กาลครั้งหนึ่งเมื่อ เจมส์ บอนด์ 007 เกือบได้เป็นแข้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เมนสแตนด์
เมนสแตนด์
3 กันยายน 2563 ( 15:00 )
164

ถึงแม้ว่าด้วยปัญหาการระบาดของเชื้อ COVID-19 จะส่งผลกระทบให้ภาพยนตร์ลำดับที่ 25 ในเฟรนไชส์ภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ที่เป็นการดัดแปลงมาจากนิยายสายลับชื่อดังของ เอียน เฟลมมิ่ง ต้องเลื่อนกำหนดการณ์เข้าโรงฉายมานานหลายเดือน 


 

แต่ถึงอย่างนั้นดีกรีความน่าดูของ No Time to Die ก็ไม่ได้ลดลงเลยแต่อย่างใด ไม่ว่ายังไงนี่ก็เป็นหนึ่งในภาคที่มีผู้ชมเฝ้ารอมากที่สุด คาดหวังมากที่สุด เพราะเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ แดเนี่ยล เคร็ก จะรับบทบาทเป็น เจมส์ บอนด์ ซึ่งเขานี่แหละคือหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าถ่ายทอดความเป็นสายลับ 007 ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

อย่างไรก็ตามถึงแม้ แดเนี่ยล เคร็ก จะสวมวิญญาณเป็น เจมส์ บอนด์ ได้ดีเยี่ยมขนาดไหน แต่ถ้าพูดถึงความเป็น “ต้นฉบับ” หรือ “คลาสสิค” ยังไงก็ต้องยกให้กับ ฌอน คอนเนอรี่ นักแสดงรุ่นเดอะจากสกอตแลนด์ ผู้สวมบทบาทเป็น เจมส์ บอนด์ คนแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ นับตั้งแต่เรื่อง Dr.No ในปี 1963 รวมถึงอีก 5 เรื่องหลังจากนั้นด้วย 

ดังนั้นภาพจำของ ฌอน คอนเนอรี่ ที่มีต่อชาวโลกจึงเป็นมาดของสายลับสุดเท่ สุขุม นุ่มลึก เปี่ยมเสน่ห์ แต่รู้หรือไม่ว่าภายใต้มาดเหล่านี้ แท้จริงแล้ว คอนเนอรี่ คือนักกีฬาตัวยง โดยเฉพาะฟุตบอล ที่ฝีเท้ายอดเยี่ยม? จนครั้งหนึ่งเคยได้รับการติดต่อจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว

เรื่องราวนี้เป็นมาอย่างไร และจะมีบทสรุปแบบไหน ติดตามได้ที่ Main Stand

 

นักเตะพราวเสน่ห์

โทมัส ฌอน คอนเนอรี่ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1930 ณ เอดินบะระ เมืองหลวงของประเทศสกอตแลนด์ และก็เป็นตามธรรมเนียมของบุคคลส่วนใหญ่ที่ Main Stand หยิบยกเรื่องราวมาเล่า ว่าชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาต้อง “ลำบากยากแค้น”

ครอบครัวของ คอนเนอรี่ จัดว่าค่อนข้างยากจน มีพื้นฐานจากการเป็นผู้อพยพชาวไอร์แลนด์ ที่มาตั้งถิ่นฐานในสกอตแลนด์ โดยพ่อของเขา โจเซฟ คอนเนอรี่ ทำงานในโรงงาน รวมถึงขับรถบรรทุกรับจ้าง ส่วนแม่ของเขา อูฟาเมีย แมคเบน เป็นแม่บ้าน รับจ้างทำความสะอาด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่เมื่อ คอนเนอรี่ เริ่มโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ เขาก็ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กส่งนมด้วยอีกแรง 


