โอม จง RUN: EP 1 จงเริ่มวิ่งด้วยตัวคุณเอง

boston2018
boston2018
24 มกราคม 2563 ( 10:41 )
275
8

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นเต็มกรุงแบบนี้ การชี้ชวนให้ออกมาวิ่ง คงไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ โอม จง RUN เป็นคอลัมน์ที่ไม่อยากทำให้ความตั้งใจในวันปีใหม่ของคุณไร้ค่า เพราะมาจนถึงตอนนี้แล้ว คิดว่าคงมีความตั้งใจว่า “อยากจะออกกำลังกาย” ของใครหลาย ๆ คนที่ตั้งปณิธานไว้ตอนปีใหม่เป็นหมันไปแล้วแน่ ๆ เนื่องจากต้องมาแพ้คำว่า ฝุ่น PM 2.5 ที่ลอยวุ่นกันทั่วกรุงในตอนนี้

โอม จง RUN

ต้องเรียนให้ทราบก่อนนี่จะไม่ใช่คอลัมน์เต็มอัดแน่นไปด้วยข้อมูลการวิ่งในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่เราอยากจะมอบ แรงบัลดาลใจ ในการออกไปวิ่งให้กับทุกคนมากกว่า เพราะที่ผ่านมา มีเพจวิ่งที่ให้ข้อมูลในด้านการวิ่ง การเลือกอุปกรณ์ สถานที่ และกลุ่มวิ่งมากมายอยู่แล้ว ดังนั้น เราอยากเป็นเพียงตัวจุดประกายในการ “ออกไปวิ่ง” ให้เท่านั้น เพราะที่เหลือถ้าคุณเริ่มแล้ว คุณจะสามารถหามันที่ไหนก็ได้

สำหรับ โอม จง RUN ในตอนแรกวันนี้ เราจะมาบอกวิธีที่จะช่วยทำให้คุณออกไปวิ่งง่ายขึ้น…ล่ะมั้ง

วิ่ง

1.ตัดสินใจให้แน่วแน่

การวิ่ง หรือ การออกกำลังกายทุกประเภท น่าจะเหมือนกับการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง หากเป้าหมายไม่ชัดเจน ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ก่อนจะเริ่มวิ่ง อยากให้ทุกคนมานั่งทำสัญญากับตัวเองให่แน่วแน่ และต้องรักษาคำสัญญานั้นให้มั่นคง เช่น 1 สัปดาห์ จะวิ่งกี่วัน / วันไหนบ้าง / วิ่งวันละกี่รอบ หรือ กี่กิโลเมตร / จะเพิ่มหรือลดอย่างไร

นี่คือตัวอย่าง

– วิ่ง 3 วันต่อสัปดาห์
– อังคารหลังเลิกงาน / พฤหัสบดีหลังเลิกงาน / อาทิตย์เช้า
– เริ่มต้น 1 รอบสวนลุมพินี (2.5 กิโลเมตร)
– เพิ่มครั้งละ 500 เมตร จนถึง 10 กิโลเมตร

วิ่ง(Photo by Mark Kolbe/Getty Images)

เมื่อภาพที่เห็นว่าจะวิ่ง ถูกวางเป็นแผนเราก็จะเห็นภาพในการวิ่งแต่ละวัน แต่ละครั้ง ชัดเจนขึ้น ซึ่งมันส่งผลถึงความเป็นไปได้ และ ความรู้สึกทางจิตใจ ว่าเราวิ่งได้แน่ ทำได้แน่ ๆ เหมือนวางกรอบ 1, 2, 3 เวลาทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่อไปต่างหาก ที่จะทำให้เรารู้สึกว่า ทำได้หรือไม่ นั่นคือ…ตัวเราเอง

 

2.เริ่มต้นที่ตัวเอง

ในทุกกิจกรรม ตัวเองเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดที่ ถ้าคำพูดของตัวเอง คำสัญญากับเอง ไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ เราก็มีแนวโน้มที่จะให้ให้อภัยตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าที่ตัวเองผิดคำสัญญา ข้ออ้าง 108 ที่ออกมาเพื่อแก้ตัวที่ตัวเองไม่สามารถออกไปวิ่งได้ ถูกใช้ปลอบใจว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการที่จะวิ่ง แต่มันทำไม่ได้เพราะ…งานเยอะ / ฝนตก / ไม่มีเวลา / ติดนัดเพื่อน และอีกมากมาย

ถ้าต้องการที่จะเปลี่ยนตัวเองจริง ๆ อยากจะวิ่งให้ได้โดยที่ไม่ผิดสัญญากับตัวเอง เราต้องตั้ง Priority ใหม่ โดยมีแนวคิดว่า “Run, No Matter what” ซึ่งในความจริงแล้ว เราอาจจะไม่ต้อง No Matter what จริง ๆ เช่นถ้ามีเงื่อนไขคือแบบฝุ่น PM 2.5 เต็มกรุงแบบนี้ก็ไม่ควรออกไปวิ่ง แต่เราควรกำหนดเงื่อนไข ถึงที่สุดแล้วว่าอะไรจะวิ่งต่อให้มันเกิดขึ้น และถ้าไม่วิ่งเพราะอะไร อาทิ

วิ่ง(Photo by Sanchit Khanna/Hindustan Times via Getty Images)

– จะไม่วิ่งถ้าค่าฝุ่นเกินสีส้ม (ตามแอป Air Visual)
– จะไม่วิ่งถ้าฝนตกหนัก (ในกรณีนี้ต้องสัญญากับตัวเองอีกทีว่าแบบไหนเรียกว่าหนัก)
– จะไม่วิ่งถ้าลูกเห็บตก
– นอกจากนั้นคือต้องวิ่ง

อีกอย่างที่สำคัญคือ กำหนด Priority ใหม่ เปลี่ยน Mind-set ว่า ถ้ามีเวลา เราจะไปวิ่ง หรือ ถ้าไม่ติดนัดเราจะไปวิ่ง เป็นการเอาการวิ่งตั้งไว้สำคัญกว่า แล้วค่อยคิดถึงเรื่องอื่น อาทิ เวลาจะนัดกับเพื่อนหลังเลิกงาน ถ้าเราเอาเรื่องการวิ่งไว้เป็นเรื่องสำคัญกว่า เราจะไม่นัดเพื่อนในวันที่เราต้องไปวิ่ง หรือ ต่อให้วันไหนทำงานเลิกช้า แต่ถ้าเราเอาเรื่องวิ่งเป็นสิ่งสำคัญมากพอ เราจะมาปฏิเสธการออกไปวิ่งเพราะเลิกดึกอยู่ดี

ทั้งนี้ เราอาจจะอ้างเหตุผลที่ไม่ไปวิ่งในแต่ละวันกับคนอื่นได้ แต่เราก็รู้ตัวเองอยู่ดีว่า เหตุผลที่เราบอกกับตัวเอง มันเป็นเหตุผลจริง ๆ หรือแค่ข้ออ้างเท่านั้น

 

3.ใช้ประโยชน์จากคนรอบตัว

ถ้าคิดว่า ลำพังแค่คำสัญญากับตัวเอง ในบางครั้งอาจจะไม่เพียงพอให้ตัวเราออกไปวิ่ง ให้เอ่ยปากชวนเพื่อนที่วิ่งอยู่แล้วในออฟฟิศ หรือ อาจจะต่างออฟฟิศ แล้วนัดกันเจอที่สวนในเย็นวันที่เราจัไปวิ่ง เพราะเราอาจจะผิดคำพูดต่อตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดได้ แต่การผิดคำพูดต่อคนอื่น โดยไม่รู้สึกผิด ไม่น่าจะเป็นอะไรที่ทำได้ง่าย ๆ

วิ่ง(Photo by Ercin Top/Anadolu Agency via Getty Images)

หรือถ้าไม่รู้จักใครที่เป็นสายวิ่ง ก็อาจจะชวนเพื่อนที่อยากวิ่ง ให้มาวิ่งด้วยกัน เริ่มต้นไปด้วยกัน ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และอย่างน้อย เราก็จะมีใครที่เราให้คำสัญญาไว้ แล้วผิดคำพูดด้วยไม่ได้

หรือถ้าสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสนใจที่จะไปวิ่งกับเราจริง ๆ เวลาโดนถามว่าเลิกงานไปไหน ให้ตอบว่า “ไปวิ่ง” นั่น อย่างน้อยก็ช่วยที่จะผลักดันเราออกไปวิ่งได้ เพราะเราก็รู้แก่ใจว่า เราได้เอ่ยปากบอกทุกคนไปแล้วแบบนั้น ถ้าสุดท้ายเราไม่ไปวิ่งจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นการผิดคำพูดอยู่เหมือนกัน!

 

4.เตรียมตัวดีมีวิ่งแน่

การเตรียมตัวนี่เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ได้บอกให้คุณยืดกล้ามเนื้อหรือวิ่งวอร์มในออฟฟิศตั้งแต่บ่าย 3 เพื่อไปวิ่งตอนเลิกงาน แต่เราหมายถึงการทำให้เรื่องวิ่ง เป็นเรื่องง่ายที่สุด

การเอาชุดวิ่งใส่ไว้ในกระเป๋า หรือ ล็อกเกอร์ พร้อมรองเท้าวิ่งอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่อาจจะดีกว่านั้น ถ้าคุณใส่ชุดวิ่งไว้ในชุดทำงานเลย!

