จบไปแล้วสำหรับชิงแชมป์เอเชียรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย กลายเป็นว่าทีมชาติไทยชุด U23 สามารถเอาชนะเสือเหลืองทีมชาติมาเลเซียไปอย่างสุดมัน 2-1 ส่งผลให้เราคว้าแชมป์กลุ่มแล้วเข้ารอบสุดท้ายที่ซาอุดิอาราเบียต้นปีหน้าเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ทำให้แฟนบอลไทยได้ทั้งความสะใจ ความหวัง และบทเรียนสำคัญหลายอย่าง และสิ่งที่ยังต้องเร่งแก้ไขและนี่คือ 5 ประเด็นหลังเกมที่อยากมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง พร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยครับ สภาพอากาศและสนามที่ไม่เป็นใจ ฝนที่กระหน่ำลงมาก่อนเกมที่สนามธรรมศาสตร์ รังสิต ส่งผลให้การแข่งขันต้องเลื่อนจากเวลา 19.30 น. ไปเป็น 21.00 น.ในครึ่งแรกสนามยังมีน้ำขังอยู่พอสมควร บอลกลิ้งไม่เป็นใจ ส่งผลทำให้รูปแบบการเล่นบอลกับพื้นของทั้งสองทีมติดขัด หลายครั้งที่นักเตะทั้งสองฝั่งต้องใช้แรงมากกว่าปกติในการส่งบอลเพียงระยะสั้นๆ แต่จุดนี้กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบของทีมชาติไทย เนื่องจากเคยมีประสบการณ์เจอสภาพสนามทำนองนี้มาแล้วในเกมก่อนหน้านี้ที่ทีมชาติไทยตามตีเสมอทีมชาติเลบานอนไปอย่างสุดมัน 2-2 ทำให้เรามีความคุ้นเคยและปรับตัวได้ดีกว่ามาเลเซียที่ยังไม่เคยเจอสภาพสนามแบบนี้มาก่อน ก่อนที่ทีมชาติไทยจะเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน แต่ก็ดันมาเสียประตูตีเสมอจากลูกเตะมุมช่วงท้ายครึ่งแรก ก่อนที่ครึ่งหลังสภาพสนามกลับมาดีอีกครั้ง ทำให้เราได้เห็นบอลกับพื้นของทั้ง 2 ทีมมากขึ้น เกมเลยสนุกขึ้น ปัญหาลูกกลางอากาศยังน่าเป็นห่วง น่าคิดว่าเหตุใดในทัวร์นาเมนต์นี้ ทีมชาติไทย U23 เสียประตูจากลูกกลางอากาศทุกนัด นี่คือปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ถูกแก้ไขเสียที นับตั้งแต่ชิงแชมป์อาเซียนก็เห็นได้ชัดว่า “ลูกกลางอากาศ” คือจุดอ่อนสำคัญของเรา โค้ชวัง ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ต้องเร่งหาทางอุดรอยรั่วนี้ให้ได้ ก่อนจะไปซีเกมส์และเจอของแข็งในศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่คู่แข่งแต่ละทีมล้วนมีลูกกลางอากาศเป็นทีเด็ด เกมรุกดุดัน เกมรุกชุดนี้นำโดย ยศกร บูรพา, อิคลาส สันหรน, ธนาวุฒิ โพธิ์ชัย, เสกสรรค์ ราตรี และฮีโร่อย่าง คคนะ คำยก รวมถึงตัวสำรองธนกฤต โชติเมืองปักษ์ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า ล้วนมีเทคนิคไปกับบอลได้ดี โดยเฉพาะ first touch ที่ดีมาก ทำให้สามารถพักบอลได้ก่อนจะทำการเลี้ยงหรือจ่ายบอลต่อ ส่งผลให้เกมรุกของไทยไม่สะดุดเจาะแนวรับมาเลเซียได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะในครึ่งหลังที่สภาพสนามกลับมาดีอีกครั้ง ที่ต้องขอชื่นชมเป็นพิเศษคือคู่หู “เสกสรรค์–คคนะ” ทั้งสองคนเล่นเข้าขากันอย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการรับบอล การส่งต่อ การสอดตัวทำเกมรุก ไปจนถึงการเพรสซิ่งคู่ต่อสู้ในแดนบน การเคลื่อนที่อย่างหนักของทั้งคู่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเล่นเร็วขึ้นและสร้างโอกาสต่อเนื่อง จนเป็นที่มาของประตูขึ้นนำ 1-0 เกมรับยังมีของ แม้จะเสียประตู ถ้าตัดลูกที่เสียไป แต่โดยภาพรวมเกมรับของไทยก็ทำผลงานได้น่าพอใจ หลายครั้งที่สามารถหยุดเกมรุกของมาเลเซียได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะจังหวะที่ทำให้แฟนบอลหลายคนต้องลุกขึ้นปรบมือ คือจังหวะที่พิชิตชัย เศียรกระโทก กองหลังของเรา ต้องเผชิญหน้ากับเกมสวนกลับ 3 ต่อ 1 ของมาเลเซีย แต่ยังสามารถยืนตำแหน่งนิ่ง บังคับทิศทางของคู่ต่อสู้ให้เล่นยาก และสุดท้ายสามารถเคลียร์สถานการณ์ออกมาได้โดยไม่เสียประตู จังหวะแบบนี้ไม่เพียงแสดงถึงทักษะการเล่นเกมรับ แต่ยังสะท้อนถึงความมั่นใจและความนิ่งของพิชิตชัยอีกด้วย ถือว่าแจ้งเกิดเต็มตัวเลยทีเดียว หัวใจนักสู้ของทัพช้างศึก สิ่งที่งดงามที่สุดจากทัวร์นาเมนต์นี้ ไม่ใช่เพียงผลการแข่งขัน แต่คือสปิริตของนักเตะไทย U23 ตลอด 90 นาที เราได้เห็นนักเตะวิ่งไม่มีหมด ไล่บอลทุกจังหวะ ไม่ยอมปล่อยให้คู่ต่อสู้เล่นง่ายๆ แม้สนามจะไม่เอื้ออำนวย แต่ทุกคนยังพยายามขับเคลื่อนเกมรุกเพื่อสร้างประตู ความมุ่งมั่นนี้คือสิ่งที่ทำให้แฟนบอลไทยภูมิใจที่สุด ความทุ่มเทเกินร้อยของนักเตะบ่งบอกว่าพวกเขาไม่เพียงเล่นเพื่อชัยชนะ แต่เล่นเพื่อศักดิ์ศรีและหัวใจของทีมชาติไทย เมื่อทีมมีใจนักสู้แบบนี้ แฟนบอลก็พร้อมจะหนุนหลังพวกเขาเสมอ บทสรุป: เกมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะเหนือมาเลเซีย แต่เป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้เราเห็นทั้งข้อดีและข้อบกพร่องของทีมชาติไทย U23 ในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญคือเรากำลังเห็นโครงร่างของทีมชาติไทย U23 ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเกมรุก หากสามารถแก้ปัญหาลูกกลางอากาศ และคงความดุดันแบบนี้ไว้ได้ การไปลุยซีเกมส์และศึกใหญ่อย่างชิงแชมป์เอเชีย ก็น่าจะเป็นอีกก้าวที่ทำให้แฟนบอลไทยภูมิใจได้แน่นอน (หากได้ชุดเต็มแบบนี้มานะ) เครดิตภาพปก ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 1 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 2 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 3 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 4 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 5 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย เครดิตภาพ 6 ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย ส่องนักบอลตัวเต็ง ดูสดระเบิดแมทช์สุดมันส์บน App TrueID โหลดฟรี !