Photo : www.edinburghnews.scotsman.com

เมื่ออายุได้ 16 ปี “บิ๊กทอม” (ฉายาของคอนเนอรี่ที่เรียกกันในหมู่เพื่อน เพราะร่างกายของเขาโตเร็วกว่าใคร ส่วนสูงแตะหลัก 180 เซนติเมตรตั้งแต่อายุ 15 ปี) ก็ตัดสินใจช่วยเหลือครอบครัว ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ด้วยการสมัครเข้าร่วมกองทัพเรือของสกอตแลนด์ 

คอนเนอรี่ เข้ารับการฝึกฝนวิชาทหารหลักสูตรต่อต้านอากาศยานควบคู่ไปกับวิชาการที่เมืองพอร์ตสมัธ ประเทศอังกฤษ และก็ดูเหมือนว่าเขาจะทำได้ดี ได้รับคำชมจากครูฝึกอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายด้วยแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่เป็นผลสืบทอดมาทางพันธุกรรมทำให้ คอนเนอรี่ จำเป็นต้องปลดประจำการออกจากกองทัพในวัย 19 ปี

หลังจากนั้นชีวิตของ คอนเนอรี่ ก็ระหกระเหไปเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตปากกัดตีนถีบ เขาทำงานทั้งเป็นไลฟ์การ์ดที่สระว่ายน้ำ เป็นนายแบบวาดรูปนิ่งให้กับนักศึกษาสถาบัน Edinburgh College of Art หรือแม้กระทั่งเป็นนักฟุตบอลระดับท้องถิ่น ทั้งหมดก็เพื่อหารายได้มาจุนเจือปากท้อง

คอนเนอรี่ ค้าแข้งให้กับ Bonnyrigg Rose สโมสรระดับท้องถิ่นในประเทศสกอตแลนด์ โดยสวมหมายเลข 7 เล่นในตำแหน่งปีกขวา 

“ผมเล่นให้กับสโมสร Bonnyrigg Rose และเคยไปทดสอบฝีเท้ากับ East Fife (สโมสรระดับอาชีพ) ด้วย แต่ที่ลือกันว่าผมเคยไปทดสอบฝีเท้ากับกลาสโกว์ เซลติก นั้นไม่ใช่เรื่องจริง” คอนเนอรี่ กล่าวกับ Sportskeeda

ส่วนในเรื่องฝีเท้า...ก็ตามมาตรฐานแข้งระดับท้องถิ่นทั่วไป ไม่ได้โดดเด่น น่าจับตามอง เป็นพิเศษ เรื่องนี้ยืนยันโดย แนท ฟิชเชอร์ แฟนบอลเดนตายของ Bonnyrigg Rose ที่เคยเห็น คอนเนอรี่ เล่นด้วยตาตัวเอง


Photo : www.scottishjuniorfa.com

“เขาเป็นคนที่เล่นฟุตบอลฉลาดดีนะ...แต่มันก็มีแค่นั้นแหละ ผมไม่เห็นเขาลงเล่นบ่อยครั้งนัก”

“ผมไม่แปลกใจที่เขาจะทดสอบฝีเท้าไม่ผ่านที่ East Fife ครั้งหนึ่งผมเคยเห็นเขาโดนเตะล้มเป็นสิบครั้งในเกมเดียว ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยชอบเท่าไรนะ”

ถึงแม้ฝีเท้าจะอยู่ในระดับนักเตะท้องถิ่นทั่วไป แต่ครั้งหนึ่ง คอนเนอรี่ ก็เคยยิงประตูสุดสวยน้องๆ ปุสกัสอวอร์ดอยู่เหมือนกัน เกมดังกล่าวคือเกมที่ Bonnyrigg Rose เอาชนะ Broxburn Athletic ไป 3 ประตูต่อ 1 โดยตามรายงาน คอนเนอรี่ ได้ซัดเต็มข้อจากระยะ 30 หลา บอลพุ่งด้วยความเร็วเสียบสามเหลี่ยม ถือเป็นประตูที่มหัศจรรย์มากๆ สำหรับระดับท้องถิ่น

อย่างไรก็ตามประตูดังกล่าวเหมือนจะเป็นเกียรติภูมิเดียวในชีวิตการค้าแข้งของ คอนเนอรี่ เพราะความโดดเด่นส่วนใหญ่จะอยู่นอกสนามเสียมากกว่า

“เขา (คอนเนอรี่) คือผู้ชายที่อยู่ตรงข้ามกับคำว่าขี้อายโดยสิ้นเชิง” แนท ฟิชเชอร์ กล่าวต่อ

“เขาคือขวัญใจสาวๆ ในย่านที่ตั้งสโมสร เขามาพร้อมกับรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มักจะปรากฏตัวในแจ็คเก็ตผ้าลูกฟูกสีน้ำตาลนำสมัย สาวๆ อยากเข้าหาเขา และเขาก็พร้อมจะคุยกับทุกคน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสโมสรเล็กๆ อย่าง Bonnyrigg Rose ต้องการดาวเด่นอย่างเขา” 

ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของ คอนเนอรี่ กับการค้าแข้งในสโมสรเล็กๆ ระดับท้องถิ่นในประเทศสกอตแลนด์ ช่างดูห่างไกลกับสโมสรยักษ์ใหญ่มหาอำนาจแห่งอังกฤษอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ราวฟ้ากับเหว...แล้วทำไมข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ถึงลอยมาหาเคาะประตูหน้าบ้านเขากันได้นะ?

 

ข้อเสนอที่ปฏิเสธได้

ชีวิตของ คอนเนอรี่ ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ด้วยการทำงานพิเศษอื่นๆ ควบคู่กับการเตะฟุตบอล จนกระทั่งเขาอายุ 23 ปี วันแห่งโชคชะตาก็มาถึง 

ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 1953/1954 สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่นำทัพมาด้วย เซอร์ แมตต์ บัสบี้ กุนซือระดับตำนานได้เดินทางมายังประเทศสกอตแลนด์เพื่อเก็บตัว ฝึกซ้อม รวมถึงอุ่นเครื่องกับสโมสรต่างๆ 


Photo : bleacherreport.com

ถึงแม้จะเป็นช่วงที่ว่างจากตาราง แต่ด้วยความบ้าฟุตบอลในสายเลือด เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ก็อดไม่ได้ที่จะออกจากที่พักเพื่อไปชมการแข่งขันของทีมฟุตบอลระดับท้องถิ่นในละแวกใกล้เคียง...เดชะบุญ ทีมที่เตะอยู่ในวันนั้นคือ Bonnyrigg Rose 

คอนเนอรี่ อยู่ในสนามวันนั้นด้วย โดยประจำการอยู่ในตำแหน่งปีกขวาตามที่เขาถนัด และก็เหมือนทุกอย่างดลใจ นักเตะที่ฝีเท้าไม่ได้โดดเด่นกว่าคนอื่นอย่าง คอนเนอรี่ ในวันนั้นกลับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนไปเตะตา เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ที่รับชมเกมอยู่ข้างสนาม 

เมื่อสัญญาณนกหวีดจบการแข่งขันดังลง เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ก็ไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหาเพื่อพูดคุยและเสนอสัญญาให้ย้ายเข้าสู่ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดแก่ คอนเนอรี่ ทันที โดยสัญญาดังกล่าวมีมอบค่าเหนื่อยให้ คอนเนอรี่ สัปดาห์ละ 25 ปอนด์ (คิดตามอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันจะอยู่ที่ 703 ปอนด์) ซึ่งถือว่าไม่ได้มากมาย แต่ถ้าเทียบกับรายได้ของ คอนเนอรี่ ในเวลานั้นต้องบอกว่ามันมหาศาลเลยล่ะ

