
ส่องนาฬิกา Omega Speedmaster Moonwatch Professional
นับตั้งแต่ปี 1969 วันที่มนุษย์ก้าวเท้าลงบนดวงจันทร์พร้อมนาฬิกา Omega Speedmaster บนข้อมือ เรือนเวลารุ่นนี้ก็กลายเป็นตำนานที่ไม่อาจแยกออกจากประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศได้ หน้าปัดสีดำล้วนของ Speedmaster Moonwatch กลายเป็นภาพจำที่ฝังแน่นในใจนักสะสมทั่วโลก และแม้ว่า Omega จะทดลองเล่นกับสีและวัสดุใหม่ ๆ มาหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ “จิตวิญญาณดั้งเดิม” ของ Moonwatch ก็ยังไม่เคยเลือนหายไป
และในปี 2026 นี้ Omega ยังคงเดินหมากต่ออย่างชาญฉลาด ด้วยการเปิดตัว Speedmaster Moonwatch Professional Black and White หรือที่เหล่านักสะสมพร้อมใจกันเรียกว่า “Speedmaster Reverse Panda”
Reverse Panda ความคลาสสิกอย่างมีชั้นเชิง
สำหรับ Speedmaster รุ่นใหม่นี้ Omega เลือกใช้ หน้าปัดสีดำเป็นพื้นหลัก ตัดกับหน้าปัดย่อยสีขาว ซึ่งเป็นภาพกลับด้านจาก Panda Dial แบบดั้งเดิมที่ใช้พื้นขาวและซับไดอัลสีดำ แบบ Stepped Dial หรือหน้าปัดสองระดับ โดยหน้าปัดย่อยสีขาวถูกวางต่ำกว่าพื้นหน้าปัดสีดำ ทำให้เกิดมิติสามมิติอย่างชัดเจนเมื่อมองด้วยตาเปล่า ทั้งสีดำและสีขาวให้ความคมลึกเป็นพิเศษจากการเคลือบแลคเกอร์เงา (Varnished Lacquer) แทนการใช้แผ่นหน้าปัดชิ้นเดียวแบบดั้งเดิม ส่งผลให้แสงสะท้อนและเงาบนหน้าปัดดูมีชีวิตมากขึ้น
ตัวเรือนในตำนาน กับวัสดุสองทางเลือก
Speedmaster Moonwatch Professional Black and White เปิดตัวพร้อมกัน 2 เวอร์ชัน ได้แก่ สเตนเลสสตีล และ Moonshine Gold 18K ทองสูตรเฉพาะของ Omega ที่พัฒนาขึ้นให้มีความทนทาน สีไม่หมองง่าย และดูอบอุ่นกว่าทองเหลืองแบบดั้งเดิม
ทั้งสองรุ่นใช้ขนาดตัวเรือน 42 มม. ตามมาตรฐาน Moonwatch ยุคใหม่ พร้อมกระจก Sapphire Box Crystal แทนกระจก Hesalite แบบวินเทจในบางรุ่น ขอบตัวเรือนเป็นเซรามิกสีดำ ฝังสเกล Tachymeter ด้วยอีนาเมลสีขาว ให้ความคมชัดและทนทานในระยะยาว แม้ดีไซน์ตัวเรือนจะเป็นภาพจำที่แฟน Speedmaster คุ้นเคยดี แต่ในรุ่นนี้ “หน้าปัด” คือพระเอกตัวจริงที่ดึงสายตาได้ตั้งแต่มองครั้งแรก
กลไก 3861 หัวใจของ Moonwatch ยุคใหม่
ภายในตัวเรือนคือกลไก Omega Calibre 3861 แบบไขลานมือ (Manual Winding) ซึ่งเป็น Master Chronometer ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS ทั้งในด้านความเที่ยงตรง ความทนสนามแม่เหล็ก และความเสถียรในการใช้งานจริง
กลไกนี้ทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3Hz) มีกำลังสำรอง 50 ชั่วโมง และใช้ระบบ Co-Axial Escapement อันเป็นเอกลักษณ์ของ Omega ข้อดีของการเป็นกลไกไขลานมือคือไม่มีโรเตอร์มาบดบัง ทำให้สามารถชื่นชมลวดลาย Côtes de Genève ผ่านฝาหลังใสได้อย่างเต็มตา
รอบขอบกระจกฝาหลังยังสลักข้อความ “The First Watch Worn on the Moon” ซึ่งเป็นการย้ำเตือนถึงตำนานของ Speedmaster ที่ไม่มีใครแทนที่ได้
ราคาและสเปก
- ตัวเรือน (Case)
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. ความหนา 13.63 มม. ระยะ Lug-to-Lug 47.46 มม.
มีให้เลือกทั้งตัวเรือน สเตนเลสสตีล และ Moonshine Gold 18K
กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์คริสตัล
ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ พร้อมสเกล Tachymeter เคลือบอีนาเมลสีขาว - หน้าปัด (Dial)
หน้าปัดสีดำ ตัดกับหน้าปัดย่อยสีขาวในสไตล์ Reverse Panda - การกันน้ำ (Water Resistance)
กันน้ำได้ลึก 50 เมตร (5 bar) - กลไก (Movement)
กลไก Omega Calibre 3861 Co-Axial Master Chronometer
ระบบไขลานมือ (Manual Winding) ผ่านการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับสูง - ความถี่ (Frequency)
21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) - พลังงานสำรอง (Power Reserve)
สูงสุดประมาณ 50 ชั่วโมง - ฟังก์ชัน (Functions)
แสดงชั่วโมง นาที วินาที และโครโนกราฟ - สาย (Strap)
สายสเตนเลสสตีล หรือสาย Moonshine Gold 18K (ตามรุ่นตัวเรือน) - ราคา (Price)
รุ่น Moonshine Gold 18K: £41,300 (ประมาณ 1,739,782 บาท)
รุ่นสเตนเลสสตีล: £8,700 (ประมาณ 366,491 บาท)
บทความที่คุณอาจสนใจ

