Sports Profile : ประวัติ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเฮฟวี่เมทัล ผู้ปลุกความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล

Sports Profile : ประวัติ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเฮฟวี่เมทัล ผู้ปลุกความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล
BALLYSLAM
25 ม.ค. 64
797

ประวัติและข้อมูลล่าสุดของ เจอร์เก้น คล็อปป์ สุดยอดผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ผู้ที่มาปลุกจินวิญญาณแห่งแอนฟิลด์ และพาทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก ในรอบ 30 ปี อย่างสุดยิ่งใหญ่

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : เจอร์เก้น นอร์เบิร์ต คล็อปป์

เกิด : 16 มิถุนายน 1967 (สตุ๊ตการ์ท, เยอรมันตะวันตก)

อายุ : 53 ปี

ตำแหน่ง : ผู้จัดการทีม

ส่วนสูง : 193 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

ในสมัยเป็นนักฟุตบอล คล็อปป์ เคยเล่นให้กับ ไมนซ์ 05 เพียงทีมเดียวเท่านั้น โดยเขาเริ่มค้าแข้ง ตั้งแต่ ปี 1990-2001 ก่อนจะตัดสินใจปิดฉากชีวิตนักเตะในวัย 34 ปี พร้อมสถิติการยิงประตูไปถึง 52 ลูก จากการลงสนาม 337 นัด

เส้นทางผู้จัดการทีม

คล็อปป์ เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเป็นกุนซือ ด้วยการคุม ไมนซ์ 05 สโมสรที่เค้าค้าแข้งมาตลอดทั้งชีวิตนักเตะ โดยเจ้าตัวเข้ามาคุมทีมในปี 2001 ซึ่งในช่วงปีแรกของการคุมทัพ เขาเริ่มเข้ามาวางรากฐานการเล่นใหม่ให้กับทีม เข้ามาปรับเปลี่ยนแทบจะทุกอย่าง เพื่อเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือการได้เลื่อนชั้นจาก ลีกา 2 เยอรมัน ขึ้นไปเล่นใน บุนเดสลีกา ให้ได้

และเพียงปีที่ 3 ของการคุมทีม เขาก็พา ไมนซ์ 05 จบอันดับ 3 ของศึกลีกา 2 เยอรมัน พาทีมขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จบการรอคอยอันยาวนานถึง 41 ปี ของสโมสรลงจนได้

จากนั้น คล็อปป์ ก็นำทีมขึ้นมาสู้ศึกบุนเดสลีกาอีก 7 ปี โดยผลงานที่ดีที่สุดคือการพาทีมผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก ยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2005-2006 ก่อนที่ทีมจะร่วงตกชั้นอีกครั้ง ทว่า เจ้าตัวก็ยังเลือกที่จะอยู่กับทีมต่อไป แม้ว่าในซีซั่นต่อมาเขาจะไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นมาในลีกสูงสุดได้อีกก็ตาม

จนถึง ปี 2008 การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ คล็อปป์ ก็มาถึง เมื่อ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้ติดต่อทาบทามให้เขาเข้ามารับหน้าที่กุนซือคนใหม่ของทีม ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการลูกหนังเยอรมันอย่างมาก เพราะเวลานั้น เขาเป็นเพียงกุนซือหนุ่มที่ยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก แถมยังเคยคุมแค่ ไมนซ์ 05 มาเท่านั้นเอง

ทว่า บอร์ดบริหารของ ดอร์ทมุนด์ ได้มองเห็นอะไรบางอย่างในตัว คล็อปป์ ว่าจะเขาจะเข้ามาช่วยพา ทัพ "เสือเหลือง" ที่ในเวลานั้นอยู่ในยุคตกต่ำ ให้กลับมาผงาดในบุนเดสลีกาอีกครั้ง จึงได้เข้าเจรจากับเจ้าตัวทันที

และในเดือน พฤษภาคม 2008 คล็อปป์ ก็ได้ตัดสินใจเข้ารับงานเป็นกุนซือคนใหม่ของ ดอร์ทมุนด์ ด้วยการเซ็นสัญญา 2 ปี ซึ่งฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม เขาก็ค่อยๆ ปรับทีมดึงตัวนักเตะที่เข้ากับแผนการเล่นของเขาเข้ามา โดยจะเน้นเป็นนักเตะพลังหนุ่ม และวางรูปแบบการเล่นใหม่ จนสามารถพาทีมทุบเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ได้สำเร็จ และยังสามารถพาทีมจบอันดับ 6 ของตารางได้อีกด้วย

ในฤดูกาล 2009-2010 คล็อปป์ และ ดอร์ทมุนด์ ที่อยู่ในช่วงสร้างทีม ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนท้ายที่สุดทีมจบอันดับ 5 ของตาราง