...แต่สุดท้าย คอนเนอรี่ก็ตอบปฏิเสธไป


Photo : www.cheatsheet.com

“ผมอยากจะรับข้อเสนอนั้นมากๆ เพราะผมเองก็รักฟุตบอล” เจ้าของบทบาท 007 ในเวลาต่อมาอธิบายกับ Sportskeeda

“แต่ตอนนั้นผมอายุ 23 ปีแล้ว การจะกลายเป็นนักฟุตบอลระดับท็อปเป็นเรื่องยากมาก และเมื่ออายุ 30 ก็ต้องเลิกเล่น ในตอนนั้นผมตัดสินใจไปแล้วว่าจะเอาดีด้านการเป็นนักแสดง ซึ่งมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องมากของผม” 

ทุกอย่างจบลงเพียงเท่านี้ คอนเนอรี่ กับ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ต่างก็แยกทางกันไปและก็ไม่มีโอกาสหวนกลับมาพูดคุยกันอีกเลย 

คำถามคือถึงแม้ คอนเนอรี่ จะโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนในวันนั้น แต่มันก็ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่ดีที่ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ กุนซือทีมมหาอำนาจลูกหนังยุโรปอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมอบสัญญาสู่ขอนักเตะระดับท้องถิ่น​เข้าร่วมทีม

เรื่องนี้ไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ คำตอบทุกอย่างอยู่ที่ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง แต่จากการคาดการณ์ตามเหตุผลของสื่อสำนักต่างๆ สาเหตุสำคัญที่สุดของการมอบสัญญาครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก...อย่าลืมว่า คอนเนอรี่ คือชายที่อนาคตจะกลายเป็นนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ในบท เจมส์ บอนด์ หนึ่งในบุคคลผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและเปี่ยมเสน่ห์มากที่สุดในโลก 

ดังนั้นสำหรับ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ มันก็คงเหมือนการเสี่ยงโชค ถ้าเกิด คอนเนอรี่ ฟลุ๊คเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ สิ่งที่จะได้รับไม่ใช่แค่ประโยชน์ในสนาม แต่ภาพลักษณ์ของเขาสามารถแปลงเป็นทรัพย์ในกิจกรรมนอกสนามได้มากมายไม่สามารถประเมินค่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็อาจจะดึงดูดแฟนบอลได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับเงิน 25 ปอนด์ต่อสัปดาห์ที่ต้องจ่าย เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงเลยด้วยซ้ำ

 

The Name's Bond... James Bond

หลังจากปฏิเสธข้อเสนอของ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ไปในวันนั้น ชีวิตของ คอนเนอรี่ ก็ไม่ได้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ตรงกันข้ามเขายังคงดิ้นรนใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบอยู่อย่างนั้นอีกเกือบ 10 ปี ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับการเป็นพนักงานในโรงละคร รวมถึงการรับบทสมทบเล็กๆ ในภาพยนตร์ และละคร 

คอนเนอรี่ ค่อยๆ ไต่เต้ารับบทใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากตัวประกอบไร้บทพูด สู่การลูกน้องของตัวร้ายที่มีบทพูด 2-3 ประโยค อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ คอนเนอรี่ ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว...การรับบทเป็นสายลับ เจมส์ บอนด์ 007 ในภาพยนตร์เรื่อง Dr.No ยังไงล่ะ


Photo : community.digitalmediaacademy.org

คอนเนอรี่ ต้องแข่งขันกับคนอื่นๆ อีกนับร้อยชีวิตในการออดิชั่นเพื่อรับบทนี้ และในตอนแรก เอียน เฟลมมิ่ง เจ้าของบทประพันธ์ ผู้มีอำนาจสูงสุดในการเลือกนักแสดงก็ขีดฆ่าชื่อของ คอนเนอรี่ ทิ้งไปแล้วด้วยซ้ำ 

