Sports Profile : ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จากแข้งผู้สร้างตำนาน 3 แชมป์ สู่กุนซือผีแดง

Sports Profile : ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จากแข้งผู้สร้างตำนาน 3 แชมป์ สู่กุนซือผีแดง
EkkEReport
6 ม.ค. 64
984

ข้อมูลและประวัติล่าสุดของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตำนานดาวยิงชาวนอร์เวย์ ผู้สร้างปาฏิหาริย์ให้ปีศาจแดง คว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในปี 1999 ที่กลับมารับบท นายใหญ่แห่งถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด อยู่ในเวลานี้

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ฉายา : เพชฌฆาตหน้าทารก

เกิด : 26 กุมภาพันธ์ 1973 (2516) ที่เมืองคริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์

อายุ : 47 ปี

สัญชาติ : นอร์เวย์

ตำแหน่ง : กองหน้า

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1973 ที่เมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์ โดยเขาเริ่มเส้นทางสายลูกหนัง จากการเล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรก กับทีม เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของนอร์เวย์ ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นให้กับ โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของประเทศ ในปี 1995 โดย โซลชา ในวัย 22 ปี สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนถูกเรียกตัวติด ทีมชาตินอร์เวย์ ชุดใหญ่ และได้รับฉายาว่า "อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์" พร้อมทั้งกลายเป็นที่จับจ้องของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป

กระทั่งกลางปี 1996 หลังจากที่เขาลงสนามให้ โมลด์ ไป 45 นัด และซัดไปถึง 33 ประตู เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น ก็ไม่รอช้า จัดการคว้าตัวเด็กหนุ่ม วัย 23 ปี รายนี้ ไปร่วมทีมทันที ด้วยมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ ซึ่ง โอเล่ ก็ไม่ทำให้ นายใหญ่ชาวสกอตต์ ต้องผิดหวัง เมื่อสามารถระเบิดฟอร์มเก่งได้ตั้งแต่ซีซั่นแรกในสีเสื้อ ยูไนเต็ด หลังซัดไปถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 46 นัดรวมทุกรายการ ครองตำแหน่ง ดาวซัลโวของทีม พร้อมพาต้นสังกัดคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1996/97 ได้สำเร็จ

จากผลงานอันสุดยอดของเขา ส่งผลให้ โซลชา กลายเป็นขวัญใจของเหล่าบรรดา เร้ด อาร์มี่ อย่างรวดเร็ว พร้อมกับได้รับฉายาว่า "เพชฌฆาตหน้าทารก" อีกทั้งยังทำให้ นายเก่าที่ โมลด์ นึกเสียดาย ที่ขายเขาให้ ปีศาจแดง ในราคาที่ถูกเกินไปอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เส้นทางของโอเล่ ไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอด เมื่อซีซั่นต่อมา เขากลับไม่สามารถรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้เหมือนกับปีแรก โดยยิงได้เพียง 9 ประตูเท่านั้น จากการลงเล่น 30 นัดในทุกรายการ ตลอดฤดูกาล 1997/98

ซึ่งนั่นทำให้ เฟอร์กี้ ต้องตัดสินใจ ควักเงินมูลค่าถึง 12 ล้านปอนด์ เพื่อกระชากตัว ดไวท์ ยอร์ค มาร่วมทีม เพื่อช่วยผลิตสกอร์ ในซีซั่น 1998/99 ส่งผลให้มีข่าวลือออกมาอย่างหนาหูว่า โซลชา อาจจะต้องเตรียมเก็บข้าวของออกจาก โรงละครแห่งความฝัน เสียแล้ว อย่างไรก็ตาม ดาวยิงชาวนอร์เวย์ ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และเลือกที่จะต่อสู้ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป แม้ว่าจะต้องเสียตำแหน่งตัวจริงไปให้กับหัวหอกคนใหม่ และต้องรับบทเป็นเพียงตัวสำรองของทีมอย่างต่อเนื่อง

แต่ใครจะเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจในครั้งนั้นของ โซลชา กลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และคุ้มค่าจนน่าเหลือเชื่อ โอเล่ ไม่เคยปริปากบ่นกับบทบาท "ตัวสำรอง" ที่เขาได้รับ ในทางกลับกัน โดยเขายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาสลงสนาม แม้จะมีเวลาให้เขาโชว์ฟอร์มเพียงน้อยนิดในแต่ละเกมก็ตาม จนสุดท้ายความพยายามของเขา ก็เริ่มเป็นผล เมื่อเขาสามารถลงสนามไปยิงประตูได้บ่อยครั้ง ในฐานะตัวสำรอง อีกทั้งยังกลายเป็นประตูชัยในเกมสำคัญเสียด้วย อย่างเช่น ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 4 ที่เขาถูกส่งลงสนามในนาที 81 ก่อนจะกลายเป็นคนยิงประตูชัยให้ ปีศาจแดง พลิกแซงชนะ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 2-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 1999

