แดงเดือดรอบสอง! เทียบขุมกำลัง 'ผี-หงส์' แต่ละตำแหน่ง ใครดีกว่าในศึกหนนี้

แดงเดือดรอบสอง! เทียบขุมกำลัง 'ผี-หงส์' แต่ละตำแหน่ง ใครดีกว่าในศึกหนนี้
EkkEReport
24 ม.ค. 64
4K

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ระหว่างคู่ปรับตลอดกาลอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ซึ่งคราวนี้จะต้องมาดวลกันในศึก เอฟเอ คัพ ทีมใดที่เป็นฝ่ายเหนือกว่า ในเกมแดงเดือดครั้งนี้ เราขอเทียบให้เห็นกัน แบบตำแหน่งต่อตำแหน่งเลย

"ศึกแดงเดือด" ในครั้งนี้ นับว่ามาได้ถูกที่ ถูกเวลาจริงๆ เมื่อ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะต้องลงสนามฟาดแข้งกันอีกครั้ง ใน คืนวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคมนี้ เวลา 00.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังจากที่ทั้ง 2 ทีม เพิ่งจะเจ๊ากันไปแบบไม่มีสกอร์ ที่สนาม แอนฟิลด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่แล้ว

ทว่าในเกมสุดสำคัญในครั้งนี้ ทีมใดที่มีขุมกำลัง และสภาพความพร้อมที่เหนือกว่ากัน เราขอพาทุกท่านไปพบกับบทวิเคราะห์ แบบปอนด์ต่อปอนด์ เทียบให้เห็นกันแบบตำแหน่งต่อตำแหน่ง ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันเลย

ผู้รักษาประตู

ดีน เฮนเดอร์สัน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) VS อลีสซง เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล)

เกมนี้คาดว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือปีศาจแดง น่าจะเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ลงทำหน้าที่เฝ้าเสา แทนนายทวารมือ 1 อย่าง ดาบิด เด เคอา ซึ่งจะว่าไปแล้วฝีไม้ลายมือของ มือกาวดาวรุ่งชาวอังกฤษรายนี้ ก็มีดีไม่แพ้รุ่นพี่ชาวสเปนเลย ทว่าสิ่งที่ยังเป็นรองอยู่ คงเป็นเรื่องของประสบการณ์ โดยเฉพาะการลงเล่นในเกมใหญ่ๆ หรือสถานการณ์ที่กดดัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า เฮนเดอร์สัน น่าจะมุ่งมั่นตั้งใจเต็มที่ ที่จะโชว์ฟอร์มในแมตช์สำคัญแบบนี้

ขณะที่ฝั่งของ หงส์แดง ทีมเยือน คาดว่า พวกเขาน่าจะยังคงใช้บริการของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในเกมนี้ แม้ว่า ควีวีน เคลเลเฮอร์ ประตูดาวรุ่งชาวไอร์แลนด์ วัย 22 ปี จะทำผลงานได้ดีเสมอเมื่อได้รับโอกาส และยังเป็นตัวจริงในเกมเอฟเอ คัพ รอบที่ผ่านมา ทว่าในเกมที่มีความสำคัญ และกดดันแบบนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะมั่นใจในตัว นายด่านมือ 1 ของทีมมากกว่า

โดยแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ผลงานของหงส์แดง จะไม่ดีเอาเสียเลย หลังทีมพลาดคว้าชัยมาหลายนัด แต่นั่นก็คงจะไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคลของ อลีสซง เพราะแต่ละลูกที่เสียไป ก็ต้องยอมรับว่า มันก็เกินความสามารถของนายทวาร ที่จะป้องกันได้จริงๆ อีกทั้งในศึกแดงดือด เกมก่อน เขาก็เป็นคนที่โชว์ซูเปอร์เซฟ ป้องกัน 2 จังหวะสำคัญ ของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ ปอล ป็อกบา ในช่วงท้ายเกม ได้อย่างสุดยอด ซึ่งช่วยให้ทีมไม่แพ้ในเกมนั้นอีกด้วย

