมไม่รู้เกี่ยวกับเขาเลย แต่ทุกคนบอกว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่ดีจากประเทศฝรั่งเศส ผมถูกมอบหมายงานว่า 'โก คุณต้องไปให้การดูแลคุณเวนเกอร์' และผมใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งที่ แกรมปัส เอท อยู่กับเขาตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจนทุกวันนี้คือ อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นคนขยัน" โก กล่าวเริ่ม

สิ่งที่ เวนเกอร์ บอกกับโกให้แปลสิ่งที่เขาพยายามจะบอกให้ทุกฝ่ายในสโมสรรู้คือ จากนี้สโมสรจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง เริ่มตั้งแต่การกิน สภาพจิตใจ วิธีการฝึก ที่ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนใหม่และทุกคนจะต้องเชื่อในสิ่งที่เขาบอกและปฏิบัติตามให้ได้เพื่อรอดูความแตกต่างที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

"ตอนแรกที่เวนเกอร์มาถึงญี่ปุ่น เราเป็นทีมที่แย่มาก เราแพ้ 7-8 เกมติดต่อกัน และเวนเกอร์บอกหลายสิ่งให้กับทุก ๆ คนรู้เกี่ยวกับเรื่องโภชนาการ การเข้าถึงปัญหาเรื่องจิตใจ วิธีควบคุมผู้เล่นให้อยู่กฎระเบียบ เขาไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่เขาค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การทำงานแบบญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่าทีมของเรายังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นในเรื่องของศาสตร์ของฟุตบอล" โก กล่าว 

แม้จะมาพร้อมกับศาสตร์และศิลป์ แต่อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นคนญี่ปุ่นมีมุมมองที่ไม่ค่อยดีนักกับชาวยุโรปที่ทำให้พวกเขาเป็นผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขามีความเป็นชาตินิยมสูงและเปิดใจกับใครยาก งานของเวนเกอร์ในตอนแรกคือการละลายพฤติกรรมและสร้างความเข้าใจให้กับนักเตะในทีมว่า "ทำไมทุกคนควรต้องเชื่อเขา" 

"ตอนแรกไม่มีใครเชื่อที่เวนเกอร์บอกสักเท่าไหร่ ตอนนั้นฟุตบอลญี่ปุ่นเริ่มมีการจ้างชาวต่างชาติ แต่นักเตะในทีมก็ไม่ค่อยอินนัก พวกเราคุยกันภายในและเรียกเขาว่า 'ไอ้ฝรั่งหน้าใหม่มาโน่นอีกคนแล้ว'" เท็ตสึโอะ นาคานิชิ ผู้เล่นตำแหน่งกองหลังของทีมเปิดใจกับ โฟร์โฟร์ทู 

ขณะที่เวนเกอร์เองก็ยอมรับว่าในช่วงเริ่มงานแรก ๆ ปัญหาใหญ่คือเขารู้สึกว่ามีกำแพงกั้นระหว่างเขากับบุคลากรและนักเตะในทีม

โปรเจ็กต์เปลี่ยนทีมใหม่ของเวนเกอร์ค่อย ๆ ดำเนินไปในแต่ละวัน เขาคุมทีมลงซ้อมเองทุกเซสซั่น สอนกันตั้งแต่วิธีครองบอล ดักบอล ผ่านบอล เรียกได้ว่าไล่กันตั้งแต่เบสิก จนนักเตะหลายคนบ่นกันว่าเหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง แม้เรื่องเหล่านี้จะหลุดมาถึงหูเวนเกอร์แต่เขาก็ไม่สนใจ เขายืนยันคำเดิมว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปแบบนี้เพราะสำหรับฟุตบอลพื้นฐานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 


