
เปิดตัว Alpine A526 ยุคใหม่ ทิ้งเครื่อง Renault ซบ Mercedes-AMG พร้อมรบ F1 2026
24 มกราคม 2569 ( 15:54 )
3
สิ้นสุดการรอคอย BWT Alpine Formula One Team ประกาศศักดาเปิดตัว A526 รถแข่งกราวด์เอฟเฟกต์ยุคใหม่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วพิท เมื่อทีมตัดสินใจทิ้งเครื่องยนต์ Renault แล้วหันมาใช้ขุมพลัง Mercedes-AMG M17 E PERFORMANCE เป็นครั้งแรก เพื่อเป้าหมายคว้าชัยในฤดูกาล F1 2026 แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Alpine A526 ที่ต้องจับตานั้นจะส่งให้ Alpine ทะยานสู่แถวหน้าได้หรือไม่ TrueID Sport จะพาคุณไปเจาะรายละเอียดพร้อมกัน
เปิดตัว Alpine A526 ยุคใหม่ ทิ้งเครื่อง Renault
ซบ Mercedes-AMG พร้อมรบ F1 2026
1. การดีไซน์และโครงสร้างอัจฉริยะ
ไม่ใช่แค่สวย แต่ทุกตารางนิ้วถูกออกแบบมาเพื่อ "จัดการอากาศ":
- โครงสร้าง Carbon Monocoque: ผลิตโดย BWT Alpine โดยใช้เทคนิค Aluminium Honeycomb Composite ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบรังผึ้งแซนวิชอยู่ระหว่างชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ตัวถังมีความแข็งแกร่งในการรับแรงบิด (Torsional Stiffness) สูงมากแต่มีน้ำหนักเบาหวิว
- ระบบช่วงล่างแบบ Hybrid Geometry: ด้านหน้า (Pullrod): เน้นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและการไหลของอากาศจากปีกหน้าสู่ช่องดักอากาศด้านข้าง (Sidepods)
- ด้านหลัง (Pushrod): ออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ขนาดใหญ่ ช่วยรีดอากาศใต้ท้องรถได้ดีขึ้น
- Internal Dampers: ตัวโช้คอัพถูกซ่อนไว้ใน Monocoque และชุดเกียร์เพื่อลดแรงต้านอากาศ (Drag)
- Active Aerodynamics: ระบบไฮดรอลิกจะควบคุมปีกหน้าและหลังแบบ Real-time คล้ายกับปีกเครื่องบิน เพื่อปรับสมดุลระหว่างแรงกดในโค้ง และความพริ้วในทางตรง
2. วิวัฒนาการขุมพลัง 2026
เครื่องยนต์ตัวนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ F1 ที่เน้นพลังงานสะอาดและความแรงควบคู่กัน:
- Internal Combustion Engine (ICE):
- เครื่องยนต์ V6 1.6 ลิตร แต่ต้องรับภาระหนักขึ้นจากการจำกัดอัตราไหลของเชื้อเพลิงที่วัดเป็นพลังงาน (3,000 MJ/hr) แทนการวัดเป็นมวลน้ำหนักแบบเดิม
- ระบบฉีดน้ำมันแรงดันสูง 350 bar ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุดในเสี้ยววินาที
- Energy Recovery System (ERS) – "The Electric Beast":
- MGU-K: พละกำลังเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 3 เท่า (จาก 120 kW เป็น 350 kW หรือประมาณ 470 แรงม้าจากระบบไฟฟ้าเพียวๆ)
- Energy Store: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนถูกออกแบบมาให้คายประจุและชาร์จกลับด้วยความเร็วสูงมาก โดยสามารถดึงพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ได้ถึง 9.0 MJ ต่อรอบ
- Brake-by-Wire: แป้นเบรกไม่ได้กดไปที่ปั๊มเบรกโดยตรง แต่ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปคำนวณว่าต้องใช้แรงเบรกจากจานคาร์บอนเท่าไหร่ และแรงต้านจากการปั่นไฟ (MGU-K) เท่าไหร่ เพื่อความเสถียรสูงสุด
3. ระบบส่งกำลังและการควบคุม
- Mercedes-AMG Transmission: เกียร์ 8 สปีดแบบ Cassette คือการออกแบบให้ชุดเกียร์สามารถถอดเปลี่ยนออกมาจากตัวเคสได้รวดเร็วเมื่อเกิดความเสียหาย
- Quickshift Technology: ระบบเปลี่ยนเกียร์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless) โดยใช้ไฮดรอลิกความดันสูงควบคุม ทำให้ไม่มีช่วงขาดตอนของพละกำลังแม้แต่นิดเดียว
- Fuel System: ถังน้ำมันทำจากยางเสริม Kevlar เพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากเกิดการกระแทก พร้อมระบบ Scavenge to Primer Pump เพื่อป้องกันเครื่องยนต์สำลักน้ำมันในขณะที่รถเข้าโค้งด้วยแรง G สูงๆ จนน้ำมันในถังเหวี่ยงไปมา
4. เป้าหมายและมิติตัวรถ
ความท้าทายในปีนี้คือการรักษาสมดุลของรถที่มีขนาดใหญ่แต่ต้องมีความคล่องตัว:
- น้ำหนัก 772 กก.: เป็นน้ำหนักรวมที่รวมนักแข่งที่นั่งบนเบาะคาร์บอนเฉพาะตัว (Removable Carbon Seat) และรวมกล้องถ่ายทอดสดรอบคัน
- ขนาด: ตัวรถกว้าง 1.9 เมตร และยาวกว่า 5.6 เมตร ทำให้มันเป็นรถแข่งที่ยาวที่สุดประเภทหนึ่งในโลก แต่ด้วยฐานล้อ (Wheelbase) 3,400 มม. และยางหน้ากว้างถึง 280 มม. / หลัง 375 มม. ทำให้ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
บทความที่คุณอาจสนใจ
