พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 ปิดฉากลงไป กับการรักษาแชมป์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาไว้ได้ แต่ต้องชื่นชม ลิเวอรพูล ที่โชว์ฟอร์มทั้งซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยม หลังเก็บไปได้ถึง 97 แต้ม แพ้เพียงเกมเดียวเท่านั้น และกลายเป็นทีมรองแชมป์ที่มีแต้มที่สุดในประวัติศาสตร์

ในฤดูกาล 2018/19 ทั้ง 20 สโมสรซื้อนักเตะรวมกันแล้ว 127 คน (ไม่รวมยืมตัว) รวมมูลค่าการซื้อกว่า 1,455 ล้านปอนด์ และปล่อยนักเตะออกไปจากทีมไป 136 คน รวมมูลค่าการขายอยู่ที่ 450 ล้านปอนด์ โดยทีมที่ซื้อเยอะที่สุดคือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ที่รอดตกชั้นแบบเฉียดฉิว ซื้อไป 16 คน ส่วนทีมที่จ่ายเยอะที่สุดคือ ลิเวอร์พูล ที่ลงทุนไป 163.98 ล้านปอนด์ จากผู้เล่น 4 คนที่เสริมทัพเข้ามา

ด้านทีมที่ขายนักเตะออกไปมาที่สุดคือ ไบรท์ตัน เช่นกัน ที่ปล่อยนักเตะไป 13 ราย ถือว่าเป็นทีมที่เปลี่ยนทีมครั้งใหญ่จากปีที่แล้ว แต่ผลงานกลับตกลงไป ส่วนทีมที่ได้เงินจากการขายนักเตะมากที่สุดในซีซั่นนี้คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ปล่อยนักเตะไป 7 คน ได้เงินมาถึง 84.87 ล้านปอนด์ โดยหนึ่งในเจ็ดคือ ริยาด มาห์เรซ ที่แมนฯ ซิตี้ทุุ่มเงิน 61.02 ล้านปอนด์ดึงตัวไป

และในพรีเมียร์ลีก 2018/19 มีเพียง 2 ทีมอย่าง วัตฟอร์ด และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้กำไรจากการซื้อขายนักเตะโดย “แตนอาละวาด” ได้กำไร 45.40 ล้านปอนด์ หลักๆ มาจากการขาย ริชาร์ลิสัน และ”ไก่เดือยทอง” ที่ไม่ซื้อนักเตะแม้แต่คนเดียว และขาย มุสซ่า เดมเบเล่ ไป 4.82 ล้านปอนด์ ส่วนทีมที่ขาดทุนสุดๆ ตกเป็นของ เชลซี ที่ขาดทุดไป 149.40 ล้านปอนด์

วันนี้ TrueID พาไปดู 5 อันดับ การซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม และยอดแย่ ประจำฤดูกาลนี้กัน (ราคาทั้งหมดอ้างอิงจาก www.transfermarkt.com)

 

การซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม

5. เดวิด บรู๊คส์ 10.17 ล้านปอนด์ (บอร์นมัธ จาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

Andrew Matthews/PA via AP

ปีกชาวเวลส์ ที่เกิดที่อังกฤษ วัย 21 ปี ย้ายจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่ในศึกพรีเมียร์ลีก เข้ามาเล่นกับ บอร์นมัธ ด้วยค่าตัวเพียง 10 ล้านปอนด์ ถือว่าไม่แพ้สำหรับราคาในสมัยนี้ และด้วยอายุย่างเข้า 21 ปีเท่านั้น

แต่ไอหนู บรู๊ค กลับสร้างความเซอร์ไพรส์ยึดตัวจริงตั้งแต่นัดแรก ก่อนจะใช้เวลา 7 เกมเบิกสกอร์แรกในสีเสื้อ “เดอะ เชอร์รี่ส์”และสร้างความประทับใจตลอดทั้งฤดูกาลกับคู่หูอีกริมฝั่งเส้นหนึ่งอย่าง ไรอัน เฟรเซอร์

สรุปทั้งฤดูกาล เดวิด บรู๊คส์ ลงช่วยทีม 33 นัดในทุกฤดูกาล ยิงไป 5 ประตู กับอีก 5 แอสซิตส์ ถือว่าเป็นการเดบิวต์ฤดูกาลแรกได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน

 

4. ไรอัน บาเบล 1.8 ล้านปอนด์ (ฟูแล่ม จาก เบซิคตัส)

AP Photo/Matt Dunham

ปีกวัย 32 กลับมาค้าแข้งในคำรบที่สองในเกาะอังกฤษอีกครั้งกับ ฟูแล่ม หลังเคยเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงปี 2007-2011 ไปเกือบร้อยนัด หนนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นคนดึงกลับมาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาว เพื่อช่วยกู้วิกฤตพา ฟูแล่ม หนีตกชั้น ด้วยราคาเพียง 1.8 ล้านปอนด์ จากเบซิตัส

แม้ว่า รานิเอรี่ จะอยู่ต่อไปได้ไม่ถึงเดือน หลัง บาเบล เข้ามาสู่ทีม แต่ปีกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กลับโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม จัดการทำสองแอสซิสต์ ในเกมที่สองกับ ไบรท์ตัน รวมถึงเบิกสกอร์ใส่ ลิเวอร์พูลต้นสังกัดเก่าอีกด้วย

แม้สรุปสุดท้าย ไรอัล บาเบล จะไม่สามารถช่วย “เจ้าสัวรอด”ตกชั้นตามความตั้งใจได้ แต่เขาก็ได้ฝากผลงาน 5 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ ตลอด 16 เกมที่ลงสนามใน พรีเมียร์ลีก ครึ่งเลกหลัง และอนาคตของเจ้าตัวยังเปิดกว้าง แม้ว่า สก็อต ปาร์คเกอร์ เฮดโค้ชอยากให้อยู่กับทีมต่อ ก็ยากที่รั้งตัวปีกหัวแดงรายนี้เอาไว้ได้ในลีกรองของแดนผู้ดี

 

3. เจา มูตินโญ่ 5.04 ล้านปอนด์ (วูล์ฟแฮมป์ตัน จาก โมนาโก)

Martin Rickett/PA via AP

หนึ่งในกองกลางสายคลาสสิค ที่แฟนฟุตบอลได้ยินชื่อมานาน ในฤดูกาลนี้ มูตินโญ่ โยกมาค้าแข้งในลีกที่ดีที่สุดของโลกกับทีมน้องใหม่อย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่เสริมทัพดึงผู้เล่นสัญชาติโปรตุกีส เข้ามามากมาย กองกลางวัย 32 ปี ย้ายมาจาก โมนาโก ยอดทีมแดนน้ำหอมด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น

แม้ว่าด้วยวัย 32 ปี แต่ เจา มูตินโญ่ โชว์ฟอร์มดีเกินคาด และแทบจะไม่ต้องปรับตัวกับฟุตบอลอันดุดันของอังกฤษเลย เขาก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ตัวสร้างสรรค์ให้กับ “หมาป่า” ตั้งแต่เกมแรก แม้ว่า มูตินโญ่ จะยิงได้เพียง 1 ประตูในฤดูกาล 2018/19 แต่ 1 ประตูนั้นเป็นประตูที่ช่วยน้องใหม่แบ่งแต้มจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ และยังส่งบอลให้เพื่อนทำประตูไปได้อีก 8 ครั้ง

แต่ที่น่าสนใจคือ 38 เกมในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลแรกของกองกลางรายนี้ ลงสนามครบทุกนัด ไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลย ทำให้ มูตินโญ่ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่พา วูล์ฟแฮมป์ตัน ทะยานขึ้นมาจบอันดับ 7 ของตารางได้สำเร็จ

 

2. ฟาบินโญ่ 40.5 ล้านปอนด์ (ลิเวอร์พูล จาก โมนาโก)

AP Photo/Manu Fernandez

กองกลางวัย 25 ปีย้ายข้ามฟากมาด้วยค่าตัวราคา 40 ล้านปอนด์ จาก โมนาโก และเหมือนว่าจะเป็น 40 ล้านปอนด์ที่สูญเปล่าหลัง ฟาบินโญ่ ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียวในระยะ 8 เกมแรก และมีถึง 3 เกมที่กระเด็นออกจากทีมไม่ติดแม้ชื่อบนม้านั่งสำรอง โดย เจอร์เก็น คล็อปป์ นายใหญ่ของทีมให้ความเห็นว่า กองกลางชาวบราซิล ยังปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้