Photo : rocksendfm.com

แรก ๆ นั้นนักเตะไม่เปิดใจและไม่เข้าใจกับความละเอียดของเวนเกอร์ เพราะตอนนั้นเจลีกไม่ได้มีการตกชั้น ผลงานของทีมจึงไม่ดีนัก ทีมไม่ค่อยจะชนะใครกระท่อนกระแท่นไม่ดุดัน ครองบอลไม่เป็น เวนเกอร์ก็ค่อย ๆ เริ่มวิเคราะห์ว่าทั้ง ๆ ที่เขาสอนเรื่องต่าง ๆ มาเยอะแล้วแต่ทำไมถึงไม่ดีขึ้นอย่างที่เขาคิด 

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็เกิดพุทธปัญญาชนิดที่ว่าดีดนิ้วทีเดียวก็ร้องอ๋อ ! ทุกอย่างกระจ่างทันที นั่นคือคำตอบนั้นง่ายกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยทีเดียว 

 

เข้าถึง เปลี่ยนแปลง และเป็นหนึ่งเดียว 

เรื่องง่าย ๆ ก็คือนักเตะญี่ปุ่นไม่ได้เป็นคนหัวดื้อหรือไม่สนใจสิ่งที่เขาสอน แต่ปัญหาคือนักเตะในทีมเชื่อสิ่งที่เขาสอนมากไปต่างหาก...


Photo : rocksendfm.com

นักเตะในทีมตั้งใจเกินไป พวกเขาทำทุกอย่างที่เวนเกอร์สอนเหมือนกับเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีการพลิกแพลงและเล่นฟุตบอลด้วยจินตนาการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนักเตะในทีมคิดว่าการใช้จินตนาการและเล่นเกินที่โค้ชสั่งถือเป็นความผิดและเป็นการไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้นฟุตบอลของ นาโงยะ แกรมปัส ในช่วงแรก ๆ ในยุคเวนเกอร์จึงเป็นเหมือนกับฟุตบอลที่น่าเบื่อ ไร้ประสิทธิภาพ และจับทางง่ายเกินไป 

"กำแพงกั้นระหว่างเราสูงมาก และมันเป็นกำแพงที่ความรู้ต่าง ๆ ของผมที่ร่ำเรียนมาจากยุโรปไม่สามารถทำลายมันได้เลย แต่ละเรื่องแต่ละอย่างต้องสอนกันแบบลงลึก ต้องแนะนำกันเป็นพิเศษ" เวนเกอร์ กล่าวก่อนจะจี้ถึงปัญหาว่า

"แต่ในขณะเดียวกันผมก็ต้องสอนเรื่องจินตนาการให้กับพวกเขา ผมต้องพยายามทำให้พวกเขารู้ว่านักเตะที่มีบอลอยู่กับเท้าเป็นฝ่ายควบคุมเกม นอกจากจะสอนให้พวกเขาเชี่ยวชาญด้านพื้นฐานและอยู่ในแผนการเล่นแล้วผมต้องสอนให้พวกเขาพยายามเป็นตัวของตัวเองให้ได้ด้วย" 


Photo : qoly.jp

กำแพงนั้นทลายลง เวนเกอร์เข้าใจแล้วว่าปัญหาคืออะไร เขาปล่อยให้นักเตะของตัวเองใช้จิตนาการในสนาม ทำให้ทุกคนในทีมเชื่อมั่น มีสภาพจิตใจที่ดี กล้าเล่น กล้าเลี้ยง กล้ายิง เขาสอนให้ทุกคนมองข้ามวิธีการไปบ้างในบางครั้ง และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากขึ้น ... กล่าวคือไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ถูกต้องตามตำราแต่ทำให้ฟุตบอลมันเข้าประตูให้ได้ก็พอ

เรื่องนี้โดนใจนักเตะอย่าง ดราแกน สตอยโควิช นักเตะดีกรีทีมชาติยูโกสลาเวีย ที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายอาชีพที่นาโงยะเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ สตอยโควิช มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและไม่ทุ่มเทให้กับการซ้อม เพราะเขาเบื่อกับการซ้อมที่ซ้ำไปซ้ำมา แต่การมาของเวนเกอร์ทำให้เสือเฒ่าอย่างเขาสนุกอีกครั้ง ไม่ว่าจะทั้งการซ้อมและตอนที่แข่งจริง เพราะนอกจากจะซ้อมสนุกขึ้นแล้วเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ก็เข้าใจฟุตบอลมากขึ้น มันจึงทำให้เขาเล่นง่ายขึ้นด้วย

"อาร์แซน เวนเกอร์ เปลี่ยนทุกอย่างที่สโมสร เขาแสดงให้นักเตะคนอื่น ๆ เห็นว่าพวกเขาสามารถสนุกกับการเล่นฟุตบอล สนุกกับการฝึกซ้อม" สตอยโควิช กล่าว "มันไม่ใช่แค่งาน แต่พวกเขาสามารถแสดงออกได้ มันต้องใช้เวลาแต่ผู้เล่นก็เริ่มตอบสนองการทำงานของเวนเกอร์แล้ว"


Photo : twitter.com/J_League_En

จบเลกแรกของฤดูกาล 1995 นาโงยะ แกรมปัส ที่จบอันดับบ๊วยของลีกเมื่อปีที่แล้วขยับมาอยู่อันดับ 4 ของตาราง และจบอันดับเลกสองด้วยการเป็นรองแชมป์ฟุตบอลลีก เหนือสิ่งอื่นใดคือการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่าง เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ อีกด้วย ทั้งหมดนี้คือพัฒนาการที่เวนเกอร์นำมาสู่ นาโงยะ แกรมปัส กุนซือที่กำลังจะหมดไฟกลับมาสนุกอีกครั้งกับงานที่เขาทำ

เวนเกอร์ หลงรักทุกวินาทีที่ญี่ปุ่น เขากลับมามีไฟทำงาน เริ่มจัดการเรื่องโภชนาการต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเมนูอาหารก่อนแข่งให้ไม่มีน้ำมัน กินผักและผลไม้ที่กรดน้อย ๆ เขาซึมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับทุกคนในทีม เขาพูดคำง่าย ๆ อย่าง "Arigato gozaimas" (ขอบคุณมาก) ทุกครั้งที่นักเตะของเขาพยายามทำตามที่เขาบอก 

ไม่ใช่แค่เข้มงวดกับนักเตะในทีม เขากลับมาเข้มงวดกับตัวเองด้วย โบโร ผู้ช่วยของเวนเกอร์ยังเล่าว่า ในช่วงก่อนแข่งแต่ละเกมเวนเกอร์แทบไม่ได้นอนเพราะต้องนั่งดูวิดีโอการเล่นของคู่แข่ง กว่าที่เขาจะวิเคราะห์คู่แข่งเสร็จก็กินเวลาไปถึงตี 3 มีหลายครั้งที่โบโรกลับบ้านก่อนแต่เวนเกอร์ก็ยังก้มหน้าทำงานจนกว่าจะเสร็จ และเช้าวันรุ่งขึ้นเขาจะนำไปสอนลูกทีมเพื่อเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก่อนลงสนาม 

การซ้อมที่มีคุณภาพและอาหารการกินที่ดีมีประโยชน์ทำให้ผลงานดีขึ้นอย่างชัดเจนและมีแชมป์ติดไม้ติดมือในปีแรก ... เท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้นักเตะทั้งทีมเชื่อฟังเวนเกอร์อย่างสนิทใจ โดย เท็ตสึโอะ นาคานิชิ ที่เคยบอกว่า เวนเกอร์ เป็นแค่ฝรั่งอีกคน ต้องยอมรับว่า เวนเกอร์ แตกต่างจากฝรั่งคนอื่น ๆ ที่พวกเขาเคยเจออย่างสิ้นเชิง 

เรื่องการจัดการของเวนเกอร์ยังถูกบอกเล่าผ่านนักข่าวชาวญี่ปุ่นชื่อว่า ชินทาโร่ คาโน จาก เกียวโดนิวส์ โดยกล่าวว่า "เวนเกอร์นำรูปแบบการบริหารทีมที่ทันสมัยมาสู่นาโงยะอย่างแท้จริง เขามีอิสระที่จะดูแลทุกส่วนของสโมสร เขาทำงานแต่ละขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน สไตล์การทำงานของเวนเกอร์เหมาะกับคนญี่ปุ่นที่ชอบลงรายละเอียดแม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ"