วิ่ง(Photo by Paul Zinken/picture alliance via Getty Images)

ฟังแล้วอาจจะคิดว่าเราล้อเล่น แต่ในความเป็นจริงแล้วเชื่อเถอะว่า ถ้าคุณถอดชุดทำงานออก แล้ววิ่งได้เลย มันจะทำให้คุณอยากวิ่งมากกว่าต้องไปเปลี่ยนชุดมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณเลิกงาน สภาวะความขี้เกียจจะครอบงำคุณได้ง่ายมาก จนบางทีแค่จะเปลี่ยนชุดยังยากเกินไปเลย

แต่การถอดชุดทำงานออก มันต่างกัน มันให้ความรู้สึกที่ง่ายกกว่า และสำหรับบางออฟฟิศ ที่ไม่ได้ฟิกซ์เรื่องการแต่งตัวมากนัก เราแนะทำให้คุณใส่รองเท้าวิ่งไปทำงานเลยด้วย รับรองว่า วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้วิ่งมากขึ้นแน่นอน

 

5.ตั้งเป้าหมายให้มีพลัง

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดใน 5 ข้อเลยก็ได้ เป้าหมายในการวิ่งที่มีพลังมาพอ จะช่วยทำให้คุณวิ่งได้นาน และ สม่ำเสมอมากกว่าคนที่เป้าหมายไม่มีพลังจริง ๆ

ลองสังเกตว่า ในช่วงปีใหม่ จะมีคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะมากกว่าปกติ แต่พวกเขาจะหายไปในเวลาราว 2 สัปดาห์ และจะเหลือแต่พวกหน้าเดิม ๆ ที่วิ่งวนอยู่แบบนั้น เพราะอะไร?

 

วิ่ง(Photo by Valery MatytsinTASS via Getty Images)

คำตอบอยู่ที่เป้าหมายในการวิ่ง ถ้าคุณตั้งเป้าหมายว่า จะวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือ วิ่งเพื่อลดความอ้วน ลดน้ำหนัก คุณมีโอกาสสูงที่จะหายไปในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ เพราะสุดท้ายแล้ว คุณจะยอมแพ้ให้กับความสบาย ยอมแพ้ให้กับอาหารอร่อย ๆ และยอมแพ้ให้กับความรู้สึกที่ว่า “อ้วนก็ไม่เป็นไร”

แต่สาเหตุที่เหลือแต่คนหน้าเดิม ๆ ที่วิ่งวนอยู่ในสวนนั้น เพราะเป้าหมายของพวกเขาแน่วแน่กว่า หลายคนในนั้นอาจจะตั้งเป้าที่ มาราธอน ครั้งแรก หลายคนในนั้นอาจจะตั้งเป้าที่ PB (Personal Best) ที่ดีขึ้น หรือหลายคนอาจจะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

แน่นอน เราไม่ได้จะให้คุณไปวิ่งมาราธอน แต่เราจะบอกคุณว่า ลองตั้งเป้าไว้ที่ระยะมาราธอน ก็ดีเหมือนกัน เพราะการจบมาราธอน มันจะทำให้คุณผ่านบททดสอบอะไรอีกมากมาย การจบมาราธอนไม่ใช่การวิ่ง 42.195 กิโลฯ แต่มันคือการวิ่งมาหลายพันกิโลเมตร (ซึ่งเราจะเขียนถึงในวันหลัง) และที่สำคัญ เป้าหมายมาราธอน มันมีพลังพอจริง ๆ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคน(อยาก)วิ่ง ตอนนี้เราก็ยังไม่แนะนำให้คุณออกไปวิ่งกลางแจ้งกันสักเท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างจะอันตรายเกินไปสำหรับสุขภาพปอดของคุณ แต่ถ้าใครเป็นสมาชิกยิม หรือ ฟิตเนสต์ แนะนำให้เริ่มจาก เทรดมิลล์ ในยิมของคุณก่อนก็ได้ อย่างน้อย ก็ดีกว่าไปวิ่งฝ่าฝุ่นตอนนี้!

 

Mr.BOSTON

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

>>ลุ้นหืด! กรีนเบย์ เชือด ซีฮอว์คส์ 28-23 เข้าชิงแชมป์ เอ็นเอฟซี ศึก NFL

>>คัมแบ็ค 24 แต้ม! ชีฟส์ แซงชนะ เท็กแซนส์ 51-31 เข้าชิงแชมป์สาย เอเอฟซี ศึก NFL

– ดูบอลสด ฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิก ID Station
– ดู พรีเมียร์ลีก online คลิกที่นี่
– สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาล คลิกที่นี่

Tag

#มาราธอน
#วิ่ง
#วิ่งด้วยตัวเอง
#เพื่อสุขภาพ
#โอม จง RUN

บทความที่เกี่ยวข้อง