แม้ว่าจะใช้เวลาปรับตัวซักระยะหนึ่ง แต่หลังจากเกมที่ 15 เป็นต้นไป ฟาบินโญ่ ได้รับโอกาสลงสนามยืนเป็นเสาหลักคอยปัดกวาดในตำแหน่งกองกลางตัวรับในแทบจะทุกๆ เกม เขาพลาดลงสนามในเกมกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ เพียงเกมเดียวเท่านั้น และพาทีมยกระดับเกมรับจนเสียเพียง 22 ประตูในฤดูกาลนี้

นอกจากนั้นในบางเกม ฟาบินโญ่ ยังขยับลงไปยืนตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค จำเป็นถึง 3 เกมในฤดูกาลนี้ โดย 2 ใน 3 เกม ลิเวอร์พูล รักษาคลีนชีตได้อีกด้วย

 

1. อลิสสัน เบคเกอร์ 56.25 ล้านปอนด์ (ลิเวอร์พูล จาก โรม่า)

AP Photo/Manu Fernandez

ซีซั่นที่มีการทำลายผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกโดย อลิสสัน เบคเกอร์ ทำลายไปก่อนที่ราคา 56.25 ล้านปอนด์ ก่อนจะโดน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า เกทับที่ 72 ล้านปอนด์ แต่ราคาที่ลิเวอร์พูล จ่ายไปนับว่าคุ้มค่ามหาศาลเลยทีเดียว

แฟนหงส์ คงจำความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส ในฤดูกาลที่ผ่านมาได้มา และมาเทียบกับฟอร์มของผู้รักษาประตูชาวบราซิล ก็คงประมาณได้ราวกับฟ้ากับเหว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล บินสูงในฤดูกาลนี้ จาก 50 เกมเต็มๆ ที่ผู้รักษาประตูชาวบราซิล ลงเป็นปราการด่านสุดท้าย เขาเสียประตูไปเพียง 22 ลูกในพรีเมียร์ลีก และเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 21 นัด คว้ารางวัลถุงมือทองคํา ไปครอง ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว คาริอุส กับคลีนชีต ได้เพียง 10 เกมเท่านั้น

อลิสัน ทำให้เห็นชัดว่า 56 ล้านปอนด์ที่ “หงส์แดง” เสียไปให้กับเขา เขาสามารถก้าวขึ้นมายก ระดับทีมได้มากเพียงใด ทำให้ตำแหน่ง การซื้อซื้อขายนักเตะยอดเยี่ยม ในฤดูกาลนี้จึงตกเป็นของเขาอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

 

การซื้อขายนักเตะยอดแย่

5. อลิเรซ่า ยาฮานบาคห์ช 17.1 ล้านปอนด์ (ไบรท์ตัน จาก อาแซด อัลค์มาร์)

AP Photo/Frank Augstein

นักเตะเลือดเอเชียอย่าง ยาฮานบาคห์ช โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยมกับ อาแซด อัลค์มาร์ ทีมจาก เอเรดิวิซี่ ฮอลแลนด์ โดยเขาซัดไปคนเดียว 21 ประตูกับอีก 12 แอสซิตส์ โดยใน 21 ประตูที่ทำได้ เป็นการทำแฮตทริกถึง 2 ครั้ง พา อัลค์มาร์ จบอันดับที่ 3 ของลีก พร้อมคว้ารางวัลรางเท้าทองคำ การันตีผลงาน ก่อนจะย้ายซบ ไบรท์ตัน ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 17 ล้านปอนด์