จากนั้น 2 สัปดาห์ เขาก็สร้างสถิติอันน่าเหลือเชื่อให้กับวงการลูกหนังอังกฤษ หลังยิงได้ถึง 4 ประตู ภายในเวลาเพียง 13 นาที ในเกมที่ ยูไนเต็ด บุกไปถล่ม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ถึง 8-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก จนได้รับสมญานามจากสื่ออังกฤษว่า "สุดยอดซูเปอร์ซับ" ทว่าแม้จะยิงประตูได้แบบเป็นกอบเป็นกำ แต่เขาก็ยังคงไม่ได้รับโอกาส ให้กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงมากขึ้นแต่อย่างใด โดยในภายหลัง เฟอร์กี้ ก็เคยออกมาให้เหตุผลถึงเรื่องดังกล่าวไว้ว่า ที่เขาไม่ส่ง โซลชา ลงเล่นเป็นตัวจริง เนื่องจากเขาเห็นว่า ยอดแข้งรายนี้ มีความสามารถในการอ่านเกมคู่แข่ง และรู้ว่าต้องเล่นอย่างไร จนทำให้ โซลชา ลงไปเปลี่ยนเกมได้เสมอ เมื่อโอกาสมาถึง เขาจึงมองว่า การที่ โอเล่ ได้นั่งดูเกมที่ข้างสนามก่อน จะเป็นประโยชน์กับทีมมากกว่า

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์สำคัญที่สร้างชื่อให้กับดาวเตะที่มีชื่อว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของแฟนบอลปีศาจแดงทุกคนมากที่สุด คงหนีไม่พ้น เกมนัดชิงชนะเลิศ ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1998/99 ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งในเวลานั้น เพิ่งคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก และ แชมป์เอฟเอ คัพ มาได้สำเร็จ ลงสนามดวลกับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค โดยเชื่อว่าเกมดังกล่าว น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวก เร้ด อาร์มี่ แบบไม่อาจลืมเลือน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เมื่อทีมของพวกเขาสามารถสร้างปาฏิหาริย์ โกงความตาย ด้วยการยิง 2 ประตูรวด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พลิกแซงชนะ ยอดทีมจากเยอรมนี คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแบบสุดดราม่า พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็น "ทริปเปิ้ลแชมป์" อย่างสุดยิ่งใหญ่

โดยนักเตะผู้ยิงประตูชัยให้ทีมในนาทีสุดท้าย ซึ่งกลายเป็นตำนานหน้าสำคัญของสโมสร ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจาก เพชฌฆาตหน้าทารก ที่ถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองอีกเช่นเคย

จากนั้น โซลชา ก็ยังคงรับใช้สโมสรในฐานะตัวสำรองต่อไป และยังยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าทีมจะผลัดเปลี่ยนศูนย์หน้าตัวหลักไปมากมายหลายคน กระทั่ง ในปี 2003 โอเล่ ประสบปัญหาได้รับอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า หลังยิงประตูให้ทีม ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ พานาธิไนกอส เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2003 จนต้องเข้ารับการผ่าตัด และต้องพักยาวถึง 5 เดือน ก่อนจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 จากนั้น เขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดชิงชนะเลิศ ศึก เอฟเอ คัพ 2003/04 ที่ ยูไนเต็ด ถล่ม มิลล์วอลล์ 3-0 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

ทว่าหลังจากนั้น โซลชา ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่บริเวณหัวเข่าอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 2004 ซึ่งทำให้เขาพลาดลงเล่น ซีซั่น 2004/05 ไปทั้งฤดูกาล โดยในระหว่างนั้น เขาก็ได้รับกำลังใจจากแฟนบอล ที่ได้นำป้ายที่มีข้อความว่า "20LEGEND" ซึ่งหมายความว่า "โอเล่ ตำนานหมายเลข 20" ไปติดไว้ในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วย