ทำให้เชื่อว่า หากนายใหญ่ชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล ส่ง อลีสซง เบ็คเกอร์ ลงสนามในเกมนี้ แล้วเทียบฝีไม้ลายมือกันแบบตัวต่อตัว กับ ดีน เฮนเดอร์สัน คงต้องยกให้ นายด่านค่ายหงส์แดง ที่มีศักยภาพและประสบการณ์ที่เหนือกว่าอยู่พอสมควร

ฟันธง : ลิเวอร์พูล เหนือกว่า

 

กองหลัง

แนวรับของลิเวอร์พูล เคยมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งในซีซั่นก่อน ที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้ แต่พอมาในฤดูกาลนี้ กลายเป็นว่า พวกเขาต้องประสบปัญหาอย่างหนัก ในเรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค หัวใจในเกมรับ รวมถึง โจ โกเมซ ที่บาดเจ็บยาว จนทำให้หลังบ้านของหงส์แดง ได้ผลกระทบไปเต็มๆ

อย่างไรก็ดี เกมนี้ พวกเขาได้รับข่าวดี เมื่อเซนเตอร์ฮาล์ฟอาชีพ อย่าง โจเอล มาติป น่าจะฟิตสมบูรณ์ พร้อมกลับมาช่วยทีมได้แล้ว โดยหลังจากที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นต้องตัดสินใจถอย 2 มิดฟิลด์คนสำคัญ อย่าง ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงไปยืนเป็นคู่เซนเตอร์ในแดงเดือด นัดก่อน ซึ่งต้องยอมรับว่า พวกเขาทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการเช็กล้ำหน้า แต่การได้ โจเอล มาติป ซึ่งเป็นกองหลังโดยธรรมชาติกลับมา จะทำให้พวกเขาได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะ คล็อปป์ จะสามารถใช้ ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ มาติป ในแดนหลัง แล้วส่ง เฮนเดอร์สัน กลับไปยืนในแผงมิดฟิลด์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาถนัด และทำได้ดีที่สุดได้อีกครั้ง

ส่วนทางด้านของ แมนยู นั้น เกมรับเล่นกันได้อย่างเหนียวแน่น และไว้ใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนัดก่อนที่พบกัน แผงแบ็กโฟร์ของ ยูไนเต็ด ต่างช่วยกันเล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ ลุค ชอว์ ทว่าเกมนี้ โซลชา อาจปรับเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย โดยน่าจะให้ อเล็กซ์ เตลลิส ได้ลงสนามแทนที่ของ ชอว์ ซึ่งจะทำให้ลูกครอสจากด้านของแมนยู มีความอันตรายมากขึ้น

หากเปรียบเทียบขุมกำลังชุดที่ดีที่สุด ที่ทั้ง 2 ทีมมี คงต้องยกให้ หงส์แดง ที่เหนือกว่า จากสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้ในซีซั่นก่อน ทว่าเมื่อวัดกันในชั่วโมงนี้ ที่แผงหลังของ ลิเวอร์พูล กำลังมีปัญหา ขณะที่แนวรับแมนยู มีความพร้อมอย่างเต็มที่ อีกทั้งกำลังอยู่ในช่วงที่ฟอร์มดี และค่อนข้างมั่นใจ จึงขอยกให้ฝั่งของ ปีศาจแดง เป็นฝ่ายที่เหนือกว่านิดๆ

ฟันธง : แมนยู เหนือกว่า

 

กองกลาง

นับเป็นอีกปัญหาของหงส์แดง ที่กระทบมาจากปัญหาในแดนหลัง เพราะเมื่อพวกเขาดึง 2 มิดฟิลด์คนสำคัญลงไปเล่น ทำให้ทีมเหลือเพียง จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่เป็นแกนหลักในแดนกลาง ส่วน ติอาโก้ อัลคันทาร่า ที่โชว์ผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยสามารถสร้างสรรค์เกมรุกได้เป็นอย่างดี ในแดงเดือดนัดก่อน ต้องรอดูว่า คล็อปป์ จะส่งเขาลงสนามแบบต่อเนื่อง หรือจะให้เขาได้พักบ้าง