แต่ความร้อนแรงขอเขากลับหาไปแบบไม่เหลืออะไรเลย เจ้าของเบอร์ 16 ได้รับโอกาสลงสนามไม่ถึง 20 นาทีต่อนัด ใน 7 เกมแรกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะเจ็บยาวบวกกับการกลับไปรับใช้ทีมชาติอิหร่าน ทำให้หายไปจากฟุตบอลแดนผู้ดี อีกร่วม 13 เกม โดยในครึ่งเลกหลังของ พรีเมียร์ลีก ปีกวัย 25 ไม่เคยลงสนามเล่นครบ 90 นาทีแม้แต่เกมเดียว และปิดฤดูกาลแรกในแดนผู้ดีด้วยผลงาน 0 ประตู 0 แอสซิสต์

 

4. ฌ็อง มิเชล เซรี 27 ล้านปอนด์ (ฟูแล่ม จาก นีซ)

Jean Michael Seri

กองกลางชาวไอวอรี่โคสต์ ที่เคยตกเป็นข่าว อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จับจ้องตั้งแต่สมัยค้าแข้งอยู่กับ นีซ และพร้อมทุ่มเงินถึง 40 ล้านเพิ่มดึงตัวเข้ามาร่วมทีม แต่สรุปสุดท้าย ฟูแล่ม น้องใหม่กลับปาดหน้าคว้าตัวไปด้วยเงิน เกือบ 30 ล้านปอนด์ และเป็นการซื้อตัวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “เจ้าสัว” เพื่อหวังให้ เซรี เข้ามาเป็นห้องเครื่อง และคอยปัดกวาดพาทีมรอดตกชั้น

แม้ว่าในช่วงแรกกองกลางวัย 27 ปี ดูจะมีของให้ปล่อยอยู่พอสมควร หลังซัดประตูได้ตั้งแต่เกมที่ 3 แต่หลังจากนั้นฟอร์มของ เซรี ก็เริ่มหายไปเช่นเดียวกับ ฟูแล่ม เขาทำทีมเสียฟาวล์ไปถึง 32 ครั้ง มีส่วนเล่นผิดพลาดจนนำไปสู่การเสียประตู 2 ครั้ง และแย่งบอลได้เพียง 32 ครั้ง รั้งอันดับที่ 93 ของพรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว

 

3. จอร์จินโญ่ 51.3 ล้านปอนด์ (เชลซี จาก นาโปลี)

AP Photo/Alastair Grant

กองกลางลูกรักที่โยกตาม เมาริซิโอ ซาร์รี่ จากรั้ว นาโปลี สู่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 51 ล้านปอนด์ พร้อมการการันตีตัวจริงจาก ซารี่ กองกลางชาวอิตาลี ที่เกิดที่บราซิล เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยประตู ตั้งแต่เกมแรก พา เชลซี เก็บชัยเหนือ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 3-0 และทั้งฤดูกาล จอร์จินโญ่ พลาดการลงสนามให้เชลซี เพียงเกมเดียวทั้ง พร้อมโชว์สถิติส่งบอลมากที่สุดในลีก ด้วยจำนวน 3,118 ครั้ง

แต่ด้วยการแปะบอลไปมา จนแฟนพากันให้ฉายา “อาแปะ” ไม่ได้บ่งบอกความเหนือชั้นที่เชลซี ต้องลงทุนทุ่มเงิน 51 ล้านปอนด์ เพื่อดึงเข้ามาสู่ทีม จอร์จินโญ่ ไม่ได้ยกระดับแผงกลาง เชลซี ให้ดีขึ้น เกมรุกทั้งหมดยังคงเป็น เอเด็น อาร์ซา ที่แบกหลังแอ่นอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ซาร์รี่ แทบจะไม่เคยแก้เกมโดยการเปลี่ยน อดีตกองกลาง นาโปลี ออกจากสนามเลย ตลอด 37 นัดที่ลงสนาม จอร์จินโญ่ ถูกเปลี่ยนตัวแค่เพียง 9 ครั้ง

แม้ว่าในช่วงท้ายซีซั่น กองกลางวัย 27 ปี จะโชว์ฟอร์มการเล่นที่พัฒนาขึ้นมา แต่ยังเทียบกับการละลายเงินไปถึง 51 ล้านปอนด์ไม่ได้ซัดนิด

 

2. ริยาด มาห์เรซ 61.02 ล้านปอนด์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จาก เลสเตอร์ ซิตี้)

