ถ้าพูดถึงเกมที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะตั้งแต่ต้นจนจบ “กลัดบัค พบ ไลป์ซิก” นัดนี้คือหนึ่งในนั้นแบบไม่ต้องคิดมากครับ เพราะตั้งแต่นาทีแรกจนถึง 90+8 มันเต็มไปด้วยจังหวะลุ้น จังหวะหัวร้อน จังหวะที่ต้องอุทานออกมาว่า “เอ้า เฮ้ย!” อยู่หลายรอบ จนผมรู้สึกได้เลยว่านี่คือเกมที่แฟนบอลทั้งสองฝ่ายคงเหนื่อยพอๆ กับนักเตะในสนามแน่ๆ ผมขอเล่าแบบสายดูบอลไปบ่นไป วิเคราะห์ไป และใส่ความเห็นส่วนตัวประมาณหนึ่งแบบที่ชอบทำในเพจนะครับ เผื่อใครอ่านแล้วอยากคอมเมนต์แลกมุมมองกันได้ ภาพรวมของเกม กลัดบัค พบ ไลป์ซิก ตั้งแต่ยกแรก กลัดบัคดูเหมือนเป็นฝ่ายตั้งใจคุมเกมให้แน่น ไม่เร่งบุกแบบไร้เหตุผล แต่พอมีจังหวะก็สวนกลับเร็ว ทำให้แนวรับของไลป์ซิกต้องตื่นตัวตลอด ขณะที่ไลป์ซิกเอง ครึ่งแรกพยายามต่อบอลครองบอลเชื่อมเกม สร้างโอกาสจากการสับเปลี่ยนสปีด แต่ปัญหาคือจังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอ บางทีเลือกยิงไม่ดี บางทีโดนบล็อก สุดท้ายครึ่งแรกเลยจบแบบไร้สกอร์ แต่ชนิดที่ดูแล้วรู้สึกว่ามี “ของ” รอปะทุแน่นอนในครึ่งหลัง สิ่งที่ผมชอบคือจังหวะการเล่นเร็วจากทั้งสองทีม เกมไม่ได้ช้า ไม่มีใครรับลึกแบบน่าเบื่อ บางจังหวะกลัดบัคครองดี บางจังหวะไลป์ซิกขึ้นยาวเร็วแบบวูบเดียวถึงเขตโทษ ทุกอย่างมันเร็วและเปลี่ยนหน้าเกมไวมาก ครึ่งหลังที่ความมันพุ่งขั้นสุด เริ่มครึ่งหลังไม่ทันไร เกมก็เดือดทันที นาที 47 กลัดบัคส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายจาก Franck Honorat ที่ยิงเสียบเสาแบบคมมากจนแฟนเจ้าบ้านลุกเฮ แต่ VAR ดึงกลับเพราะมีจังหวะล้ำหน้า ทุกอย่างจบลงแบบรวดเร็วชนิดแทบไม่ได้ดีใจ เกมกลับมา 0-0 แล้วก็ยังต้องสู้กันใหม่ จากนั้นทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันแบบไม่กลัวผิดพลาด ไลป์ซิกมีจุดเด่นคือจังหวะเข้าพื้นที่สุดท้ายเร็วมาก Harder, Bakayoko, Nusa สร้างปัญหาได้ตลอด ยิ่งนาที 70 เป็นต้นไป ไลป์ซิกบุกเป็นพายุ ได้ทั้งคอร์เนอร์รัวๆ โอกาสยิงหลายลูก แต่ Moritz Nicolas นายทวารกลัดบัคเล่นดีมาก เซฟแทบทุกลูก รวมถึงช็อตที่ Raum หลุดไปแล้วยิงชนคาน คือถ้าจังหวะนั้นเสียประตู เกมจะหันไปฝั่งไลป์ซิกทันที ส่วนกลัดบัคเองก็มีลุ้น โดยเฉพาะจังหวะที่โดน VAR ริบจุดโทษนาที 76 ตอนแรกผมนี่คิดว่าชัดนะ เพราะ Orban เข้าสกัดเต็มๆ แต่ผู้ตัดสินเดินไปดู VAR แล้วเปลี่ยนใจ ซึ่งเป็นจังหวะที่แฟนเจ้าบ้านคงมีควันออกหูแน่ๆ ท้ายเกม ไลป์ซิกบุกหนักมาก แต่ยิงยังไงก็ยังไม่เข้า 90+5 มีช็อตโหม่งที่ Nicolas ต้องพุ่งเซฟยากสุดๆ ก่อนหมดเวลาไม่กี่วินาที จบ 90+8 ผู้ตัดสินเป่านกหวีด เกมนี้ไม่มีประตู แต่ความเข้มข้นนี่เกินกว่าคำว่า 0-0 มาก ประเด็นที่ผมอยากพูดถึง 1. กลัดบัคยันได้ดีเกินคาด แม้เป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่าในครึ่งหลัง แต่ระบบรับแน่นมาก ตัดบอลแรกดี แถม Nicolas เล่นระดับแมนออฟเดอะแมตช์ได้เลย 2. ไลป์ซิกมีจุดเด่นเรื่องจังหวะสุดท้าย แต่ก็ยังติดปัญหาเดิม เข้าพื้นที่อันตรายได้เยอะ สร้างโอกาสมาก แต่ขาดความเฉียบคม ทั้งยิงชนคาน ทั้งซัดออก ทั้งเซฟ พูดง่ายๆ คือบุกหนักแต่ไม่คมพอ 3. VAR มีบทบาททั้งสองเหตุการณ์สำคัญ ประตูถูกริบ จุดโทษถูกริบ นี่คือสองจังหวะที่กำหนดหน้าตาของเกมได้ทั้งหมด เกมนี้สอนอะไรผมในฐานะคนดูและคนเขียนรีวิวบอล มันทำให้ผมรู้ว่า “เกมดีไม่จำเป็นต้องมีสกอร์” บางครั้งความลุ้น ความเร็ว ความดุดัน ความกดดัน และจังหวะพลิกไปพลิกมา ก็ทำให้เกมมันสนุกได้แบบไม่ต้องมีใครยิงเข้าเลยสักลูก ผมเองดูแล้วรู้สึกชอบมาก เพราะมันคือฟุตบอลที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและความพยายามของทั้งสองทีม หนึ่งทีมพยายามยิงให้ได้ อีกทีมพยายามไม่ให้โดนยิง มันเลยกลายเป็นเกมหมากรุกที่เร็วและดุในเวลาเดียวกัน บทสรุปแบบสายครีเอเตอร์ “กลัดบัค พบ ไลป์ซิก” จบลงแบบจืดในสกอร์ตามหน้ากระดาษ แต่เข้มข้นในแท็กติก การโต้กลับ การป้องกัน การแก้เกม และความดราม่าทั้ง VAR ทั้งจังหวะเฉียดคานเฉียดเสา เกมแบบนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการดูบอลบุนเดสลีกามันคุ้มค่าทุกนาที ใครที่พลาดเกมนี้ ถ้ามีไฮไลต์แนะนำให้ไปดูครับ คุณจะเข้าใจเลยว่าทำไม 0-0 ก็สนุกได้แบบนี้ รูปภาพปก 1 มาจาก RB Leipzig :|: รูปภาพปกที่ 1 รูปภาพประกอบ 1 มาจาก RB Leipzig :|: รูปภาพประกอบที่ 1 รูปภาพประกอบ 2 มาจาก RB Leipzig :|: รูปภาพประกอบที่ 2 รูปภาพประกอบ 3 มาจาก RB Leipzig :|: รูปภาพประกอบที่ 3 รูปภาพประกอบ 4 มาจาก RB Leipzig :|: รูปภาพประกอบที่ 4 ส่องนักบอลตัวเต็ง ดูสดระเบิดแมทช์สุดมันส์บน App TrueID โหลดฟรี !