WORLD CUP BEST XI : ทีมยอดเยี่ยม “ฟุตบอลโลก 2018” ... by “PUP Tuntat”

WORLD CUP BEST XI : ทีมยอดเยี่ยม “ฟุตบอลโลก 2018” ... by “PUP Tuntat”
kentnitipong
16 ก.ค. 61
143.4K

ผ่านครบจบสะดวกไปแล้ว สำหรับมหากาพย์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ฟุตบอลโลก 2018 ซีรี่ย์ลูกหนังครั้งนี้มีฉายมากถึง 64 แมตช์ หากใครติดตามอย่างใกล้ชิดจะทำให้รู้เลยว่า ทุกคู่ล้วนมีเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความสุข, เศร้า, เหงา, ซึ้ง ที่เบลนด์เข้ากันได้อย่างลงตัว

 

 

และใครคือตัวละครเอก 11 ชีวิต ที่ตีบทแตกทุกคราวเมื่อได้รับใช้ชาติตลอด เวิลด์ คัพ หนนี้ ในใจของผมด้วยระบบ 3-5-2 เชิญเสพกันได้เลยครับ

 

ผู้รักษาประตู : ติโบต์ กูร์กตัวส์ (เบลเยี่ยม)

AP Photo/Matthias Schrader

โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวามาตลอดตั้งแต่เป็นดาวโรจน์อยู่กับ “ตราหมี” ยันอายุเลยวัยเบญจเพสกับ เชลซี ในปี 2018 เช่นกันกับฟุตบอลโลกหนนี้ แม้ทีมจะมีกองหลังที่ฟอร์มเอ๋อๆ ไปบ้าง แต่เขาก็ยังรักษาระดับการเล่นของตัวเองให้เฉิดฉายจนชนะใจผมได้อีกครั้ง

ฟุตบอลโลก 2018 มีนายด่านที่โชว์ฟอร์มได้สุดแกร่งหลายราย แต่หากจะวัดที่ฝีไม้ลายมือแบบตัวต่อตัว กูร์กตัวส์ น่าจะมีภาษีที่ดีกว่าทุกคนในศึกคราวนี้ หลังเจ้าตัวทำสถิติเป็นผู้รักษาประตูที่เซฟได้มากที่สุดใน เวิลด์ คัพ ฉบับ รัสเซีย เวอร์ชั่นล่าสุด ได้มากถึง 27 หน เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ได้สูงถึง 81.8 %, เก็บคลีนชีทได้ 3 จาก 7 แมตช์, เปิดบอลจากปากประตูตนเองให้เพื่อนเล่นได้เข้าเป้าถึง 76 %

นอกจากนี้เจ้าตัวยังไม่มีข้อผิดพลาดชนิด “หน้าแตก” ให้ชาวโลกเห็นแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตามแม้จะอกหักรักคุดจากแชมป์ฟุตบอลโลก แต่ฟอร์มอันสุดโหดของเขาจึงทำให้เจ้าตัวคว้ารางวัล ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม (Adidas Golden Glove Award) ประจำศึกคราวนี้ไปเป็นของปลอบใจคนรัก ณ เบลเยี่ยม ได้สำเร็จ

“อนาคต” ของเขากับ เชลซี จะเป็นอย่างไร แม้คับที่จะอยู่ได้ แต่คับใจมันอยู่ยาก แฟนเชลซีคงต้องลุ้นกันหน่อยนะครับ…

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : ราฟาเอล วาราน (ฝรั่งเศส)

AP Photo/David Vincent

ลงทำหน้าที่ครบทุกแมตช์ตั้งแต่นัดเปิดสนามของทีม “ตราไก่” ยันนัดชิงชนะเลิศ และชายผู้นี้นี่แหละ ที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จของสโมสรเรอัล มาดริด และทีมชาติฝรั่งเศส มาตลอดหลายปีหลัง

ปราการหลังตัวสูงโปร่งรายนี้ นับว่าเป็นหินงอกหินย้อยที่คอยทำให้ผู้บุกรุกอีกฝ่ายต้องหวั่นเกรงอยู่เสมอ ด้วยสไตล์การเล่นที่เป็น “บอลสมอง” มีทั้งลูกล่อ ลูกชน ผสมกับความเร็ว จึงไม่น่าปฏิเสธได้เลยว่าการทำ 1 ประตู, ผ่านบอลสำเร็จ 87 %, สกัดบอลจากพื้นที่อันตรายที่มากถึง 21 ครั้ง รวมไปถึงอัตราการเข้าปะทะชนะ 100 % จะเกิดขึ้นไม่ได้

ในปัจจุบัน วาราน มีอายุเพียง 25 ปี สำหรับตำแหน่งกองหลัง เจ้าตัวยังสามารถเก็บชั่วโมงบินบนสังเวียนแข้งได้อีกมาก และเป็นที่แน่นอนว่าทั้งในรายการเมเจอร์ใหญ่อย่าง ยูโร 2020 และฟุตบอลโลก 2022 หากเขาไม่มีอาการบาดเจ็บ วาราน นี่แหละ ที่จะเป็นปราการด่านหินที่แข็งโป๊กมากขึ้นกว่าตอนนี้แน่นอน ซึ่งอาจแข็งโป๊กจนทำให้ ฝรั่งเศส ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก และยูโร ได้อีกสมัย เพราะว่า “เกมรับคือเกมรุกที่ดีที่สุด”

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (อังกฤษ)

AP Photo/Matthias Schrader

ไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า เหมือนปราการหลังตัวจริงของ อังกฤษ ในฟุตบอลโลกหนนี้อย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ และจอห์น สโตนส์ แต่ทว่าสิ่งที่เขามีคือฝีเท้าที่ฉกาจเกินที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต จะให้เจ้าตัวนั่งที่ซุ้มตัวสำรองข้างสนาม

แม็คไกวร์ ลงสนามให้ “สิงโตคำราม” ถึง 6 แมตช์ ตั้งแต่นัดแรกยันนัดชิงที่ 3 มีพลาดเพียงแมตช์เดียวที่ผู้จัดการทีมอย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต จงใจโรเตชั่นนักเตะในเกมที่ อังกฤษ พบกับ เบลเยี่ยม ในรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย โดยเกมนั้น เจ้าตัวต้องออกสตาร์ทอยู่ที่ม้านั่งข้างสนามก่อนจะถูกส่งลงมาแทน แกร์รี่ เคฮิลล์ ในช่วงครึ่งหลัง

ในทัวร์นาเม้นต์นี้นับว่า แม็กไกวร์ ระเบิดฟอร์มได้สุดยอดอย่างแท้จริง หลังทำ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ รวมไปถึงยังเลี้ยงหลบได้ถึง 62 %, สกัดบอลจากพื้นที่สีแดงของทีมได้ 4 หน ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด จึงตกเป็นข่าวยื่นข้อเสนอด้วยราคาที่มากถึง 50 ล้านปอนด์

ปลายทางต่อไปของเขาคงไม่มีใครรู้ว่าเจ้าตัวจะอยู่เป็นปราการหลังให้ทีมใดในฤดูกาลหน้า แต่เราคงรู้ได้ว่า ทีมทีมนั้น คงมีเกมรับที่แข็งขึ้นแน่ หลัง แม็กไกวร์ ได้เก็บเวลในฟุตบอลโลกหนนี้มาเต็มเปี่ยมด้วยการซิวอันดับ 4 กลับบ้านไปปลอบใจแฟนบอลเมืองผู้ดีได้สำเร็จ

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : ซามูเอล อุมติตี้ (ฝรั่งเศส)

AP Photo/Petr David Josek

อีกหนึ่งตัวแทนที่ บาร์เซโลน่า ส่งเข้าประกวด เขาวาดลวดลายบนพื้นหญ้าในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปมากกว่า 500 นาที แม้ลีลาจะเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่ต้องห้ามลืมว่า อุมติตี้ นี่แหละที่เป็นผู้โขกชัยพา ฝรั่งเศส เข้าชิง และยังเป็นกำลังสำคัญจนทำให้ทีมได้เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ชาติ “ตราไก่” ได้สำเร็จ

ในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว อุมติตี้ ฝากตัวเลขสุดน่าจดจำเอาไว้ด้วยการยิง 1 ประตู, เลี้ยงหลบคู่แข่ง 100 %, สกัดบอลจากพื้นที่สีแดงของทีมได้ถึง 9 ครั้ง พร้อมทำผลงานสุดสำคัญด้วยการคว้าแชมป์โลกกลับไปให้ครอบครัวได้ภูมิใจได้สำเร็จ

“กระดูกฟุตบอลที่มากขึ้น” ของเขา อาจส่งผลให้ต้นสังกัดปัจจุบันจากแคว้น ลา มาเซีย อย่าง บาร์เซโลน่า กลับมาคว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฤดูกาล 2014/2015 ก็เป็นได้

 

ปีกขวา : คีแรน ทริปเปียร์ (อังกฤษ)

AP Photo/Frank Augstein

ย้ายจาก เบิร์นลีย์ มาร่วมทัพ “ไก่เดือยทอง” เมื่อ 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งการย้ายทีมครั้งนั้นของเจ้าตัว คงจะพลิกชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของเขาไปตลอดกาล

ฟอร์มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากแบ็กขวาโนเนม แต่ปัจจุบันใครจะรู้ว่าเขานี่แหละคือผู้เหมาสัมปทานวิงแบ็กฝั่งขวาของทีมชาติอังกฤษ ซึ่งหมัดเด็ดของเจ้าตัวมีทั้งลูกฟรีคิก, การครอสจากริมเส้น รวมไปถึงการขึ้นสุดลงสุดดั่งสัตว์ป่าคลุ้มคลั่งที่แรงแทบจะไม่มีตกให้เห็น

เวิลด์ คัพ หนนี้ เขาทะลวงตะข่ายไป 1 ประตู พร้อมทำอีก 1 แอสซิสต์, เลี้ยงหลบคู่แข่งได้ถึง 5 ครั้ง หากเทียบบัญญัติไตรยางค์เป็นเปอร์เซ็นต์มันก็มากถึง 83 % อีกทั้งยังฝากความแข็งแกร่งให้โลกจดจำด้วยการเข้าปะทะชนะด้วยจำนวน 6 หน

ด้วยวัย 27 ปี กับตำแหน่งวิงแบ็กในนามทีมชาติ คงยังไม่มากเกินไปที่เขาจะไต่บัลลังก์ทำภารกิจพิชิตแชมป์ให้สำเร็จกับทัพ “สิงโตคำราม” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตน ในรายการ “ยูโร 2020” แฟนทีมชาติอังกฤษ คงต้องเอาใจช่วยกันอีกสักเฮือก…

 

ปีกซ้าย : เอแด็น อาซาร์ (เบลเยี่ยม)

AP Photo/Matthias Schrader

“เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” คีย์เวิร์ดสั้นๆ ที่คุณก็น่าจะรู้ว่าใครหากพูดถึงทีมชาติเบลเยี่ยม นักเตะที่ไม่ใช่แค่ฟอร์มดี แต่เขายังมีความหวังของมวลชนคน “เบลเจี้ยน” ที่ต้องแบกรับ แม้ครั้งนี้จะคว้าแชมป์ไม่ได้ แต่เขาก็สามารถประกาศศักดินา ด้วยการพา “ปีศาจ” ตัวนี้ คว้าเหรียญทองแดงห้อยคอกลับบ้านไปแบบหล่อๆ ได้สำเร็จ

กัปตันร่างเล็กรายนี้มอบของขวัญอันพิเศษที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้เอาไว้ด้วยการซัดถึง 3 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์ เดี๋ยวก่อนยังไม่พอ… เขายังโชว์ความเหนือด้วยการผ่านบอลสำเร็จไปถึง 219 ครั้ง ส่วนเกมรับ อาซาร์ ยังขยันแถมดันมีประสิทธิภาพ หลังเจ้าตัวชนคู่แข่งสำเร็จ 4 ครั้ง หากนับเป็นเปอร์เซ็นต์ก็สิริรวมแล้วได้ 100 % พอดิบพอดี

แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือการที่เขายังคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยม อันดับ 2 (Adidas Silver Ball Award) ไปเป็นขวัญ และกำลังใจในการกรุยทางหาแชมป์กับสโมสรในซีซั่นหน้าต่อไป

ผลงานที่ชายคนนี้ฝากเอาไว้คงกินใจแฟนๆ เบลเยี่ยม ทุกคนหากได้ติดตามการวาดลวดลายของเขาในสนามทั้ง 6 นัดใน เวิลด์ คัพ ฉบับ รัสเซีย หนนี้ และผมยังเชื่อว่า อาซาร์ คงจะเป็นที่รักของพวกคุณไปอีกนาน

 

มิดฟิลด์ตัวกลาง : ลูก้า โมดริช (โครเอเชีย)

AP Photo/Petr David Josek

ปฏิเสธไม่ลงเลยว่า ตำแหน่ง นักเตะยอดเยี่ยม (Adidas Golden Ball Award) ประจำทัวร์นาเม้นต์นี้ มันคงเหมาะสมกับ “โมดริช” ที่สุดแล้ว

กัปตันตัวเล็กแต่ใจโคตรใหญ่รายนี้ พิสูจน์ฝีเท้าในฟุตบอลโลก 2018 ให้ชาวโลกต้องพยักหน้ายอมรับตามๆ กันว่า “ไอ้หมอนี่มันมีของ” ด้วยการฝากสถิติยิงประตูไว้ 2 เม็ด โดยหนึ่งในเม็ดนั้น มีการยิงสุดสวยจากแมตช์ที่ โครเอเชีย ปะทะกับ อาร์เจนติน่า เอาไว้ด้วย หากใครจำกันไม่ได้สามารถไปย้อนดูไฮไลท์คู่ดังกล่าวได้ ที่นี่

การวิ่งขึ้นสุดลงสุดของเจ้าตัว ผสมความเป็นผู้นำ คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เขาเป็นนักเตะจากยุโรปตะวันออกคนแรกที่คว้ารางวัล “นักเตะยอดเยี่ยม” (Adidas Golden Ball Award) และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเหล็กแห่งโครเอเชีย” คงจะเป็นใครไม่ได้หากไม่ใช่ ลูก้า โมดริช

แม้จะต้องพลาดแชมป์โลกทุกครั้ง (2006, 2014, 2018) แต่ผมเชื่อว่าหาก โมดริช และทัพ “ตาหมากรุก” ยังรักษาสภาพตัวเองให้เล่นฟุตบอลในระดับสูงได้อีกสักระยะ ฟุตบอลยูโร อีก 2 ปีข้างหน้า พวกเขาอาจเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ได้อีกคราอย่างแน่นอน

 

มิดฟิลด์ตัวกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ฝรั่งเศส)

AP Photo/Matthias Schrader

เชื่อว่าทุกคนต้องรนราน เมื่อยามต้องเผชิญกับ ก็องเต้ “DMC” ที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลกคนหนึ่งในรอบ 1 ทศวรรษ เจ้าตัวนับเป็นแข้งอีกรายที่ใช้ผลงานพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริง หากเทียบกับนักมวย ก็คงเป็นนักมวย “เชิงรับ” ที่มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมคนหนึ่ง

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ น่าจะเป็นการ “เปิดซิง” ฝันในอุดมคติของ ก็องเต้ ในการเล่นฟุตบอลโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลังเจ้าตัวฝากสถิติเกมรับสุดน่าทึ่งด้วยการสกัดจากพื้นที่สีแดงของทีมได้ถึง 8 ครั้ง, เป็นหอกข้างแคร่ทั้งแหย่ทั้งชนคู่แข่งสำเร็จถึง 20 หน พร้อมจ่ายบอลสำเร็จไปอีก 88 %

แม้ ฝรั่งเศส จะมี เอ็มบัปเป้, กรีซมันน์ รวมไปถึง ชิรูด์ ในเกมรุก แต่เชื่อเหลือเกินว่าถ้าทัพ “ตราไก่” ไร้ ก็องเต้ ในเกมรับ พวก เขาอาจโดนเทกระจาดถ้วยแชมป์ไปแล้วก็เป็นได้

 

มิดฟิลด์ตัวกลาง : ปอล ป็อกบา (ฝรั่งเศส)

AP Photo/Natacha Pisarenko

เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักกับฟอร์มการเล่นในระดับสโมสรเมื่อฤดูกาลที่ผ่าน แต่เขาแสดงให้เห็นแล้วว่า “หัวเราะทีหลังดังกว่า” มันเป็นยังไง

ใน ฟุตบอลโลก 2018 นักเตะที่ถูกจับตามากที่สุดคนหนึ่งคงหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา เนื่องจากด้วยลีลา, ท่าทาง และทรงผม ที่สุดจะล่อบาทาคู่แข่ง รวมไปถึงสื่อมวลชน ที่พร้อมจะเล่นงานเขาทั้งใน และนอกสนาม แต่ทว่าการเล่นงานนั้นมันดันเกิดขึ้นไม่ได้เลย เนื่องจากการจัดการฟอร์มของ ป็อกบา ที่แสนจะเพอร์เฟ็ค แม้จะยิงไม่ได้ แต่เขาก็จ่ายลูก “คิลเลอร์พาส” และ “คีย์พาส” ให้เพื่อนหลุดไปส่องประตูถึง 9 หน, ยิงได้ 1 ประตู ซึ่งเป็นสกอร์เดียวของเจ้าตัวที่ดันมาทำได้ในนัดชิงชนะเลิศ, ปะทะคู่แข่งชนะได้ 85 %, จ่ายบอลสำเร็จถึง 247 ครั้ง, พร้อมลงไปช่วยเกมรับด้วยการสกัดขัดขวางฝ่ายตรงข้ามไป 6 คราว

ฟอร์มสุดโหดของ ป็อกปา ในศึกครั้งนี้ น่าจะยังไม่ใช่ครั้งแรก และครั้งสุดท้ายที่จะทำให้ ฝรั่งเศส ซิวแชมป์ เชื่อเหลือเกินว่า ยูโร 2020 และ ฟุตบอลโลก 2022 ฝรั่งเศส ที่มี ป็อกบา คนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วย คุณวุฒิ และวัยวุฒิที่มากขึ้น คงจะทำให้เกมแดนกลางของ ฝรั่งเศส โหดมากขึ้นอีกเป็นแน่

 

กองหน้า : คีเลียน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส)

AP Photo/Martin Meissner

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม (FIFA Young Player Award) คงยกให้ใครไม่ได้หากไม่ใช่ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่ควรเขมือบรางวัลนี้ไปแบบเต็มๆ จากผลงานการสอนบอลรุ่นพี่ร่วมอาชีพที่สุดเกรี้ยวกราดเกินวัย

19 ปีเศษกับการเสกมนต์จนเป็นจิ้กซอว์ชิ้นสำคัญที่ ฝรั่งเศส รอเติมเต็มส่วนที่ขาดหายมานานตั้งแต่หมดยุคทองของ เธียร์รี่ อองรี ตำนานแห่ง อาร์เซน่อล ด้วยการยิงถึง 4 ประตู, ส่งบอลสำเร็จมากถึง 117 ครั้ง

