Sports Profile : ประวัติ เจมส์ แมดดิสัน เด็กหนุ่มหัวใจผีแดง ผู้ก้าวมาเป็นจอมทัพของเลสเตอร์

Sports Profile : ประวัติ เจมส์ แมดดิสัน เด็กหนุ่มหัวใจผีแดง ผู้ก้าวมาเป็นจอมทัพของเลสเตอร์
EkkEReport
5 ก.พ. 64
1.1K

ข้อมูลและประวัติล่าสุดของ เจมส์ แมดดิสัน สตาร์ชาวอังกฤษของ จิ้งจอกสีน้ำเงิน ที่ชื่นชอบปีศาจแดง มาตั้งแต่จำความได้ ก่อนจะพัฒนาฝีเท้า จนกลายเป็นนักเตะที่ทีมในดวงใจของเขา ต้องหันมาให้ความสนใจ

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : เจมส์ ดาเนียล แมดดิสัน

เกิด : 23 พฤศจิกายน 1996 (2539) ที่เมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ

อายุ : 24 ปี

สัญชาติ : อังกฤษ

ตำแหน่ง : กองกลาง

ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

เจมส์ แมดดิสัน ลืมตาดูโลก เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1996 ที่ เมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ เขาเกิดในครอบครัวที่หลงใหล และคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก โดยทีมที่ครอบครัวของเขาชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งนั่นจึงทำให้ เจมส์ กลายเป็นสาวก เรด เดวิลล์ ไปโดยปริยาย ตั้งแต่เขาเริ่มจำความได้

ภาพ : manchestereveningnews

แมดดิสัน เริ่มต้นเส้นทางในสายลูกหนัง ตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ เขาได้สมัครเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของทีม โคเวนทรี ซิตี้ สโมสรในบ้านเกิดของเขา ในปี 2004 แม้ในช่วงแรก เขาจะถูกประเมินจากโค้ชเยาวชนว่า เป็นนักเตะที่อ่อนที่สุดในรุ่น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเสียขวัญกำลังใจ หรือย่อท้อในการเล่นฟุตบอลแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับใช้มันมาเป็นแรงผลักดัน เขาพยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก จนทำให้ฝีเท้าของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง เขาได้กลายเป็นกำลังหลักของทีมเยาวชน และได้สวมเสื้อหมายเลข 10 ให้ทีมในเวลาต่อมา

จนกระทั่งปี 2013 เจมส์ แมดดิสัน ในวัยเพียง 17 ปี ก็ถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ของสโมสร โดยในขณะนั้น โคเวนทรี ซิตี้ เล่นอยู่ใน ลีกวัน หรือลีกลำดับที่ 3 ของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เขาได้รับโอกาสประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ ในซีซั่น 2014/15 ในศึก ลีก คัพ รอบแรก ที่ โคเวนทรี เปิดบ้านพ่ายให้กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2014 ก่อนที่เขาจะได้ลงเล่นในศึกลีกวัน และเพียงการลงสนามเป็นเกมที่ 3 ในลีก แมดดิสัน ก็ทำประตูแรกได้สำเร็จจากลูกฟรีคิก ในเกมที่พวกเขาบุกพ่าย โอลด์แฮม แอธเลติก 1-4 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2014

ซึ่งนั่นทำให้เขาแจ้งเกิด และเริ่มมีชื่อเสียงในเรื่องของลูกเซ็ตพีซ หลังจากนั้น แมดดิสัน ก็พัฒนาทักษะฝีเท้าได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นแข้งดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2016 นอริช ซิตี้ จึงตัดสินใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีม ด้วยค่าตัวราว 2 ล้านปอนด์ แต่ทีม นกขมิ้นเหลืองอ่อน ก็ปล่อยให้เขาเล่นที่ โคเวนทรี ต่อ ด้วยสัญญายืมตัวจนจบซีซั่น 2015/16 ทำให้เขาทำประตูให้ต้นสังกัดแรกในชีวิตไปทั้งสิ้น 5 ประตู กับอีก 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 42 นัด

