ไม่ได้เพ้อฝัน! 5 เหตุผลที่ 'ผีแดง' จะกลับมาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในรอบ 8 ปี

ไม่ได้เพ้อฝัน! 5 เหตุผลที่ 'ผีแดง' จะกลับมาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในรอบ 8 ปี
EkkEReport
12 ม.ค. 64
1K
1

เปิด 5 เหตุผลที่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี

ในเวลานี้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำแต้มขึ้นมาเทียบเท่ากับ ทีมจ่าฝูงและแชมป์เก่า อย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อีกทั้งยังมีโอกาสทำแต้มแซงทีมคู่ปรับตลอดกาลได้ด้วย เนื่องจากพวกเขาลงสนามน้อยกว่าอยู่ 1 นัด จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดอะไร หากจะบอกว่า ตอนนี้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ก้าวขึ้นมาเป็นทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์แล้ว อีกทั้งยังมีหลายปัจจัย ที่อาจจะทำให้พวกเขาสามารถก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้อีกด้วย ส่วนจะมีเหตุผลกลใดบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันเลย

1. มีคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์.. คว้า 3 แต้มได้ ในเกมที่อึดอัดหรือเล่นได้ไม่ดี

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ณ ขณะนี้ ที่แต่ละทีมในศึกพรีเมียร์ลีกลงเล่นมาแล้ว 16-17 นัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ลงสนามไป 16 นัด จะกลายเป็นทีมที่คว้าชัยชนะได้มากที่สุด ที่ 10 นัด ซึ่งเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ลงเล่นมากกว่าที่ 17 นัด ทำให้ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะชนะในแต่ละเกม สูงที่สุดถึง 62.5% ตามด้วย เลสเตอร์ ที่ 58.8% ขณะที่ ลิเวอร์พูล ที่ชนะ 9 นัด จากการลงเล่น 17 นัด มีเปอร์เซ็นต์ชนะอยู่ที่ 52.9% ซึ่งน้อยกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่อยู่ที่ 53.3% เสียอีก

อย่างไรก็ตาม จากชัยชนะ 10 เกมของปีศาจแดงนั้น คงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า พวกเขาเล่นได้ดีกว่าคู่แข่ง จนเหมาะสมและคู่ควรกับการเป็นผู้ชนะทั้งหมดทุกนัด เพราะต้องยอมรับว่า บางครั้งก็เป็น "เทพีแห่งโชค" ที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเขาไว้ ดังเช่น เกมที่บุกไปเฉือนชนะ ไบรท์ตัน 3-2 แบบสุดดราม่า จากลูกโทษที่ VAR แจ้งไปยังผู้ตัดสิน ทั้งที่ตอนนั้นผู้ตัดสินเป่าจบเกมไปแล้วด้วยซ้ำ อีกทั้งตลอดทั้งเกมนั้น ก็เป็นฝั่งของเจ้าถิ่นที่มีโอกาสมากกว่าอย่างชัดเจน แต่กลับยิงชนเสาชนคานไปหลายต่อหลายครั้ง จนต้องพ่ายแพ้ไปอย่างสุดเจ็บปวด

หรือในบางครั้ง ชัยชนะนั้น มันก็เกิดมาจากความพยายามของพวกเขาเอง เพียงแต่ผสมโชคนิดๆ รวมเข้าไปด้วย จึงช่วยให้คว้า 3 แต้มมาได้ อย่างเกมที่ เปิดบ้านเฉือนชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 จากประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงไปแฉลบแนวรับทีมเยือน ก่อนเปลี่ยนทางเข้าประตูไป ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่า เกมนั้น ทัพหมาป่า เล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอดทั้งเกม และเป็นเกมที่ยากและอึดอัดมากๆ ของพลพรรค เรด เดวิลล์ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังเอาตัวรอดมาได้

ซึ่งการมีดวงที่แข็งแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้ ปีศาจแดง กลายเป็นทีมที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ในการขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะสิ่งนี้ มันคือคุณสมบัติ หรือปัจจัยสำคัญข้อหนึ่ง ของทีมที่จะเป็น "แชมป์" เลยก็ว่าได้

 

2. แปรเปลี่ยนความผิดหวังเป็นแรงฮึด.. ยิ่งเล่นดี ยิ่งมั่นใจ

คงต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พาทีมสร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งจะโชว์ฟอร์มเก่ง หลังการรีสตาร์ทในซีซั่นก่อน จนสุดท้าย สามารถเข้าป้ายคว้าอันดับ 3 ได้แบบเหนือความคาดหมาย แต่ทว่า ปัญหาของ ปีศาจแดง คือ เมื่อทำผลงานได้ดีจนถึงจุดหนึ่ง ก็มักจะกลับไปมีผลงานย่ำแย่อีก แบบที่ใครหลายคนเรียกว่า "วนลูป"