นอกจากนี้เกมรุกที่สุดยอดก็ดันรายล้อมไปด้วยเกมรับที่ไม่เป็นรองใครเช่นกัน หลังเจ้าตัวกระแทกไหล่ต่อไหล่เอาชนะคู่แข่งได้ทุกครั้งในฟุตบอลโลกหนนี้จากโอกาสทั้งหมด 6 ครา พร้อมพา “ตราไก่” ชูถ้วยตราบอลโลกได้สำเร็จ

อายุการใช้งานหากเปรียบดั่งหลอดไฟ เขาก็ยังสว่างแจ่มใส ที่พร้อมใช้งานให้กองหลังอีกฝ่ายต้องรนรานทุกคราวที่เจอ…

 

กองหน้าตัวต่ำ : อองตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส)

AP Photo/Matthias Schrader

ติดทีมชาติหนแรกปี 2014 ที่พ่วงมาด้วยภารกิจพิชิตแชมป์บอลโลกที่ประเทศบราซิล แม้จะไม่สำเร็จ แต่ถัดจากนั้น “ยุคมืด” ของฝรั่งเศส มันค่อยๆ กลายหายไปเป็น “ยุคดรีมทีม” ที่มี กรีซมันน์ เป็นนักเตะคนสำคัญในการกอบกู้เอกราชทางฟุตบอลให้กลับมาดีแบบไร้รอยต่อดังเดิม
ในวัย 27 ปี ของ กรีซมันน์ กับทีมชาติฝรั่งเศส เจ้าตัวยกระดับฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างก้าวกระโดด

หากนับตั้งแต่การติดทีมชาติหนแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มนต์สะกดบนพื้นหญ้าที่มาพร้อมกับกระดูกที่โตขึ้นในการจบสกอร์, การถวายพานให้เพื่อนยิง และอีกมากมายที่มันล้วนเบลนด์อยู่ในสายเลือดการเป็นนักฟุตบอลของเขาได้อย่างลงตัว

ในทัวร์นาเม้นต์นี้ “กริซู” จัดการเหมาคนเดียว 4 ประตู, ส่งบอลให้เพื่อนสะเด่าเข้าไปยิงอีก 2 ครั้ง รวมไปถึงยังเข้าปะทะเอาชนะคู่แข่งตลอดการแข่งขันได้ถึง 8 ครั้ง ซึ่งนับเป็นกว่า 80 % แม้ว่าจะเป็นตัวรุกที่คอยล่าท้าหาประตูก็ตาม และที่ขาดไม่ได้ ผลงานระดับมาสเตอร์พีชของเขาในรายการนี้คือการคว้าแชมป์โลกให้ฝรั่งเศสได้สำเร็จเป็นหนที่ 2 ในประวัติศาสตร์หลังพวกเขาเคยทำได้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เชื่อเหลือเกินว่านี่ยังไม่เลย “จุดพีค” ของ กรีซมันน์ ซึ่งอีก 2 ปี ข้างหน้า เขาอาจสามารถทะยานความเก่งกาจไปทดแทนเป็นดาวค้างฟ้าดวงใหม่แห่งยุโรปต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในศึกยูโร 2020 ได้สำเร็จก็เป็นได้

หวังเห็นนักฟุตบอลต่างชาติให้โลดแล่นในฟุตบอลโลกมามากแล้ว มาคราวนี้ หากไม่มากเกินไป ผมก็หวังเห็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย ไปโลดแล่นในฟุตบอลโลกให้สำเร็จภายในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ

“PUP Tuntat”

 

โปรแกรมการแข่งขัน พร้อมช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2018

ดูฟุตบอลโลก 2018 ย้อนหลัง เต็มแมตช์  สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าทรู

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports

ยอดนิยมในตอนนี้