ต่อมา ในฤดูกาล 2016/17 แมดดิสัน ได้ประเดิมสนามให้ นอริช ซิตี้ ในศึก ลีก คัพ รอบรอง ซึ่งเป็นการลงสนามพบกับสังกัดเก่าของเขาอย่าง โคเวนทรี ก่อนที่เขาจะทำ 2 แอสซิสต์ ช่วยให้สโมสรใหม่ถล่มทีมเก่าไปถึง 6-1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2016 ทว่าให้หลังเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น เขาก็ถูกปล่อยให้ออกไปเก็บประสบการณ์เพิ่มเติมในศึก สก็อตติช พรีเมียร์ลีก กับสโมสร อเบอร์ดีน

แมดดิสัน สามารถปรับตัวให้เข้ากับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล อเบอร์ดีน ในทันที เมื่อเขาเป็นคนที่ปั่นฟรีคิกในนาทีสุดท้ายของเกม ซึ่งกลายประตูชัย ช่วยให้ทีมเฉือนชนะ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส 2-1 ในถิ่นพิตโทรดี้ สเตเดี้ยม หลังจากที่เขาย้ายร่วมทีมได้เพียงไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

แม้ว่าเขาจะอยู่กับ อเบอร์ดีน เพียงแค่ไม่นาน แต่เขาก็รับประสบการณ์มากมาย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการเล่นในลีกสูงสุดของสก็อตแลนด์ เมื่อยิงไป 2 ประตู และทำไปถึง 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 14 เกมในลีก จนทำให้ นอริช ซิตี้ ต้นสังกัดที่แท้จริง ต้องเรียกเขากลับสู่ทีมในช่วงต้นปี 2017

จากนั้น เขาจึงได้กลับมาลงสนามให้ นอริช อีกครั้ง ในช่วงท้ายฤดูกาล 2016/17 ของศึก แชมเปี้ยนชิพ และสามารถทำประตูแรกได้ทันที ในเกมแรกที่ลงสนาม ที่พวกเขาบุกไปเอาชนะ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ 3-1 อย่างไรก็ตาม ในซีซั่น 2017/18 ก็กลายเป็นปีที่ฟอร์มของ แมดดิสัน ในวัย 21 ปี ร้อนแรงถึงขีดสุด เมื่อเขากลายเป็นนักเตะตัวหลัก ในบทบาทจอมทัพของ นอริช ซิตี้ แบบเต็มตัว ก่อนที่เขาจะระเบิดฟอร์ม ทำไปถึง 15 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ จากการลงสนามถึง 49 นัดในทุกรายการ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสร พร้อมติดทีมยอดเยี่ยมของแชมเปี้ยนชิพแบบไร้ข้อกังขา

จากผลงานอันสุดยอดของเขา ทำให้ "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังในศึก พรีเมียร์ลีก ไม่รอช้า ตัดสินใจกระชากตัว แมดดิสัน ไปร่วมทีม ในช่วงกลางปี 2018 ด้วยค่าตัวราว 22 ล้านปอนด์ พร้อมมอบเสื้อหมายเลข 10 ให้เขาทันที และเขาก็ไม่ทำให้ทีมต้องผิดหวัง เมื่อ เจมส์ แมดดิสัน กลายเป็นกำลังหลักในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในทันที เขาพัฒนาและยกระดับฝีเท้า จนก้าวไปเป็นเพลย์เมคเกอร์ ที่สร้างสรรค์เกมรุกให้ทีมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยในฤดูกาล 2018/19 เขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปถึง 36 นัด ทำไป 7 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์

ต่อมาใน ซีซั่น 2019/20 ดาวเตะชาวอังกฤษ ก็ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เมื่อยิงไป 9 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 38 นัดในทุกรายการ โดยเขามีส่วนสำคัญในการช่วยให้ เดอะ ฟ็อกซ์ ยึดพื้นที่ในกลุ่มหัวตารางเอาไว้ได้ จนถึงช่วงท้ายของฤดูกาล ทว่าในช่วง 6 นัดสุดท้ายของซีซั่น แมดดิสัน กับแข้งตัวหลักอีกหลายคน มีอาการบาดเจ็บพร้อมๆ กัน จนไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้ ซึ่งส่งผลให้ผลงานของ เลสเตอร์ ย่ำแย่ลงไปอย่างน่าใจหาย กระทั่งท้ายที่สุด พวกเขาก็จบฤดูกาลในอันดับที่ 5 พลาดคว้าตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ทัพ จิ้งจอกสีน้ำเงิน ก็ยังได้โควต้า ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ไปเป็นรางวัลปลอบใจ

