เดือนกันยายนกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความชอกช้ำสำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะจากที่เคยมีลุ้นถึง 3 แชมป์ ตอนนี้เหลือแค่ถ้วยเดียว แถมกำหนดชะตาของตัวเองก็ไม่ได้อีก

มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

หลังจบเกมล่าสุดที่ “ปราสาทสายฟ้า” แพ้ดวลเป้า พีที ประจวบ เอฟซี 8-7 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 ของศึกโตโยต้า ลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ มีสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลตั้งคำถามใส่พวกเขาคือเหตุใดถึงขังสองหัวหอกต่างชาติอย่าง ราสมุส ยอนส์สัน และ นาเซอร์ บาราซิต ไว้ข้างสนาม โดยไม่ส่งลงมาช่วยทีมในยามที่กำลังโหยหาประตู

คืออย่างน้อยที่สุดเมื่ิ๋อผ่านไป 90 นาที มันควรมีการปรับเพื่อเปลี่ยนจังหวะของเกมและเพิ่มความสดชื่นให้แนวรุกหรือไม่ แม้ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าการส่งหอกต่างชาติลงมาจะทำให้ทีมได้ประตู แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจช่วยพวกเขาได้ โดยเฉพาะในรายของ บาราซิต ที่นำเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 10 ประตูจาก 16 เกมทุกรายการ

หรืออย่างในเกมตัดเชือก ช้าง เอฟเอ คัพ ที่แพ้ ราชบุรี มิตรผล 2-1 บุรีรัมย์ ก็ไม่ได้ให้ บาราซิต ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทั้งที่นักเตะถูกโฉลกกับรายการนี้เมื่อยิงได้ถึง 4 ประตู

ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ บุรีรัมย์ จะถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในสองรายการนี้เพราะความดื้อดึงในการใช้งานแนวรุกสัญชาติไทยมากกว่าให้โอกาสแข้งต่างชาติ

ขณะที่จุดเปลี่ยนในลีกคือการที่ “ปราสาทสายฟ้า” ออกไปแพ้คู่ปรับสำคัญอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-1 ทำให้พวกเขาเสียบัลลังค์จ่าฝูงไปให้กับ เชียงราย ยูไนเต็ด

แม้ต่อมา บุรีรัมย์ เบียดชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล 1-0 ในตอนที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” ทำได้แค่เสมอกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-1 จนทำให้มี 51 แต้มเท่ากัน แต่ถ้าลีกจบตอนนี้ พวกเขาก็ไม่ได้แชมป์อยู่ดี เพราะเฮด ทู เฮด เป็นรองจากการเสมอ 0-0 และแพ้ 4-0

สถานการณ์ในลีกปีนี้ของ “ปราสาทสายฟ้า” ช่างแตกต่างจากซีซั่นก่อนที่พวกเขาคว้าแชมป์ไปแบบไม่ระบมเท้า โดยทิ้งห่างผู้ตามอย่าง “แข้งเทพ” แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 16 แต้ม

คีย์แมนสำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างมากขนาดนั้นคือ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ เพราะเขาทำไปถึง 34 ประตูกับ 9 แอสซิสต์จาก 33 เกมลีก พร้อมกับคว้าดาวซัลโวไปครอง

แม้ว่าอดีตกองหน้าทีมชาติบราซิลชุดยู-20 สามารถสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ด้วยการทำ 132 ประตูจาก 154 เกมทุกรายการ ตลอดระยะเวลา 4 ซีซั่นที่อยู่กับ “ปราสาทสายฟ้า” พร้อมพาทีมพุ่งชนความสำเร็จได้ถึง 11 แชมป์ ขณะที่ตัวเองคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีพ่วงดาวซัลโวสูงสุดของลีกในปี 2015 และ 2018

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยวัย 32 ปีก็ทำให้ บุรีรัมย์ ไม่ลังเลในการขาย ดิโอโก้ ไปให้ ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม ทีมดังในศึกมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก เพื่อแลกกับเงินประมาณ 46 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีช่องว่างที่ ดิโอโก้ ซึ่งนับเป็นแข้งต่างชาติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีกทิ้งไว้ มันใหญ่เกินกว่าที่ฝ่ายปกครอง “ปราสาทสายฟ้า” จะคาดคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องผลงานส่วนตัว แต่บทบาทพี่เลี้ยงดาวรุ่งในสนามก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมาทำแทน

ต่อให้ เปโดร จูเนียร์ ทำไป 11 ประตูจาก 23 เกมทุกรายการ บุรีรัมย์ ก็ตัดสินว่าเขายังไม่ดีพอเป็นทายาท ดิโอโก้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอดีตกองหน้า เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่าง โมดิโบ ไมก้า ที่เอาชื่อมาทิ้งในถิ่น ช้าง อารีน่า ทั้งที่เพิ่งได้ลงเล่นไปแค่ 6 นัดเท่านั้น

สุดท้าย เปโดร กับ ไมก้า ก็ถูกแทนที่ด้วย ยอนส์สัน และ บาราซิต ในเลกสอง แม้ว่าหอกสวีดิชเท้าบอดยิงไม่ได้เลยตลอด 16 นัด แต่ในรายของ บาราซิต กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นตัวจบสกอร์ที่ “ปราสาทสายฟ้า” พึ่งพาได้ ทว่าเขาก็ถูกมองข้ามในเกมชี้ชะตาฟุตบอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองรายการ ซึ่งลงเอยด้วยการไปไม่ถึงแชมป์

สุดท้ายแล้วการพึ่งพาแข้งต่างชาติน้อยลง แล้วหันมาใช้งานนักเตะไทยมากขึ้นของ บุรีรัมย์ จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ มันคงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

หากมองระยะสั้น การพลาดแชมป์บอลถ้วยในประเทศทั้งสองรายการ ทั้งที่โอกาสประสบความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม เราก็อาจพูดได้ว่า “ปราสาทสายฟ้า” คิดผิด

แต่หากมองในระยะยาวอย่างที่ เนวิน ชิดชอบ หัวเรือใหญ่ บุรีรัมย์ ย้ำเจตนารมณ์มาตลอดว่าอยากพัฒนาเยาวชนในอคาเดมี่ให้ขึ้นมามีบทบาททั้งในสโมสรและทีมชาติ มันก็อาจเป็นเรื่องที่คุ้มค่า เห็นได้จาก ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่ทำ 9 ประตูกับ 7 แอสซิสต์จาก 35 เกมทุกรายการ จนก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปี

ดังนั้นการตัดสินใจใช้งานดาวรุ่งอย่าง ศุภณัฏฐ์ และ ศุภชัย ใจเด็ด ก่อนหน้าดาวดังอย่าง บาราซิต มันก็เหมือนเป็นการอดเปรี้ยวไว้กินหวานของ “ปราสาทสายฟ้า”

แน่นอนว่า บุรีรัมย์ อยากต่อสู้เพื่อความสำเร็จอยู่แล้ว แต่ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะให้โอกาสเยาวชนไทยได้เล่นในเกมสำคัญ แม้ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทีมพลาดแชมป์ไป แต่สิ่งที่เด็กพวกนั้นได้คือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งมันประเมินค่าไม่ได้เลย

ความพ่ายแพ้ในนัดชิงลีกคัพซีซั่นนี้จะเป็นบทเรียนชั้นดีให้กับสามแนวรุกวันเดอร์คิดแห่ง บุรีรัมย์ อย่าง ศุภณัฏฐ์ (17ปี), ศุภชัย (20ปี) และ สุภโชค สารชาติ (21 ปี)

แม้ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้า พวกเขาจะขึ้นมาแบก “ปราสาทสายฟ้า” ครองความยิ่งใหญ่ในไทยได้หรือไม่ แต่ในวันนี้ สโมสรเลือกแล้วที่จะมอบประสบการณ์ให้พวกเขานำไปใช้ต่อยอด ที่เหลือก็ปล่อยให้เวลาเป็นตัวตัดสิน เพราะไม่ว่ายังไง ทุกๆการตัดสินใจในวงการลูกหนัง มันก็เป็นเรื่องความเสี่ยงอยู่แล้ว เราก็แค่ต้องรอดูกันต่อไปเท่านั้น

มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

หลังจบเกมล่าสุดที่ “ปราสาทสายฟ้า” แพ้ดวลเป้า พีที ประจวบ เอฟซี 8-7 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 ของศึกโตโยต้า ลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ มีสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลตั้งคำถามใส่พวกเขาคือเหตุใดถึงขังสองหัวหอกต่างชาติอย่าง ราสมุส ยอนส์สัน และ นาเซอร์ บาราซิต ไว้ข้างสนาม โดยไม่ส่งลงมาช่วยทีมในยามที่กำลังโหยหาประตู

คืออย่างน้อยที่สุดเมื่ิ๋อผ่านไป 90 นาที มันควรมีการปรับเพื่อเปลี่ยนจังหวะของเกมและเพิ่มความสดชื่นให้แนวรุกหรือไม่ แม้ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าการส่งหอกต่างชาติลงมาจะทำให้ทีมได้ประตู แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจช่วยพวกเขาได้ โดยเฉพาะในรายของ บาราซิต ที่นำเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 10 ประตูจาก 16 เกมทุกรายการ

หรืออย่างในเกมตัดเชือก ช้าง เอฟเอ คัพ ที่แพ้ ราชบุรี มิตรผล 2-1 บุรีรัมย์ ก็ไม่ได้ให้ บาราซิต ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทั้งที่นักเตะถูกโฉลกกับรายการนี้เมื่อยิงได้ถึง 4 ประตู

ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ บุรีรัมย์ จะถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในสองรายการนี้เพราะความดื้อดึงในการใช้งานแนวรุกสัญชาติไทยมากกว่าให้โอกาสแข้งต่างชาติ

ขณะที่จุดเปลี่ยนในลีกคือการที่ “ปราสาทสายฟ้า” ออกไปแพ้คู่ปรับสำคัญอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-1 ทำให้พวกเขาเสียบัลลังค์จ่าฝูงไปให้กับ เชียงราย ยูไนเต็ด

แม้ต่อมา บุรีรัมย์ เบียดชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล 1-0 ในตอนที่ “กว่างโซ้งมหาภัย” ทำได้แค่เสมอกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-1 จนทำให้มี 51 แต้มเท่ากัน แต่ถ้าลีกจบตอนนี้ พวกเขาก็ไม่ได้แชมป์อยู่ดี เพราะเฮด ทู เฮด เป็นรองจากการเสมอ 0-0 และแพ้ 4-0

สถานการณ์ในลีกปีนี้ของ “ปราสาทสายฟ้า” ช่างแตกต่างจากซีซั่นก่อนที่พวกเขาคว้าแชมป์ไปแบบไม่ระบมเท้า โดยทิ้งห่างผู้ตามอย่าง “แข้งเทพ” แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 16 แต้ม

คีย์แมนสำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างมากขนาดนั้นคือ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ เพราะเขาทำไปถึง 34 ประตูกับ 9 แอสซิสต์จาก 33 เกมลีก พร้อมกับคว้าดาวซัลโวไปครอง

แม้ว่าอดีตกองหน้าทีมชาติบราซิลชุดยู-20 สามารถสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ด้วยการทำ 132 ประตูจาก 154 เกมทุกรายการ ตลอดระยะเวลา 4 ซีซั่นที่อยู่กับ “ปราสาทสายฟ้า” พร้อมพาทีมพุ่งชนความสำเร็จได้ถึง 11 แชมป์ ขณะที่ตัวเองคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีพ่วงดาวซัลโวสูงสุดของลีกในปี 2015 และ 2018

แต่ถึงอย่างนั้นด้วยวัย 32 ปีก็ทำให้ บุรีรัมย์ ไม่ลังเลในการขาย ดิโอโก้ ไปให้ ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม ทีมดังในศึกมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก เพื่อแลกกับเงินประมาณ 46 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีช่องว่างที่ ดิโอโก้ ซึ่งนับเป็นแข้งต่างชาติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีกทิ้งไว้ มันใหญ่เกินกว่าที่ฝ่ายปกครอง “ปราสาทสายฟ้า” จะคาดคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องผลงานส่วนตัว แต่บทบาทพี่เลี้ยงดาวรุ่งในสนามก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมาทำแทน

ต่อให้ เปโดร จูเนียร์ ทำไป 11 ประตูจาก 23 เกมทุกรายการ บุรีรัมย์ ก็ตัดสินว่าเขายังไม่ดีพอเป็นทายาท ดิโอโก้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอดีตกองหน้า เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่าง โมดิโบ ไมก้า ที่เอาชื่อมาทิ้งในถิ่น ช้าง อารีน่า ทั้งที่เพิ่งได้ลงเล่นไปแค่ 6 นัดเท่านั้น

สุดท้าย เปโดร กับ ไมก้า ก็ถูกแทนที่ด้วย ยอนส์สัน และ บาราซิต ในเลกสอง แม้ว่าหอกสวีดิชเท้าบอดยิงไม่ได้เลยตลอด 16 นัด แต่ในรายของ บาราซิต กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นตัวจบสกอร์ที่ “ปราสาทสายฟ้า” พึ่งพาได้ ทว่าเขาก็ถูกมองข้ามในเกมชี้ชะตาฟุตบอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองรายการ ซึ่งลงเอยด้วยการไปไม่ถึงแชมป์

สุดท้ายแล้วการพึ่งพาแข้งต่างชาติน้อยลง แล้วหันมาใช้งานนักเตะไทยมากขึ้นของ บุรีรัมย์ จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ มันคงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

หากมองระยะสั้น การพลาดแชมป์บอลถ้วยในประเทศทั้งสองรายการ ทั้งที่โอกาสประสบความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม เราก็อาจพูดได้ว่า “ปราสาทสายฟ้า” คิดผิด

แต่หากมองในระยะยาวอย่างที่ เนวิน ชิดชอบ หัวเรือใหญ่ บุรีรัมย์ ย้ำเจตนารมณ์มาตลอดว่าอยากพัฒนาเยาวชนในอคาเดมี่ให้ขึ้นมามีบทบาททั้งในสโมสรและทีมชาติ มันก็อาจเป็นเรื่องที่คุ้มค่า เห็นได้จาก ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่ทำ 9 ประตูกับ 7 แอสซิสต์จาก 35 เกมทุกรายการ จนก้าวไปติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปี

ดังนั้นการตัดสินใจใช้งานดาวรุ่งอย่าง ศุภณัฏฐ์ และ ศุภชัย ใจเด็ด ก่อนหน้าดาวดังอย่าง บาราซิต มันก็เหมือนเป็นการอดเปรี้ยวไว้กินหวานของ “ปราสาทสายฟ้า”

แน่นอนว่า บุรีรัมย์ อยากต่อสู้เพื่อความสำเร็จอยู่แล้ว แต่ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะให้โอกาสเยาวชนไทยได้เล่นในเกมสำคัญ แม้ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทีมพลาดแชมป์ไป แต่สิ่งที่เด็กพวกนั้นได้คือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งมันประเมินค่าไม่ได้เลย

ความพ่ายแพ้ในนัดชิงลีกคัพซีซั่นนี้จะเป็นบทเรียนชั้นดีให้กับสามแนวรุกวันเดอร์คิดแห่ง บุรีรัมย์ อย่าง ศุภณัฏฐ์ (17ปี), ศุภชัย (20ปี) และ สุภโชค สารชาติ (21 ปี)

แม้ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้า พวกเขาจะขึ้นมาแบก “ปราสาทสายฟ้า” ครองความยิ่งใหญ่ในไทยได้หรือไม่ แต่ในวันนี้ สโมสรเลือกแล้วที่จะมอบประสบการณ์ให้พวกเขานำไปใช้ต่อยอด ที่เหลือก็ปล่อยให้เวลาเป็นตัวตัดสิน เพราะไม่ว่ายังไง ทุกๆการตัดสินใจในวงการลูกหนัง มันก็เป็นเรื่องความเสี่ยงอยู่แล้ว เราก็แค่ต้องรอดูกันต่อไปเท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประวัติศาสตร์สโมสร! พีที ประจวบ แม่นโทษดับ บุรีรัมย์ 9-8 คว้าแชมป์โตโยต้า ลีกคัพ

– ดูบอลออนไลน์ ฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่
– คำถามเกี่ยวกับการสมัครแพ็กเกจ คลิกที่นี่