จนมาถึง ฤดูกาล 2010-2011 เป็นปีที่ทุกอย่างที่ คล็อปป์ สร้างเอาไว้เริ่มสุกงอมอย่างเต็มที่ นักเตะทุกคนที่ดึงเข้ามาสู่ทีม ระเบิดฟอร์มการเล่นพร้อมๆ กัน และรูปแบบการเล่นของเขาก็นำความสำเร็จมาสู่ทีมแล้ว เมื่อเขาสามารถนำทีมหักด่านทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ เลเวอร์คูเซ่น ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่งผลให้เขากลายเป็นกุนซือที่น่าจับตามองที่สดในวงการลูกหนังไปแล้ว

เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาล 2011-2012 ก็ไม่มีอะไรมาหยุด คล็อปป์ และลูกทีมได้แล้ว เมื่อทัพ "เสือเหลือง" ระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นซีซั่น เดินหน้ากวาดชัยชนะเป็นว่าเล่น จนในที่สุดทีมก็ป้องกันแชมป์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการเก็บไปถึง 81 แต้ม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร นอกจากนี้ยังทำสถิติคว้า 47 แต้มจากครึ่งฤดูกาลหลังอีกด้วย และความสุดยอดยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อยังมาผงาดคว้าแชปม์บอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล ด้วยการถล่ม บาเยิร์น มิวนิค ไปถึง 5-2 คว้าดับเบิ้ลแชมป์ให้กับทีม

ฤดูกาลต่อ เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ คล็อปป์ เกือบพาทีมสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อเขาสามารถนำทีม ผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปดวลกับ บาเยิร์น มิวนิค ทีมคู่รักคู่แค้นร่วมลีก ทว่าในท้ายที่สุด เขาก็ต้องอกหัก พบกับความพ่ายแพ้ เมื่อมาโดน อาร์เยน ร็อบเบน ยิงประตูชัยในนาทีที่ 89 กลายเป็น "เสือใต้" ที่ชนะไป 2-1 คว้าแชมป์ไปครอง ขณะที่ในลีก ดอร์ทมุนด์ ก็จบอันดับ 2 เสียแชมป์ให้กับ บาเยิร์น เช่นกัน

ฤดูกาล 2013-2014 คล็อปป์ จรดปากกาต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไป และเขาก็พาทีมจบอันดับที่ 2 อีกครั้ง โดยแชมป์ยังคงเป็น บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งแม้ว่าจะได้รองแชมป์ ทว่าก็มีแต้มห่างจากทีมแชมป์ถึง 19 แต้ม เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2014-2015 ดอร์ทมุนด์ เริ่มต้นซีซั่นไม่ดีเอาเสียเลย ผลงานในสนามของทีมตกต่ำลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหานักเตะตัวหลักพากันบาดเจ็บหลายคน จนทีมหล่นไปอยู่พื้นที่ท้ายตาราง ส่อแววจะตกชั้นเอาได้ ทว่าในช่วงครึ่งซีซั่นหลังทีมก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่แฟนบอล "เสือเหลือง" ไม่เคยคาดคิด เมื่อถึงวันที่ 15 เมษายน 2015 คล็อปป์ ก็ได้ออกมาประกาศว่า จะขอแยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับผลงานของทีมที่ย่ำแย่อย่างหนัก ซึ่งเขาก็คุมทีมจนจบฤดูกาล และพาทีมจบอันดับ 7 ของตาราง ก่อนปิดตำนานการเป็นกุนซือของทีมไว้ที่ปีนี้ เท่านั้น

หลังจากที่ คล็อปป์ ได้ออกมาประกาศว่าจะลาออกจาก ดอร์ทมุนด์ ก็มีหลายๆ ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ต้องการได้ตัวเขาไปเป็นกุนซือคนใหม่ ทว่าทีมที่มาแรงอย่างมาก และว่ากันว่า คล็อปป์ ก็ต้องการมาเป็นนายใหญ่ที่นี่ด้วย นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล ทีมลูกหนังชื่อดังของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั่นเอง

 

จนกระทั่ง วันที่ 8 ตุลาคม 2015 เหล่า เดอะ ค็อป ก็ได้ต้อนรับผู้จัดการทีมคนใหม่ เมื่อ คล็อปป์ จรดปากกาเซ็นสัญา และเปิดตัวเป็นกุนซือคนใหม่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ แทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนเก่าที่พาทีมยังทำผลงานไม่เข้าเป้าตามที่บอร์ดบริหารหวังเอาไว้

คล็อปป์ เข้ามาวางรากฐานใหม่ให้กับทีม ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทัพ "หงส์แดง" เหมือนสมัยที่เขาคุม ดอร์ทมุนด์ ไล่ตั้งแต่ตัวนักเตะ การฝึกซ้อม รูปแบบการเล่น และอื่นๆ อีกมากมาย และผลงานการคุมทีมนัดแรกของกุนซือเยอรมัน เขาก็พาทีมบุกไปเสมอ สเปอร์ส 0-0 เมื่อ 17 ตุลาคม 2015 ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม เขาก็พาทีมเก็บชัยชนะนัดแรก ทว่าเป็นการฟาดแข้งศึกลีกคัพ ด้วยการเฉือนชนะ บอร์นมัธ 1-0 ส่วนชัยชนะนัดแรกในพรีเมียร์ลีกนั้น เกิดขึ้นในเกมที่ทีมบุกไปถล่ม เชลซี 3-1 ถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั่นเอง

ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของซีซั่นนี้ คล็อปป์ ก็ยังทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ เขาพา ลิเวอร์พูล จบเพียงอันดับ 8 ของตารางเท่านั้น มีแต้มตามหลัง ทีมแชมป์อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 21 คะแนน เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2016-2017 เป็นฤดูกาลที่ คล็อปป์ เริ่มเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ เขาปล่อยนักเตะส่วนเกินที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปมากมายหลายคน และทำการดึงผู้เล่นใหม่เข้ามาเติมเต็มทีม โดยมี ซาดิโอ มาเน่, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, โจเอล มาติป รวมทั้ง ลอริส คาริอุส เป็นดาวดังที่เข้ามาสู่ทีม

และเมื่อได้นักเตะที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นให้กับ คล็อปป์ ได้ ทีมก็มีผลงานการเล่นที่ดีขึ้น มีรูปแบบและแนวทางที่ชัดเจน จนสุดท้ายทีมสามารถจบอันดับ 4 ของตาราง คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ อีกครั้ง

ถัดมาใน ฤดูกาล 2017-2018 เป็นอีกฤดูกาลที่ คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง โดยช่วงต้นฤดูกาล เขาได้ทุ่มเงินดึงตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงกับ โรม่า มาร่วมทีม รวมทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้ามาสู่ทีม เท่านั้นไม่พอในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม ทีมยังได้ทำการปล่อยตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จอมทัพอันดับ 1 ของทีม ไปให้กับ บาร์เซโลน่า พร้อมกันนั้นก็ได้ดึงตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังจอมแกร่งมาจาก เซาแฮมป์ตัน ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลก อีกด้วย

โดยในฤดูกาลนี้ คล็อปป์ ทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างสุดยอดอย่างมาก พาทีมทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ทว่าเขาก็ต้องอกหักอีกครั้ง เมื่อไปพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 1-3 ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น ส่วนในพรีเมียร์ลีก ทีมก็จบอันดับที่ 4 เท่าเดิม ทว่ามีแต้มตามหลังทีมแชมป์ อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2018-2019 คล็อปป์ เล็งเห็นแล้วว่าข้อผิดพลาดของทีมอยู่ตรงไหน และควรปรับในจุดไหน จึงเดินหน้าความนักเตะใหม่เข้ามาอีก 4 คน โดยมีชื่อของ อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่, นาบี เกอิต้า และ เซอร์ดาน ชากิรี เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับทีม และเมื่อได้อาวุธครบมือ นักเตะเริ่มซึมซับแผนการเล่นของ คล็อปป์ "หงส์แดง" จึงเดินหน้าคว้าชัยชนะ กวาดแต้มเป็นว่าเล่น จนนำเป็นจ่าฝูง มาเกือบค่อนฤดูกาล

ส่วนในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทีมก็ยังทำผลงานได้สุดร้อนแรง ผ่านรอบแบ่งกลุ่ม รอบน็อกเอาต์ จนกระทั่งเข้าชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง ทว่า ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในบอลถ้วยยุโรปนี้ มันดันไปสวนทางกับฟอร์มการเล่นในลีก ที่ในช่วงท้ายๆ ซีซั่น ทีมกลับเล่นพลาด จนโดน แมนฯ ซิตี้ ที่กลับมาเล่นได้แน่นอนอีกครั้ง แซงหน้าขึ้นนำเป็นจ่าฝูงแทน และท้ายที่สุด ทัพ "เรือใบสีฟ้า" ก็ไม่พลาดอีกแล้ว เข้าป้ายคว้าแชมป์สำเร็จ ดวยการมีแต้มชนะ "หงส์แดง" เพียงแค่ 1 แต้ม เท่านั้น ซึ่งสร้างความชอกช้ำให้กับ คล็อปป์ และลูกทีมอย่างมาก

ทว่า คล็อปป์ และพลพรรค "หงส์แดง" ก็มาได้รางวัลปลอบใจที่ยิ่งใหญ่สุดๆ เมื่อทีมสามารถ ทุบเอาชนะ สเปอร์ส คู่แข่งร่วมลีก ไปได้แบบสบาย 2-0 ในนัดชิงบอลถ้วยยุโรป คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ หลังจากที่ต้องผิดหวังเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

จนมาถึง ฤดูกาล 2019/2020 ทุกอย่างที่ คล็อปป์ได้วางรากฐาน และสร้างเอาไว้ ก็ออกดอกออกผลอย่างเต็มที่ เมื่อเริ่มการฟาดแข้งศึกพรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ขึ้นมา พลพรรคนักเตะ "หงส์แดง" ก็เดินหน้าฆ่ามัน ระเบิดฟอร์มโหดตั้งแต่ต้น เก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่อง จนทำแต้มนำทีมอื่นๆ แบบขาดลอย และเมื่อผ่านมาถึงครึ่งฤดูกาลทีมก็แทบจะแบเบอร์ว่าคว้าแชมป์แล้ว เนื่องจากแต้มขาดกับอันดับ 2 อย่างมาก

ทว่าในช่วงต้นปี 2020 โลกก็ได้มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา ทำให้วงการกีฬาต้องหยุดชะงัก รวมทั้งศึกพรีเมียร์ลีกที่ต้องหยุดแข่งขันไปด้วย ทำให้ คล็อปป์ และลูกทีมยังต้องรอการฉลองแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกต่อไป

จนกระทั่ง ช่วงกลางเดือนมิถุนายน พรีเมียร์ลีก ก็สามารถกลับมาฟาดแข้งใหม่ได้อีกครั้ง แบบนิวนอร์มอล และเพียงหลังจากกลับมาได้เพียงไม่กี่นัด สิ่งที่ คล็อปป์ และเหล่า เดอะ ค็อป ทั่วโลกรอคอย ก็เกิดขึ้นจริงจนได้ เนื่องจาก ในคืนวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2563 (ตามเวลาประเทศไทย) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ดันบุกไปพ่ายให้กับ เชลซี 1-2 ทำให้แต้มของ "เรือใบสีฟ้า" ขาดลอย และตามไม่ทันแล้ว ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี และคล็อปป์ ก็ถูกจารึกชื่อ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสร ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ อย่างยิ่งใหญ่ นั่นเอง

 

เกียรติประวัติ

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ :

  • แชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัย : 2010-11, 2011-12
  • เดเอฟเบ โพคาล : 2011-12
  • เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ : 2013, 2014

ลิเวอร์พูล :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย : 2019-2020
  • แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย : 2018-2019
  • แชมป์สโมสรโลก 1 สมัย : 2019
  • แชมป์ ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ 1 สมัย : 2019

รางวัลส่วนตัว :

  • German Football Manager of the Year : 2011, 2012, 2019
  • Deutscher Fernsehpreis : 2006, 2010
  • Onze d'Or Coach of the Year : 2019
  • The Best FIFA Men's Coach : 2019, 2020
  • IFFHS World's Best Club Coach : 2019
  • IFFHS Men's World Team : 2019
  • World Soccer Awards World Manager of the Year : 2019
  • Globe Soccer Awards Best Coach of the Year : 2019
  • LMA Hall of Fame : 2019
  • LMA Manager of the Year : 2020
  • Premier League Manager of the Season : 2019-20
  • Premier League Manager of the Month : September 2016, December 2018, March 2019, August
  • 2019, September 2019, November 2019, December 2019, January 2020
  • BBC Sports Personality of the Year Coach Award : 2020

-------------------------------------------------

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

>> Sports Profile : ประวัติ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูล ผู้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก คนแรก

>> Sports Profile : ประวัติ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังที่เก่งที่สุดของวงการฟุตบอล ยุคนี้

-------------------------------------------------

ดูสดฟรี!! ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสัปดาห์ พร้อมกีฬาชั้นนำระดับโลกแบบจัดเต็ม ต้อง App TrueID เท่านั้น

รวมข้อมูลแก้ไขปัญหาการใช้งาน รับชม หรือโปรโมชันกิจกรรมต่างๆ >> คลิกที่นี่

เก็งไม่มีพลาด! ฟันธงคู่ไหนเด็ด! เจาะลึกก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สมัครทาง SMS พิมพ์ R1 ส่งมาที่ 4238066 หรือคลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างนี้ ใช้ฟรี 7 วัน!!!!

 

ยอดนิยมในตอนนี้