ด้วยผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทีมดังมากมาย โดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมในดวงใจของเขา ทว่าสุดท้ายแล้ว การย้ายทีมก็ไม่เกิดขึ้น และเขายังคงอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป อย่างไรก็ดี ในฤดูกาล 2020/21 ฟอร์มของยอดแข้งรายนี้ ก็ร้อนแรงขึ้นไปอีก เมื่อผ่านไปเพียง 22 เกมของซีซั่น เขาสามารถทำไปได้แล้วถึง 6 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ ทำให้มีโอกาสสูงเหลือเกินที่ แมดดิสัน จะทำผลงานในศึกพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ได้ดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา คงต้องมารอดูกันต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เขาจะได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมยักษ์ใหญ่ในลีก ตามรอยแข้งดังฝีเท้าดีหลายราย ที่เคยย้ายออกจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไปก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่หากว่า เขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นแบบนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อแน่ว่า อนาคตที่สดใส จะรอเขาอยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอน

ผลงานทีมชาติอังกฤษ

หลังจากที่โชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างโดดเด่นกับ นอริช ซิตี้ ในซีซั่น 2017/18 ทำให้ เจมส์ แมดดิสัน มีโอกาสติดธง รับใช้ ทีมชาติอังกฤษ ชุด U21 เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017 ในศึก ยูโร U21 2019 รอบคัดเลือก ในเกมที่ สิงโตคำราม บุกเอาชนะ ยูเครน U21 ไป 2-0 โดยการติดทีมชาติชุดเล็กในครั้งนั้น ทำให้ แมดดิสัน ได้มีโอกาสร่วมเล่นกับ เดมาราย เกรย์ และ เบน ชิลเวลล์ เป็นครั้งแรก ก่อนที่พวกเขาจะได้มาเล่นด้วยกันที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ในเวลาต่อมา

2 ปีต่อมา แมดดิสัน ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับ ทีมชาติอังกฤษ ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019 ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือก ที่พวกเขาเปิดบ้านเอาชนะ มอนเตเนโกร ไปถึง 7-0 ซึ่ง แมดดิสัน ในวัย 22 ปี 11 เดือน 22 วัน ถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง แทนที่ของ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ในนาที 56

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกมนั้น แมดดิสัน ก็ยังไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามในนามทีมชาติอีกเลย เนื่องจากในเวลานี้ ทีมชาติอังกฤษ มีนักเตะตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ ที่ทำผลงานได้ดีอยู่หลายคน ทำให้เขาจึงจำเป็นจะต้องทำงานอย่างหนัก และรักษาฟอร์มการเล่นกับสโมสรให้ดีต่อไป เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า ตนเองดีพอในการจะเบียดแย่งตำแหน่งในทัพสิงโตคำราม

เกียรติประวัติ

รางวัลส่วนตัว :

  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของ EFL 1 สมัย : มกราคม 2018
  • ติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ EFL 1 สมัย : 2017/18
  • ติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แชมเปี้ยนชิพ 1 สมัย : 2017/18
  • นักเตะยอดเยี่ยมของ นอริช ซิตี้ 1 สมัย : 2017/18

 

"เอกกี้รีพอร์ต"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> Sports Profile : ประวัติ เจมี่ วาร์ดี้ จากเด็กโรงงานทำขาเทียม สู่ดาวยิงระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก

>> Sports Profile : ประวัติ แจ็ค กรีลิช แข้งอังกฤษที่เนื้อหอมที่สุด ณ เวลานี้

 

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ ใช้ฟรี 7 วัน!!!!

ยอดนิยมในตอนนี้

ยอดนิยมในตอนนี้