เกมนี้มีความเป็นไปได้สูง ที่ คล็อปป์ จะส่งกัปตันทีมอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กลับมายืนคุมเกมเป็นแกนหลัก ในแดนกลางอีกครั้ง หากเจ้าตัวกลับมาฟิตทันลงสนาม ร่วมกับมิดฟิลด์อีก 2 คน ซึ่งอาจจะเป็น จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, เจมส์ มิลเนอร์ หรือ เคอร์ติส โจนส์

ตรงกันข้ามกับ ยูไนเต็ด ที่ขุมกำลังในแดนกลาง ต่างฟิตสมบูรณ์ พร้อมเป็นตัวเลือกกันอย่างครบครัน และยังสามารถสลับกันลงไปทำผลงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคู่ของ เนมานย่า มาติช กับ ปอล ป็อกบา ที่เน้นความเก๋าในการดักทางบอล หรือสายพละกำลังอย่างคู่ของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ขณะที่ ตัวรุกอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก็ยังคงเป็นตัวบัญชาการเกมรุกของทีมเหมือนเช่นเคย โดยเกมนี้ คาดว่า แมนยู จะใช้ 3 มิดฟิลด์ อย่าง เนมานย่า มาติช, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ ปอล ป็อกบา ยืนคุมเกม เพื่อคอยสนับสนุน บรูโน่ แฟร์นันด์ส

เกมนี้แดนกลาง น่าจะเป็นพื้นที่สำคัญ ที่ทั้ง 2 ทีมต่างต้องชิงความได้เปรียบกัน และจะได้วัดกันแบบเต็มๆ ว่ามิดฟิลด์ของทีมใด จะทำได้ดีกว่า ซึ่งมันก็อยู่ที่ กุนซือทั้ง 2 ทีมด้วย ว่าจะส่งนักเตะชุดที่ดีที่สุดลงสนาม หรือจะทำการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนผู้เล่นมากแค่ไหนในเกมนี้

ฟันธง : เสมอกัน

 

กองหน้า

สามประสานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ดูฟอร์มดร็อปลงไปในช่วงหลังอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งน่าจะเกิดจากเรื่องของความมั่นใจ ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจโดยตรง ทำให้เกิดความผิดพลาดในจังหวะที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้น่าจะขึ้นอยู่ที่ว่า พวกเขาจะเรียกฟอร์มเก่งคืนมาได้ในเกมนี้หรือไม่ แต่คาดว่า จะมีเพียง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่จะได้ลงเล่นในเกมนี้ ขณะที่ ซาดิโอ มาเน่ น่าจะได้พัก เพื่อเปิดโอกาสให้ ทาคุมิ มินามิโนะ ได้ออกสตาร์ทบ้าง

ขณะที่แนวรุกของ แมนยู อย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เอดินสัน คาวานี่ แม้จะยังไม่ได้ทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีส่วนร่วมในการทำเกมรุกของทีมอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่เรื่องของความเร็ว โดยเฉพาะ แรชฟอร์ด และวิญญาณเพชฌฆาตของ คาวานี่ ซึ่งพร้อมจะเล่นงานแนวรับคู่แข่งอยู่ตลอด อย่างที่พวกเขาพยายามทำมาแล้วในเกมที่ผ่านมา โดยเกมนี้ เชื่อว่า คาวานี่ น่าจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ขณะที่ มาร์กซิยาล ที่ฟอร์มตกลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลัง น่าจะต้องตกเป็นตัวสำรองบ้าง

หากวัดกันตามศักยภาพแล้ว คงต้องบอกว่า แนวรุกของพวกเขาสูสีใกล้เคียงกันมาก แต่หากพิจารณาในเรื่องของความมั่นใจและฟอร์มการเล่น ณ เวลานี้ น่าจะเป็นฝั่งเจ้าถิ่น ที่กำลังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง น่าจะดูดีกว่าอยู่นิดๆ

ฟันธง : แมนยู เหนือกว่านิดๆ

 

ผู้จัดการทีม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) VS เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)

โซลชา พาทีมทำผลงานได้ดีเหลือเกินในช่วงหลัง จนทำให้พวกเขารั้งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกอยู่ในเวลานี้ ทำให้ความมั่นใจของเขา น่าจะมีเต็มเปี่ยม ซึ่งรวมถึงการบุกไปเจ๊ากับ หงส์แดง ได้ในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อเกมก่อนด้วย ส่วนฝั่งของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แม้จะพลาดคว้าชัยในลีกมาถึง 5 เกมติดแล้ว แต่หากวัดกันที่ประสบการณ์แล้ว ต้องยอมรับว่า ฝั่งนายใหญ่หงส์แดง ยังคงเหนือว่า กุนซือปีศาจแดง อยู่ และเขาคงจะต้องพยายามเรียกความมั่นใจของลูกทีม กลับมาให้ได้ในเกมนี้

ขณะที่สถิติการพบกัน แม้ คล็อปป์ จะยังไม่เคยพลาดท่าแพ้ให้กับ โซลชา เลย จากการดวลกันในศึกแดงเดือด 4 นัดก่อนหน้านี้ (ชนะ 1 เสมอ 3) แต่เขาเองก็สามารถคว้าชัยได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในสนาม แอนฟิลด์ ด้วย

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกันแบบตัวต่อตัวแล้ว ยังคงต้องยกให้ คล็อปป์ ที่มีภาษีดีกว่านิดๆ ทว่าทางด้านของ โซลชา เอง ก็ขยับเข้าไปใกล้ และดูไม่ได้เป็นรองมากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว

ฟันธง : ลิเวอร์พูล เหนือกว่านิดๆ

 

บทวิเคราะห์

รูปเกมของศึกแดงเดือดในคราวนี้ อาจจะแตกต่างออกไปจากเกมนัดก่อน เมื่อ ผีแดง จะได้เป็นเจ้าบ้านบ้าง รวมไปถึง ทั้ง 2 ทีม น่าจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนผู้เล่น และที่สำคัญคือ แผนการและวิธีการเล่นในฟุตบอลถ้วย จะแตกต่างจากในเกมลีกอยู่พอสมควร เพราะคราวนี้ ไม่มีทางทีเกมจะจบลงด้วยผลเสมออีกแล้ว สุดท้ายจะต้องมีทีมที่สมหวัง และมีทีมที่ผิดหวังอย่างแน่นอน

โดยหากเทียบฟอร์มล่าสุด คงต้องเอนเอียงไปทางฝั่งเจ้าถิ่น ที่ดูดีกว่าในเวลานี้ แต่ขึ้นชื่อว่า แดงเดือด ย่อมไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว หงส์แดงเอง ก็คงมุ่งมั่นเต็มที่ ที่จะบุกไปจัดการทีมคู่อริให้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเกมนี้ เจ้าถิ่นไม่น่าจะเน้นรับมากเท่ากับเกมก่อน และมีโอกาสที่จะกล้าเปิดเกมแลกมากขึ้น แต่ความเป็นไปได้ที่เกมใน 90 นาที จะจบลงด้วยผลเสมอ ก็ยังคงมีสูงอยู่ ทว่าสุดท้ายแล้ว คาดว่าน่าจะเป็น ปีศาจแดง ที่มีความมั่นใจมากกว่า จะเฉือนชนะในศึกหนนี้ และผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติ หรือในช่วงต่อเวลาพิเศษก็ตาม

 

"เอกกี้รีพอร์ต"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> พรีวิว เอฟเอคัพ รอบ 4 : "ศึกแดงเดือด" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด

>> ใครเหนือกว่ากัน!! ย้อนดูสถิติเก่า แมนยู ดวล ลิเวอร์พูล ในศึกเอฟเอ คัพ

>> เรียกน้ำย่อย!! ย้อน 5 แมตช์หลังสุด "ผี ฟัด หงส์" แดงเดือดเวอร์ชั่นเอฟเอคัพ (ชมคลิป)

 

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ ใช้ฟรี 7 วัน!!!!

ยอดนิยมในตอนนี้