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ปีศาจแดง กระเด็นตกรอบจากศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสุดชอกช้ำ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเขากลับมาเดินหน้าสร้างผลงานในลีกอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเดิมๆ ที่กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกเป็นครั้งที่สอง ราวกับว่า ลูกทีมของ โซลชา ได้ใช้ "ความผิดหวัง" ที่เกิดขึ้น มาแปรเปลี่ยนเป็น "พลังให้ลุกขึ้นฮึดสู้" ยังไงยังงั้น

และเมื่อกลับมาทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็ยิ่งมีความมั่นใจ โดยความพ่ายแพ้ในเกมลีกครั้งสุดท้ายของแมนยูนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปีก่อน ที่พวกเขาเปิดบ้านพ่ายให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล 0-1 และนับจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ โดยคว้าชัยไปถึง 8 นัด และเสมออีก 2 นัด เก็บได้ถึง 26 แต้ม จากคะแนนเต็ม 30 แต้ม ทำให้กล่าวได้ว่า เวลานี้โมเมนตัมได้เทมาอยู่กับ ปีศาจแดง แบบเต็มๆ แต่ถ้าหากว่า วันหนึ่ง ลูปช่วงฟอร์มตก ได้วนกลับมาหาพวกเขาจริงๆ ก็คงจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญว่า พวกเขาจะหาทางกลับมาทำผลงานดีแบบนี้ได้อีกหรือไม่ เพราะสิ่งนี้เองจะเป็นตัวที่ชี้วัดว่า พวกเขาดีพอจะไปถึงตำแหน่งแชมป์แล้วหรือยัง


3. จิตวิญญาณของการเป็นผู้ชนะ.. สปีริตของ "ปีศาจแดง" กลับมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากย้อนไปก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน "ความตายยาก" ที่เป็นเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของทีม การพลิกนรกโกงความตายในช่วงท้ายเกม ที่เคยเป็นจุดเด่น จนถือได้ว่า เป็น DNA ของสโมสรนั้น ก็ได้สูญหายตามไปด้วย มิหนำซ้ำยังกลับกลายเป็นพวกเขาเองด้วย ที่มักถูกคู่แข่งยิงประตูในช่วงท้ายเกมอย่างน่าเจ็บใจ

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ดูเหมือนจะเริ่มปลุกจิตวิญญาณของผู้ชนะ ที่เคยขาดหายไปให้กลับมาได้อีกครั้ง เพราะฤดูกาลนี้ ลูกทีมของเขาสามารถโกงความตาย พลิกสถานการณ์จากตามหลัง กลับมาเป็นผู้ชนะ หรือยิงประตูชัยในช่วงเวลาคับขันได้อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งการแสดงออกของนักเตะก็ยังทำให้เห็นว่า พวกเขายังคงต่อสู้แบบไม่ยอมแพ้จนถึงวินาทีสุดท้ายเสมอ ส่งผลให้พวกเขาทวงฉายา "จอมคัมแบ็ก" กลับมาได้อีกครั้ง

โดยหากไม่นับ เกมกับ ไบรท์ตัน และ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น ยังมีเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ถูกนำไปก่อนถึง 2 ประตู แต่สุดท้ายสามารถพลิกกลับมาชนะ 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่บรรดาเรด อาร์มี่ แทบไม่ได้เห็นเลยในช่วงก่อนหน้านี้ และหากว่าพวกเขายังคงรักษาสปีริตนี้ได้ต่อไป ความหวังที่จะประสบความสำเร็จก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเขาเลย

 

4. ไม่พลาดทำแต้มหล่นกับทีมเล็ก.. เกมที่เสียแต้มไปคือการพบกับทีมใหญ่

หากย้อนดูเกมทั้ง 6 นัด ที่ แมนยู สะดุดพลาดคว้าชัยชนะในซีซั่นนี้ ซึ่งแบ่งเป็นการเสมอ 3 นัด และ แพ้ 3 นัดนั้น จะพบว่า แทบทุกเกม ล้วนเป็นการทำแต้มหล่นกับทีมใหญ่ทั้งนั้น ยกเว้นเพียงเกมนัดแรกของฤดูกาล ที่พวกเขาพ่ายคาบ้านให้กับ คริสตัล พาเลซ 1-3 เพียงเกมเดียวเท่านั้น ซึ่งเกมนั้นต้องยอมรับว่า สภาพร่างกายและความพร้อมของนักเตะ ถือว่ายังไม่สมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด จนส่งผลให้ต้องประเดิมซีซั่นด้วยการพ่ายแพ้แบบน่าผิดหวัง