18 เดือนในญี่ปุ่นผ่านไปไวเหมือนโกหก เวนเกอร์ พาทีม นาโงยะ แกรมปัส คว้า 2 แชมป์ในรายการเอมเพอร์เรอร์ คัพ และ เจแปนิส ซูเปอร์คัพ แต่เหนือสิ่งอื่นใดการมาของเขาช่วยให้เขาได้บางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าถ้วยแชมป์ มันคือความมั่นใจและช่วยให้เขามองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนว่าเขามีความสุขที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแค่ไหน 

การมาที่ญี่ปุ่นเหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้ตัวเองและกลับมาชาร์จแบตจนเต็มหลังจากหมดพลังกับความล้มเหลวที่ โมนาโก 18 เดือนแห่งความสนุกทำให้เวนเกอร์พร้อมจะก้าวต่อไป ... ซึ่งเส้นทางที่รอเขาอยู่คือ อาร์เซน่อล ทีมยักษ์หลับจากพรีเมียร์ลีก ... ซึ่งเขาประสบความสำเร็จแค่ไหนคงไม่ต้องสาธยายให้เสียเวลา 

"ญี่ปุ่นสอนให้ผมได้เรียนรู้ถึงความยืดหยุ่น มุ่งมั่น และปล่อยวาง ... สิ่งที่ผมได้มานั้นเป็นประโยชน์และสามารถเอาไปใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตและฟุตบอลทุกระดับ ... ผมกลับไปที่ยุโรปและจากนั้นผมกลายเป็นชายที่มีความชัดเจน โดดเด่น และสงบนิ่งมากขึ้นอย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน" เวนเกอร์ กล่าวสรุป 18 เดือนไว้อย่างน่าประทับใจ 

ขณะที่เดียวกันที่ นาโงยะ แกรมปัส เรื่องราวของ อาร์แซน เวนเกอร์ ยังคงถูกเล่าขานในฐานะตำนานหน้าหนึ่งของสโมสร มันคือช่วงเวลาที่ทุกอย่างมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว 1 คนมีพลังก้าวต่อไปและเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก ... และ 1 สโมสรได้เรียนรู้ความเป็นมืออาชีพและการพัฒนาองค์กรในฐานะ "ทีมฟุตบอล" ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

แม้ต่อให้ครบ 100 ปี นาโงยะ แกรมปัส ก็อาจจะไม่ได้เป็นทีมที่เก่งที่สุดในโลก แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เล่าซ้ำได้ไม่รู้เบื่ออย่างแท้จริง

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่นเปลี่ยนทีมองค์กรเป็นสโมสรอาชีพได้อย่างไร ? | MAIN STAND

 

แหล่งอ้างอิง

https://thesefootballtimes.co/2018/05/17/how-18-months-in-japan-set-arsene-wenger-up-for-glory-at-the-top/
https://www.goal.com/en/news/a-philosopher-in-football-arsene-wengers-former-translator/1babfd5oot0k21snzbpmjoqscd
https://www.fourfourtwo.com/features/wenger-nagoya-grampus-eight-how-arsene-rediscovered-his-greatest-love-japan
https://en.wikipedia.org/wiki/Ars%C3%A8ne_Wenger
https://the18.com/soccer-news/when-arsene-wenger-was-emperor-japanese-football

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-------------------------------------------------

ดูสด ดูฟรี ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ... พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม
ต้อง App TrueID เท่านั้น โหลดเลย!!

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ << คลิกที่นี่

อัพเดทข่าว ผลบอล พรีเมียร์ลีก แบบทันใจ พร้อมวิเคราะห์คู่เด่นในรอบสัปดาห์ ส่งถึงมือคุณ
คลิกเลย!! หรือ กด *301*32# โทรออก

หรือ อัพเดทข่าวบอลไทยลีก กด *301*36# โทรออก

ยอดนิยมในตอนนี้