โอเล่ ในวัย 32 ปี กลับมาคืนสนามในซีซั่น 2005/06 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามมากนัก จนถึงฤดูกาล 2006/07 เขากลับมาทำผลงานได้ดี หลังยิงได้ 11 ประตู จากการลงสนาม 32 นัดในทุกรายการ ซึ่งซีซั่นนี้เอง ได้กลายเป็นปีสุดท้ายในอาชีพการค้าแข้งของเขา โซลชา ในวัย 34 ปี ประกาศแขวนสตั๊ด หลังคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งที่ 6 กับ ยูไนเต็ด ปิดฉากเส้นทางการค้าแข้ง 11 ปีใน โรงละครแห่งความฝัน อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการลงเล่นไป 365 นัด โดยยิงไปถึง 127 ประตู

สำหรับผลงานกับ ทีมชาตินอร์เวย์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปิดตัวกับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1995 ในเกมกระชับมิตร ที่พวกเขา เสมอกับ จาไมก้า 1-1 ซึ่ง โซลชา สามารถทำประตูแรกให้ทีมได้ทันที ด้วยวัย 22 ปี 9 เดือน จากนั้น เขาก็ได้ติดธง พาทีมชาติไปแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์สำคัญ อย่าง ฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยพาทีมทะลุเข้ารอบสองได้สำเร็จ ก่อนจะพ่ายให้กับ อิตาลี 0-1 และในศึก ยูโร 2000 ที่ประเทศฮอลแลนด์และเบลเยียม ซึ่งนอร์เวย์ตกรอบแรก โดยแม้ว่า โซลชา จะยิงประตูในการแข่งขันทั้ง 2 รายการนี้ไม่ได้ แต่เขาก็ยิงประตูในนามทีมชาติไป 23 ลูก จากการรับใช้ชาติ 67 นัด โดยเกมนัดสุดท้าย คือ เกมที่ นอร์เวย์ พ่ายให้กับ โครเอเชีย 1-2 ในแมตช์กระชับมิตร เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2007 หรือ 19 วันก่อนที่เขาจะมีอายุครบ 34 ปีบริบูรณ์

เส้นทางในฐานะกุนซือ

หลังจากแขวนสตั๊ด โซลชา ก็เริ่มต้นเส้นทางการเป็นกุนซือทันที โดยเขาเริ่มจากการเป็น โค้ชกองหน้า ให้กับ ปีศาจแดง ในซีซั่น 2007/08 ก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุด U23 ในฤดูกาล 2008/09 ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย อาทิ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย, แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง ตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

จากผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้ในช่วงต้นปี 2011 เขาได้รับงานคุมทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ด้วยการรับหน้าที่เป็น ผู้จัดการทีม ให้กับ อดีตต้นสังกัดอย่าง โมลด์ สโมสรในลีกบ้านเกิดของเขา โดยทำยังคงสามารถทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย พร้อมทั้งแชมป์ นอร์เวย์ คัพ อีก 1 สมัย

กระทั่ง ต้นปี 2014 โซลชา เข้ารับเผือกร้อน จากการย้ายไปคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมในศึกพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น พร้อมกับภารกิจอันหนักอึ้ง คือ การต้องช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาล 2013/14 ให้ได้ ทว่าสุดท้ายเขาก็ทำไม่สำเร็จ หลังพาทีมชนะ 3 เสมอ 3 และแพ้ไปถึง 12 เกม ส่งผลให้ต้องตกชั้น ด้วยการเป็นทีมบ๊วยของตาราง จากนั้น หลัง คาร์ดิฟฟ์ หล่นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในซีซั่นต่อมา ผลงานของพวกเขาก็ยังคงไม่ดีนัก ทำให้ โอเล่ ถูกปลดออกจากเก้าอี้กุนซือ ในเดือนกันยายน 2014

ราวหนึ่งปีต่อมา ในเดือนตุลาคม 2015 โซลชา ได้กลับไปเป็นนายใหญ่ให้กับ โมลด์ อีกครั้ง ก่อนพาทีมคว้าอันดับ 6 ก่อนที่ปี 2016 จะพาทีมจบในอันดับ 5 โดย โซลชา ทำให้ทีมกลับมาทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ จน โมลด์ ขยับขึ้นไปเป็น รองแชมป์ 2 สมัยติด ในปี 2017 และ 2018 (ลีกนอร์เวย์ เปิด-ปิดฤดูกาล ตามปีปฏิทิน)