ทว่าหลังจากนั้น แข้งปีศาจแดง ก็ไม่เคยพลาดคว้า 3 แต้มในการดวลกับทีมเล็กอีกเลย โดย 3 เกมที่พวกเขาเก็บได้เพียง 1 แต้ม นั่นคือ การแบ่งแต้มกับ เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ 3 เกมที่แมนยูไม่มีแต้มนั้น เป็นการปราชัยต่อ คริสตัล พาเลซ, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ อาร์เซน่อล จะเห็นได้ว่า 5 จาก 6 ทีมนั้น ล้วนเป็นทีมระดับท็อปทั้งสิ้น

จากผลการแข่งขันดังกล่าว น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่า ยูไนเต็ด มีผลงานที่ค่อนข้างสม่ำเสมอในซีซั่นนี้ และไม่ได้ผิดพลาดในเกมที่พวกเขาเหนือกว่าคู่แข่งเลย ซึ่งหากแมนยู ยังคงเก็บแต้มกับทีมที่ชื่อชั้นเป็นรองได้ต่อไป ก็น่าจะทำให้พวกเขามีลุ้นก้าวไปถึงตำแหน่ง "แชมป์" ได้อย่างไม่ต้องสงสัย


5. สถานการณ์เป็นใจ.. คู่แข่งไม่สม่ำเสมอดังเดิม

หากเป็นเมื่อ 1-3 ฤดูกาลก่อน การมี 33 แต้ม จาก 16 นัดนั้น คงถือว่าไม่ดีพอ ที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของตารางด้วยซ้ำ เนื่องจากทีมที่เบียดแย่งแชมป์กัน อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล นั้น ได้สร้างมาตรฐานเอาไว้สูงเหลือเกิน โดยในปี 2017/18 นั้น เรือใบสีฟ้า มีถึง 46 แต้ม จากการชนะ 15 เสมอ 1 ใน 16 นัดแรก

ขณะที่ปี 2018/19 หงส์แดง ที่ขึ้นมานำเป็นจ่าฝูง หลังผ่าน 16 นัด ก็มีถึง 42 แต้ม ตามด้วย ซิตี้ ที่มี 41 แต้ม ก่อนที่สุดท้ายแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเบียดแซงเข้าป้ายคว้าแชมป์ไป จนกระทั่งซีซั่นล่าสุด 2019/20 ลิเวอร์พูล ก็ขึ้นเป็นผู้นำ ด้วยการมีถึง 46 แต้ม จาก 16 นัดแรก ก่อนจะคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ กลับแตกต่างออกไป เมื่อทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์ ต่างมีผลงานที่ไม่สม่ำเสมอดังเดิม โดยนอกจาก 2 ทีมนี้แล้ว ทีมอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, เชลซี หรือแม้แต่ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยขึ้นไปอยู่ที่หัวตาราง ต่างก็ผลัดกันสะดุด และทำแต้มหล่นอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ออกสตาร์ทซีซั่นได้ไม่ค่อยดีนัก เร่งเครื่องทำแต้มไล่ตาม จนขึ้นมาเท่ากับจ่าฝูงได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้กล่าวได้ว่า โอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกทีม และน่าจะเป็นปีที่แฟนบอลจะได้ลุ้นแชมป์กันสนุกจนถึงโค้งสุดท้ายของซีซั่น แต่ถ้าหากจะบอกว่า นี่น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของ แมนยู ที่จะกลับมาผงาดคว้าแชมป์ลีกอีกครั้งนั้น ก็คงจะไม่ผิดนัก แต่สุดท้ายแล้ว พวกเขาจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เราก็คงจะต้องคอยดูกันต่อไป

 

"เอกกี้รีพอร์ต"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> จริงหรือไม่!? คล็อปป์ ชี้ "แมนยูได้จุดโทษช่วงสองปีหลัง มากกว่าช่วงที่ผมอยู่ที่นี่ 5 ปีครึ่ง"

>> ก็ชอบแบบนี้! ริโอ เร้าแมนยูคว้า 'กรีลิช' ร่วมทัพให้ได้ ไม่ว่า 'ป็อกบา' จะอยู่หรือไป

 

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้

ยอดนิยมในตอนนี้