Sport Talk : 4 เหตุผลสำคัญส่ง แมนซิตี้ ทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก!!

Sport Talk : 4 เหตุผลสำคัญส่ง แมนซิตี้ ทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก!!
KiTTiSaK
12 พ.ค. 64
1.3K

เปิด 4 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก กลับคืนสู่สโมสรได้สำเร็จ หลังจากพลาดท่าให้ ลิเวอร์พูล ไปเมื่อซีซั่นที่แล้ว

ในที่สุด ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก 2020/2021 ก็ตกเป็นของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้จะเหลือโปรแกรมเตะอีก 3 นัดสุดท้าย หลังจากคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านต่อ เลสเตอร์ 1-2 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 7 ของแมนฯ ซิตี้ และเป็นแชมป์สมัยที่ 3 จาก 4 ปีหลังสุดของพวกเขา หลังจากถูก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กระชากแชมป์ไปเชยชมที่แอนฟิลด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

และนี่คือ 4 เหตุผลที่ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และลูกทีม สามารถทวงแชมป์พรีเมียร์ลีกกลับคืนสู่เอติฮัด สเตเดี้ยม ได้สำเร็จ

การมาของ รูเบน ดิอาส

ทุกคนต่างทราบดีว่า แมนฯ ซิตี้ คือทีมที่มีแนวรุกระดับพระกาฬคับทีม แต่ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาแก้ไม่ตกเสียทีคือ เกมรับที่ยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควรนับตั้งแต่ แวงซองต์ กอมปานี โบกมือลาทีมไป ไม่ว่าจะทุ่มเงินคว้าตัวกองหลังค่าตัวแพงเข้าสู่ทีมมากี่คนต่อกี่คน

จนกระทั่งการย้ายมาของ รูเบน ดิอาส ปราการหลังวัย 23 ปี ซึ่งทีมเรือใบสีฟ้าเซ็นเช็ค 62 ล้านปอนด์ ดึงตัวมาจาก เบนฟิก้า เมื่อตอนต้นฤดูกาล และกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกมรับของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแบบผิดหูผิดตา พร้อมกับช่วยให้เซนเตอร์ที่เล่นร่วมกันอย่าง จอห์น สโตนส์ หรือ อายเมอริก ลาปอร์กต์ โดดเด่นขึ้นตามไปด้วย 

หากเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เปรียบได้กับการที่ ลิเวอร์พูล ได้ตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาเป็นนายใหญ่ในเกมรับยังไงยังงั้น แม้กระทั่ง เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตปราการหลังหงส์แดงยังต้องยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยมของดิอาส

“ผมคิดว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เลย ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ” 

“เราได้เห็น ฟาน ไดจ์ค ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งพาทีมคว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนนักเตะเลือดใหม่ที่ผมมองว่ากำลังก้าวขึ้นมา คือ ดิอาส ซึ่งมีอิทธิพลต่อทีมเป็นอย่างมาก” คาร์ราเกอร์ กล่าว


ขุมกำลังพร้อมรบ-ไร้ปัญหาแข้งเจ็บ

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของบรรดาสโมสรบิ๊กเนมคือ การมีทีมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสโมสรที่ต้องเล่นเกมฟุตบอลสโมสรยุโรป ซึ่งต้องมีขุมกำลังที่สามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงเล่นได้ โดยที่ศักยภาพของทีมไม่ลดน้อยลงไปจากเดิมเท่าใดนัก 

แมนฯ ซิตี้ คือหนึ่งในทีมที่ว่านั้น และในฤดูกาลนี้ พวกเขาค่อนข้างโชคดีที่เจอปัญหานักเตะบาดเจ็บน้อยกว่าทีมอื่นๆ โดยส่วนใหญ่เป็นอาการเจ็บที่ใช้เวลาพักไม่นานนัก หรือถ้าเดี้ยงยาว ก็จะมีผู้เล่นที่ฉายแสงขึ้นมาแทนทันที อย่างเช่นช่วงที่ เควิน เดอ บรอยน์ เจ็บแฮมสตริงพักไปประมาณ 1 เดือนเมื่อตอนต้นปี ก็มี อิลคาย กุนโดกัน ที่ก้าวขึ้นมาสวมบทจอมทัพแทนอย่างไร้ที่ติ

หรือในรายของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่เจ็บค่อนข้างนาน แถม ราฮีม สเตอร์ลิง ก็ฟอร์มตกลงไป แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังมีผู้เล่นคนอื่นที่ฟอร์มพุ่งขึ้นมา ทั้ง กุนโดกัน, ริยาด มาห์เรซ โดยเฉพาะดาวรุ่งอย่าง ฟิล โฟเด้น ที่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ซิตี้ ทำผลงานได้ดีทั้งในลีก และบอลถ้วย ซึ่งทะลุเข้ารอบลึกๆทุกรายการ ทำให้แข้งเรือใบมีโปรแกรมลงสนามไปแล้วเกือบ 60 นัด ซึ่งการมีขนาดทีมที่ใหญ่ และไม่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากวนใจ ทำให้ เป๊ป มีขุมกำลังในมือให้เลือกใช้งานเต็มที่ ชนิดที่ว่าสามารถจัดผู้เล่นออกเป็น 2 ทีมได้สบายๆ จนทำให้ผลงานของทีมออกมาเปรี้ยงปร้างอย่างที่เห็น 

ความนิ่งที่มากขึ้น

หากมองสถิติช่วงหลัง แมนฯ ซิตี้ คือทีมที่มีเกมรุกอันตรายที่สุดของพรีเมียร์ลีก พิสูจน์ได้จากผลงานกะซวกตาข่ายคู่แข่ง โดยฤดูกาล 2017-2018 พวกเขากดไป 106 ประตู, ฤดูกาล 2018-2019 ซัดไป 95 ลูก และฤดูกาล 2019-2020 ยิงไปอีก 102 ประตู

ก่อนหน้านี้ การไล่ยิงคู่แข่งแบบกระจุยกระจาย 4 ลูก 5 ลูก ถือเป็นเรื่องปกติของพวกเขา อย่างเช่นฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ชนะคู่แข่งด้วยผลต่างประตูอย่างน้อย 4 ลูกมากถึง 10 นัด 

แต่ฤดูกาลนี้ ดูเหมือนว่า แมนฯ ซิตี้ จะนิ่งและสุขุมมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องยิงกระจุยกระจาย และเน้นเรื่องผลการแข่งขันเป็นอันดับแรก โดยพวกเขายิงไปเพียง 72 ประตูจาก 35 นัดที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับซีซั่นก่อนๆ และในขณะเดียวกัน ชัยชนะ 25 นัดในลีกซีซั่นนี้ แมนฯ ซิตี้คว้าชัยเหนือคู่แข่งด้วยผลต่างแค่ 1 หรือ 2 ประตู มากถึง 17 นัด 

จากสถิติดังกล่าว สามารถชี้ได้ว่า แมนฯ ซิตี้ มีการปรับแนวทางของทีมพอสมควร โดยสาเหตุอาจมาจากความผิดหวังเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขามักจะเปิดเกมลุยเดินหน้าฆ่ามัน แต่เมื่อฆ่าไม่ตาย ก็จะโดนคู่แข่งปล่อยหมัดน็อกสวนมาจนหงายเงิบ โดยฤดูกาล 2019-2020 แมนฯ ซิตี้ซัดไปถึง 102 ลูก แต่กลับแพ้มากถึง 9 นัด และโดนลิเวอร์พูลกระชากแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด

ผู้ท้าชิงอ่อนแรง

นอกจากผลงานที่ยอดเยี่ยมของแมนฯ ซิตี้แล้ว บรรดาคู่แข่งของพวกเขาก็นัดกันโชว์ฟอร์มกระท่อนกระแท่น ทีมแรกที่ชัดเจนคือ “แชมป์เก่า” ลิเวอร์พูล ซึ่งคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ เดี๋ยวเดอะค็อปจะเคืองเอาเปล่าๆ (อิอิ)

ขณะที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเต็งตอนต้นฤดูกาลหลังจากเสริมทัพอุตลุด ทั้ง ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์, ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ แต่กลับทำผลงานสวนทางกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป จนมีการเปลี่ยนแปลงตัวแม่ทัพจาก แฟรงก์ แลมพาร์ด มาเป็น โทมัส ทูเคิ่ล เช่นเดียวกับ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส ที่ตะเพิด โชเซ่ มูรินโญ่ ไปเรียบร้อยแล้ว

ด้าน “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เล่นดีเป็นช่วงๆ ฟอร์มร้อนเป็นพักๆ พร้อมกับกระแสไล่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อยู่เป็นระยะ ส่วน “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ก็ฟอร์มดร็อปลงไปอย่างน่าใจหาย ขณะที่ทีมสอดแทรกอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ยังไม่แกร่งมากพอถึงขั้นได้ลุ้นแชมป์เต็มตัว

และเมื่อคู่ต่อสู้ต่างนัดกันโชว์ฟอร์มขึ้นๆลงๆ ในขณะที่เรือใบสีฟ้าลำนี้ยังคงแล่นฉิวต่อเนื่องอย่างคงเส้นคงวา พวกเขาจึงค่อยๆทิ้งห่างคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ

ขอแสดงความยินดีกับแชมป์พรีเมียร์ลีก 2020/2021...

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> แมนซิตี้แชมป์แล้ว!! แมนยู ชุดสำรองสู้ไม่ไหว พ่าย เลสเตอร์ คาบ้าน 1-2 (ชมคลิปไฮไลท์)

>> 'ธนวัฒน์'ลง90นาที! เลสเตอร์ ตกชั้น หลังแพ้ ลิเวอร์พูล นัดส่งท้าย ศึกพรีเมียร์ลีก U23

-------------------------------------------------

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ << คลิกที่นี่

อัพเดทข่าว ผลบอล พรีเมียร์ลีก แบบทันใจ พร้อมวิเคราะห์คู่เด่นในรอบสัปดาห์ ส่งถึงมือคุณ
คลิกเลย!! bit.ly/2PsYXMG หรือ กด *301*32# โทรออก

 

ยอดนิยมในตอนนี้