“เขาไม่เหมือนกับ เจมส์ บอนด์ ที่ผมวาดภาพไว้ในหัว” เหตุผลของ เอียน เฟลมมิ่ง

แต่คนที่บอกว่าต้องเลือก คอนเนอรี่ เท่านั้น เขาคือตัวเลือกที่ดีที่สุดก็คือ แบลนช์ แบลคเวลล์ ภรรยาของ เอียน เฟลมมิ่ง โดยเธอให้เหตุผลว่า

“ผู้ชายด้วยกันมองไม่ออกหรอก แต่เขา (คอนเนอรี่) คือคนที่มีแรงดึงดูดทางเพศสูงมาก”

...และหลังจากนั้นตำนานก็เริ่มขึ้น…


Photo : www.bbcamerica.com

คอนเนอรี่ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรับบทเป็น เจมส์ บอนด์ 007 โดยเขาแสดงในเฟรนไชส์นี้ไปทั้งหมด 6 เรื่อง ถึงขั้นที่ว่าหลังจากที่เขาเลิกไปแล้ว และมีการเปลี่ยนนักแสดงในบท บอนด์ เป็น จอร์จ ลาเซลบี้ ในเรื่อง On Her Majesty's Secret Service แต่ปรากฏว่าความนิยมตกฮวบ จนทางสตูดิโอต้องเสนอให้เขากลับมารับบทอีกครั้งใน Diamonds Are Forever ก่อนที่หลังจากนั้นจะได้ โรเจอร์ มัวร์ มาสานต่อ

นอกจากการรับบทเป็น เจมส์ บอนด์ แล้ว เส้นทางอาชีพนักแสดงของ คอนเนอรี่ ก็ถือว่ายอดเยี่ยม โดยเขาเคยได้รับรางวัลออสการ์มาครองหนึ่งตัวจากบทบาทในเรื่อง The Untouchables นอกจากนั้นยังมี  BAFTA Awards อีก 2 รางวัล และลูกโลกทองคำอีก 3 รางวัล

คอนเนอรี ได้รับการยกย่องจากThe Sunday Herald ว่าเป็น The Greatest Living Scot (ชาวสกอตแลนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่) นอกจากนั้นในปี 1989 เขายังได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดแห่งศตวรรษ” จากนิตยสาร People


Photo : 5election.com

ความยิ่งใหญ่ของ คอนเนอรี่ ทำให้เขาได้รับยศอัศวินในปี 2000 และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็กลายเป็น เซอร์ ฌอน คอนเนอรี่

นี่คือชีวิตของสายลับ 007 คนแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ไต่เต้าจากจุดต่ำสุดมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างงดงาม ถ้าเกิดวันนั้น คอนเนอรี่ ตอบรับข้อเสนอของ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ และประวัติศาสตร์โลกลูกหนังจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน...เรื่องนี้ไม่มีใครทราบได้ 

“ผมไม่ใช่นักแสดงที่ดี แต่ผมทำอย่างอื่นได้แย่ยิ่งกว่านี้เสียอีก” คอนเนอรี่ กล่าวติดตลกในตอนที่เขาเป็นนักแสดงชื่อดังแล้ว 

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.sportskeeda.com/football/actor-sean-connery-was-almost-a-manchester-united-player
https://www.scottishjuniorfa.com/scottish-junior-fa/history/sean-connery/
https://en.wikipedia.org/wiki/Sean_Connery
https://www.imdb.com/name/nm0000125/awards?ref_=nm_awd
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_James_Bond_films

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน ? : ทีมรวมดาราโลกในวินนิ่ง 3 ตอนนี้เป็นอย่างไร

>> เสื้อบราซิลเบอร์ 10 ของ "เปเล่" เสื้อฟุตบอลที่แพงสุดในโลก ด้วยมูลค่า 6.6 ล้านบาท!

Tag

#007
#ฌอน คอนเนอรี่
#ปีศาจแดง
#ผีแดง
#ยูไนเต็ด
#เจมส์ บอนด์
#แมนยู
#แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความที่เกี่ยวข้อง