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนในอาชีพกุนซือของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2018 เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศแต่งตั้งให้ โอเล่ เข้ารับตำแหน่ง รักษาการณ์ผู้จัดการทีม หรือ ผู้จัดการทีม แบบชั่วคราว แทนที่ของ โจเซ่ มูรินโญ่ หลังจาก เฮดโค้ชชาวโปรตุกีส พาทีมบุกไปพ่าย ลิเวอร์พูล แบบหมดรูป 1-3 ในศึกแดงเดือด

จากนั้น สิ่งที่ไม่น่าเชื่อเชื่อก็เกิดขึ้นในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อ โซลชา สามารถปลุกใจให้นักเตะกลับมาเล่นด้วยความมุ่งมั่นและฮึกเหิม จนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย โดยเขาพาทีม ชนะรวดในการคุมทีม 8 นัดแรก โดยแบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก 6 นัด และ เอฟเอ คัพ 2 นัด และชนะ 10 เสมอ 1 ใน 11 เกมแรก ก่อนที่เขาจะพาทีมโกงความตาย พลิกเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ แบบสุดดราม่า

จนในที่สุด ปีศาจแดง จึงทำการแต่งตั้งให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือแบบถาวร ในวันที่ 28 มีนาคม 2019 พร้อมฝากสถิติสุดสวยหรู ชนะ 14 เสมอ 2 แพ้ 3 จาก 19 นัด ที่คุมทีม ในฐานะ กุนซือแบบรักษาการณ์ แต่แล้ว สิ่งเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อหลังจากที่ โซลชา ได้เป็นเฮดโค้ชแมนยู แบบเต็มตัว ผลงานของทีม ก็กลับย่ำแย่ลงอย่างน่าใจหาย โดย 8 เกมสุดท้ายในลีก พวกเขาทำได้เพียงชนะ 2 เสมอ 2 และแพ้ไปถึง 4 เกม และใน 5 เกมสุดท้าย ไม่สามารถคว้าชัยได้เลยแม้แต่เกมเดียว ทำให้ ยูไนเต็ด จบฤดูกาล 2018/19 ด้วยอันดับ 6

ในซี่ซั่น 2019/20 โซลชา ยังคงพาทีมทำผลงานได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก จนกระทั่ง แมนยู สามารถคว้าตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส ไปร่วมทัพ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2020 พวกเขาก็กลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแบบสุดเซอร์ไพรส์ โดย 14 นัดสุดท้ายในลีก พวกเขาชนะ 9 เสมอ 5 โดยไม่แพ้ใครเลย ทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 และคว้าโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

กระทั่ง ฤดูกาล 2020/21 อนาคตของ โซลชา กับ ปีศาจแดง ก็กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากเขาทำทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างไม่น่าให้อภัย เนื่องจาก 2 เกมสุดท้าย ขอเพียงแค่แต้มเดียว ก็จะผ่านเข้ารอบทันที แต่สุดท้ายพวกเขากลับพ่ายแพ้ไปทั้ง 2 นัด ทว่าหลังจากนั้นมา ยูไนเต็ด ก็กลับมาเดินหน้าทำผลงานในลีกได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กระแสข่าวดังกล่าวเงียบหายไป และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ยังคงรักษาเก้าอี้กุนซือใน โรงละครแห่งความฝัน ไว้ได้ต่อไป

เกียรติประวัติ

รางวัลในฐานะนักเตะ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก 6 สมัย : 1996/97, 1998/99, 1999/20, 2000/01, 2002/03, 2006/07
  • แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย : 1998/99, 2003/04
  • แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย : 1998/99
  • แชมป์ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 1 สมัย : 1999

รางวัลในฐานะผู้จัดการทีม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุด U23 :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย : 2009/10
  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง ตอนเหนือ 1 สมัย : 2009/10
  • แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย : 2007/08
  • แชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย : 2008/09

โมลด์ :

  • แชมป์ ทิปเปลิเก้น (ชื่อลีกในเวลานั้น) ลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ 2 สมัย : 2011, 2012
  • แชมป์ นอร์เวย์ คัพ 1 สมัย : 2013

 

"เอกกี้รีพอร์ต"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> Sports Profile : ประวัติ ปอล ป็อกบา ซูเปอร์สตาร์ ค่าตัวแพงสุดในเกาะอังกฤษ

>> Sports Profile : ประวัติ บรูโน่ เฟอร์นันเดส ชายผู้เป็นความหวังใหม่ของ แมนยู

 

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

ยอดนิยมในตอนนี้