AP Photo/Tim Ireland

กองกลางดีกรีแชมป์ลีกกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ย้ายซบ ทีมอันดับหนึ่งในลีก ด้วยค่าตัวแพงที่สุดในอันดับสอง ในปีนี้ รองจาก เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า เท่านั้น โดยการคาดหวังจะเข้ามายกระดับฝั่งริมเส้น หลัง แบร์นาโด้ ซิลวา โชว์ฟอร์มไม่ค่อยหน้าประทับใจในฤดูกาลที่ผ่านมา

ทว่าการเข้ามาเล่นในทีมที่มีกองกลาง และตัวริมเส้น ระดับโลกอัดแน่นเต็มไปหมดนั้น ทำให้ มาห์เรซ ไม่สามารถยึดตัวแหน่งตัวจริงได้ โดยเฉพาะ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่ดันระเบิดฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ “เรือใบสีฟ้า” ขาดไม่ได้ ทดแทนการหายไปของ เควิน เดอ บรอยน์ ที่เจ็บบ่อยเหลือเกินในปีนี้

แม้ว่ากองกลางชาวแอลจีเรีย จะได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ไปถึง 27 เกม ทำไป 7 ประตูและถวายพานให้เพื่อนยิงอีก 4 ครั้ง ทว่าเขาลงเล่นเฉลี่ย 50 นาทีต่อเกมเท่านั้น ถูกส่งมาในฐานะตัวสำรอง 13 เกมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 24 ในลีก และลงเล่น 90 นาทีเต็มเพียง 7 เกมเท่านั้น และหากย้อนกลับไปเทียบกับ สถิติในซีซั่นที่เขาช่วย เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ยิ่งหนัก เพราะปีนั้น ปีกวัย 28 ปี ซัดไปถึง 17 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์เลยที่เดียว

แม้ว่า มาห์เรซ จะลงมายิงประตูสำคัญ อยู่บ้าง แต่ในฐานะที่ราคาสูงถึง 61 ล้านปอนด์ แพงกว่า แบร์นาโด้ ซิลวา แพงเป็นอันดับสองของสโมสรรองจาก เดอ บรอยน์ แต่ถูกจัดอยู่ในฐานะผู้เล่นสำรอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำรองที่แพงเกินไปโข

 

1. เฟร็ด 53.1 ล้านปอนด์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค)

Fred
Jose Breton- Pics Action / Shutterstock.com

ความตื่นเต้นหนึ่งเดียวของสาวก “ปีศาจแดง” ในตลาดซื้อขายปีนี้ แม้ว่าพวกเขาจะตกเป็นข่าวกับนักเตะชั้นนำมากมายแต่ เฟร็ด คือนักเตะเพียงคนเดียวที่พอจะฝากความหวังได้จาก 3 ตัวที่ซื้อเข้ามา แถมยังมีความสะใจเพราะไปปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อริร่วมเมือง ดึงตัวเข้ามาจาก ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค ด้วยราคามหาโหด 53 ล้านปอนด์

กองกลางชาวบราซิล คว้าแชมป์กับ ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค มาแล้ว 10 โทรฟี่ ตลอด 5 ปีที่ลงรับใช้ทีม พ่วงด้วยผลงาน 14 ประตู และดีกรีทีมชาติบราซิล ชุดใหญ่ พาแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด แอบฝันหวาน แต่ก็เป็นได้แค่ความฝัน เฟร็ด ปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้เลย ได้รับโอกาสลงสนามเพียง 17 เกมในพรีเมียร์ลีก รวมเวลาแค่ 1,044 นาที เฉลี่ยเกมละชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้ยังสร้างความผิดพลาดให้ทีมเสียประตู 1 ครั้งจากการโดนตัดบอลกลางสนามในลีก และเช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ แม้ว่าช่วงหลัง เฟร็ด จะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น แต่หากเทียบกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ดาวรุ่งของทีม ยังแทบจะสู้ไม่ได้ บวกกับค่าตัว 53 ล้านที่เสียไปแล้วนั้น เฟร็ด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

รวมทุกบทสรุปศึกพรีเมียร์ลีก 2018/19 อัดแน่นทุกเรื่องราวที่คอบอลห้ามพลาด

 

“Maxzio”

ศุภณัฐ

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports