TRUE TALK : ตื่นตาตื่นใจ! เราได้เห็นอะไรบ้างจากเกม ทีมชาติไทย ยู-23 ถล่ม อินโดนีเซีย 4-0 ... by "จอน"

TRUE TALK : ตื่นตาตื่นใจ! เราได้เห็นอะไรบ้างจากเกม ทีมชาติไทย ยู-23 ถล่ม อินโดนีเซีย 4-0 ... by "จอน"
armcasanova
22 มี.ค. 62
134
1

น่าตื่นตาตื่นใจ / มีความเฉียบขาด / เล่นด้วยความมั่นใจ / เต็มไปด้วยความเฉียบคม / วันเดอร์คิดเต็มสนาม / นี่สิของจริง / โกลเด้นเจเนเรชั่นอีกครั้ง / สี่ศูนย์พูลสวัสดิ์ ฯลฯ

หลากคำกล่าวที่มีอารมณ์ชื่นชมทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี เต็มไปทั่วโลกออนไลน์ หลังจากที่พวกเขาจัดการถล่ม อินโดนีเซีย 4-0 ในศึกฟุตบอล ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบคัดเลือก กลุ่ม เค ทำให้สามารถล้างแค้นที่เพิ่งแพ้มา 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ ศึก ยู-22 ชิงแชมป์อาเซียน 2019 ได้สำเร็จ นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมสองชุดติดต่อกันของทีมชาติไทย หลังจากที่เมื่อวาน ช้างศึก ชุดใหญ่ ก็เพิ่งสร้างเซอร์ไพรส์ บุกไปเชือด ทีมชาติจีน ถึงแดนมังกร 1-0

และนี่ คือ สิ่งที่ผมได้เห็นจากลูกทีมของ อเล็กซานเดร กาม่า จากเกมที่เพิ่งจบลงไปอย่างสวยงาม เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

 

ระบบ 3-5-2 เรากำลังมาถูกทาง??

ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ใช้งานระบบ 3-5-2 แบบเดียวกับที่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ใช้ ซึ่งเป็นระบบที่ อเล็กซานเดร กาม่า เลือกใช้มาตั้งแต่เขาคุมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จนสร้างความเกรียงไกรในศึกไทยลีกมาแล้ว

หมากของ กาม่า และการทำงานแทบไม่ต่างไปจากที่เขาเคยใช้ โดยเฉพาะในศึก ยู-22 ชิงแชมป์อาเซียน 2019 ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อเดือนที่แล้วที่ประเทศกัมพูชา เพียงแต่คราวนี้ เขาได้กระสุนที่แน่นอนกว่าเดิม เฉียบคมกว่าเดิม เฉียบขาดกว่าเดิม และแน่นอนยิ่งกว่าเดิม

สุภโชค สารชาติ และ ศุภชัย ใจเด็ด เป็นสองหัวหอกคู่ ซึ่งทั้งสองคนมาจากสโมสรเดียวกัน นั่นคือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และก็ผ่านทั้งการลงเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้กับสโมสร รวมถึงกับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มาแล้ว

กองกลางสามคน มี วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ เป็นตัวสร้างสรรค์เกมรุกหลังคู่กองหน้า โดยมี กานต์นรินทร์ ถาวรศักดิ์ และ วิศรุต อิ่มอุระ ยืนเป็นมิดฟิลด์คู่กลาง คอยตัดเกมฝั่งตรงข้าม และเชื่อมเกมของฝั่งตัวเอง

วิงแบ็คขวา เป็นหน้าที่ของ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ที่เคยผ่านการลงเล่นในลีกญี่ปุ่นมาแล้ว ส่วนวิงแบ็คซ้าย คือ สกุลชัย แสงโทโพธิ์ โดยมีสามเซ็นเตอร์ฮาล์ฟจากสามทีมดังในลีกสูงสุด อย่าง ศฤงคาร พรหมสุภะ (เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด), กฤษฎา กาแมน (ชลบุรี เอฟซี) และ ชินภัทร ลีเอาะ (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)

 

เติมกระสุนเรียบร้อย เกมเริ่ม!!!!

อันที่จริง อินโดนีเซีย พวกเขาก็เป็นทีมที่น่ากลัวนะ เพราะเพิ่งคว้าแชมป์อาเซียนในรุ่นนี้มาได้ พวกเขามีทั้ง ออสวัลโด เฮย์, มารินุส มาริยานโต และ อีกี้ เมาลาน่า ดาวโรจน์วัย 20 ปี จากลีกโปแลนด์ ที่เคยมีทีมจากลา ลีกา สเปน หลายทีมจับตามอง แต่ทว่า การที่ก่อนเกม มีข่าวว่า เอซรา วาเลียน กองหน้าเชื้อสายเนเธอร์แลนด์จากลีกแดนสีส้ม ถูกฟีฟ่าไม่อนุมัติให้โอนสัญชาติมาเล่นกับอินโดนีเซีย ก็ทำให้ทีมสูญเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย

ผิดกับทีมชาติไทย ที่เต็มไปด้วยสตาร์ และวันเดอร์คิด ซึ่งพกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมมาจากเมืองไทย แถมลูกแรกยังมาเร็วอีก ตั้งแต่ 20 นาทีแรก จากการเปิดฟรีคิกเข้าไปของ วรชิต กนิษศรีบำเพ็ญ ให้ ชินภัทร ลีเอาะ โหม่งเผาขนเข้าไป

ทุกอย่างเลยดูเหมือนสร้างมาเพื่อเข้าทางทีมชาติไทย เข้าไปใหญ่…

ในส่วนของเกมรับของทีมชาติไทยนั้น ก็ทำงานได้ดีมาก โดยครึ่งชั่วโมงแรก อินโดนีเซีย ไม่ได้มีโอกาสยิงเลย ซึ่งทีมชาติไทย ใช้วิธีตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการตัดเกมตั้งแต่กลางสนาม โดยมีตัวอย่างคือจังหวะการเข้าสกัดหนักของ กฤษฎา กาแมน ต่อ เมาลาน่า จนโดนใบเหลือง ซึ่งเป็นเสมือนการขู่ไม่ให้สตาร์รายนี้กล้าเลี้ยงมากนัก

40 นาทีผ่านไป ภาพกราฟฟิกขึ้นว่า ทีมชาติไทย ครองบอลมากกว่า อินโดนีเซีย ประมาณ 3 เท่า นั่นคือ 72 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 28 เปอร์เซ็นต์ และนั่นคือต้นเหตุของหายนะที่แท้จริงของ อินโดนีเซีย ในครึ่งหลัง

 

ศุภชัย & สุภโชค โชว์ไทม์

ครึ่งหลัง อินโดนีเซีย ยังแก้เกมด้วยการเอาบอลมาครอบครองไม่ได้ และปล่อยให้ทีมชาติไทย ได้หาจังหวะเข้าทำตั้งแต่เริ่มเขี่ย แล้วก็แค่ 5 นาทีของครึ่งหลังผ่านไป ทีมชาติไทย ก็มาได้ประตูที่สอง หลังจากที่ ศุภชัย ใจเด็ด โดนทำฟาวล์ในกรอบ ก่อนจะลุกขึ้นมาซัดเข้าไป

จากนั้น อินโดนีเซีย เหมือนช็อตไปดื้อๆ จะมีจังหวะป้วนเปี้ยนแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก่อนจะมาโดนลูกที่สาม ที่ต้องขอชื่นชม รูปแบบการเข้าทำ เริ่มจาก กานต์นรินทร์ แทงบอลออกด้านขวา ให้กับสุภโชค วิ่งแลบขึ้นไป ก่อนจะตัดสินใจเปิดเข้ากลางมาให้กับ ศุภชัย ใจเด็ด เข้าชาร์จง่ายๆ ซึ่งหากมองดีๆ มีอีกตัวอยู่ในกรอบเขตโทษ บริเวณจุดโทษ นั่นคือ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ซึ่งเป็นการเข้าทำที่มีตัวคอยชาร์จสองคน และยืนแบบครอบคลุมพื้นที่ได้ดีมาก

2-0 มาแล้ว 3-0 ก็ตามมา และจบลงด้วยตัวเลข 4-0 พูลสวัสดิ์ จากประตูสุดสวยของ สุภโชค ที่ปั่นด้วยขวา เข้าไปอย่างสวยงาม จังหวะนั้น ผมเห็นนักเตะอินโดนีเซีย ค่อนข้างออกลักษณะภาษาร่างกายไปในทาง “ยอม” อย่างชัดเจน ทั้งก้มหน้ารับชะตากรรม ทั้งลงไปนั่งคุกเข่า

 

ไม่ใช่ว่าจะเพอร์เฟค

โอเคหล่ะ สกอร์ 4-0 มันน่าตื่นตาตื่นใจ น่าพึงพอใจ และแอบมีความหวังเป็นประกายในการลุ้นไปโอลิมปิก เกมส์ 2020 หากได้รับการเตรียมทีมดีๆ อย่างต่อเนื่อง ทว่าก็ไม่ใช่ว่า ทุกอย่างจะเพอร์เฟคสวยสดงดงามไปซะหมด

จากเกมนี้ ยังมีจังหวะหลายๆ ครั้งที่ ทีมชาติไทย ถูกโจมตีจากทางกราบ ทั้ง สกุลชัย ทางฝั่งซ้าย และ จักรกฤษณ์ ทางกราบขวา ซึ่งทั้งคู่นั้น เป็นปีกธรรมชาติมาก่อนจะถูกโยกมาเล่นวิงแบ็ค ทำให้ความเป็นธรรมชาติของเกมรับ และการยืนตำแหน่ง ยังไม่สมูธแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

จุดนี้ ผมคิดว่า กาม่า น่าจะเห็นเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องรอดูว่า กุนซือจอมแทคติกอย่างเขา จะเสกอะไรที่ยอดเยี่ยมให้กับทีมชาติไทย ชุดนี้ได้อีก ในอีกสองเกมที่เหลือกับ บรูไน และเกมที่ใครๆ ก็รอคอยในการพบกับเจ้าบ้านอย่าง เวียดนาม ยู-23 ที่มี เหงียน กวาง ไฮ เป็นตัวชูโรง

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนจะจบบทความนี้นะครับ….

จากที่เห็นวันนี้ ภาพรวมต้องขอชื่นชมนักเตะไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ทุกคน รวมถึงทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชทุกท่าน และขอบอกว่า ให้ไปเลยสามผ่านครับผม!!!!!

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

ยอดนิยมในตอนนี้