นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 365 วัน มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้อย่าง ฟุตบอลโลก ก็จะถืออุบัติขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ด้วยการเตรียมการที่เจ้าภาพพูดได้เต็มปากว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

 

ฟุตบอลโลก

 

(FIFA Ranking Update : 16 October 2017)

[อัพเดตล่าสุด 16.11.2017]

 

วันนี้เราจะมาดูกันว่า ผ่านมาถึงตรงนี้ มีทัพลูกหนังชาติใดกันบ้างที่สามารถกรุยทางผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในช่วงกลางปีหน้าได้ ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลย !!!

 

 

1. รัสเซีย (เจ้าภาพ : อันดับ 65 ของโลก)

“หมีขาว” รัสเซียได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้ รัสเซีย เคยผ่านการจัดงานยักษ์อย่าง โอลิมปิกฤดูร้อน ในปี 1980 ที่กรุงมอสโก รวมถึงโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ณ เมืองโซชิ

 

ฟุตบอลโลก

 

ผลงานที่ดีที่สุดของทัพ “หมีขาว” ในเวิลด์คัพ เห็นทีจะต้องย้อนไปไกลถึงปี 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในครั้งนั้น รัสเซีย ลงเล่นในนาม สหภาพโซเวียต ก่อนที่พวกเขาจะสามารถคว้าอันดับ 4 มาครอบ จากความเหนียบหนึบของ เลฟ ยาชิน นายทวารที่ว่ากันว่าดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่โลกเคยมีมา

 

ฟุตบอลโลก

 

แม้ฟอร์มของ รัสเซีย อาจจะดูไม่เปรี้ยงปร้างสมราคาเจ้าภาพเท่าที่ควรในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าพอถึงเวลาจริงๆ ด้วยเสียงเชียร์จากแฟนบอล และสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ น่าจะเป็นอาวุธชั้นดีที่ทำให้พวกเขาเร่งฟอร์มได้ทันเวลาในเวิลด์คัพ 2018

***********

 

 

2. บราซิล (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 2 ของโลก)

นี่คือชาติที่ว่ากันว่าเล่นฟุตบอลได้เก่งที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ชื่อของ บราซิล ยังคงขายได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังคงเป็นเจ้าของสถิติทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรายการนี้ด้วยการคว้าแชมป์มาครองถึง 5 สมัย (1958, 1962, 1970, 1994 และ 2002)

 

ฟุตบอลโลก

 

บราซิลชุดนี้นำทัพโดยนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนล่าสุดอย่าง เนย์มาร์ เมื่อผนึกกำลังกับสตาร์อย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เปาลินโญ่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ กาเบรียล เชซุส เชื่อว่า แข้งแซมบ้าชุดนี้พร้อมแล้วที่จะลบฝันร้ายที่สังเวียน มิเนยเรา ใน เบโล ฮอริซอนเต้ เมื่อครั้งที่พวกเขาพ่ายต่อ เยอรมัน ไปแบบช็อคแฟนบอลทั้งโลกด้วยสกอร์ 1-7

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ ทัพ “เซเลเซา” ถือเป็นชาติเดียวในผืนพิภพที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครบทุกครั้ง มากกว่าทีมระดับแถวหน้าของโลกอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน หรือ “อัซซูรี่” อิตาลี หรือแม้กระทั่งชาติที่อ้างว่าเป็นต้นตำรับฟุตบอลอย่าง อังกฤษ

***********

 

 

3. อิหร่าน (โซนเอเชีย : อันดับ 34 ของโลก)

ทัพ “นักรบแห่งเปอร์เซีย” ผงาดขึ้นมาตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้เป็นทีมที่สามของโลก (รวมเจ้าภาพ) หลังจากเก็บไปถึง 22 คะแนนจาก 10 นัด พร้อมกับรักษาสถิติไร้พ่ายในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกุนซือชาวโปรตุกีสอย่าง คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

ฟุตบอลโลก

 

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 4 ครั้งที่ผ่านมาของ อิหร่าน อาจจะดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จ หลังพวกเขาจอดป้ายที่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น และพ่ายไปถึง 8 จาก 12 เกมด้วยกัน โดยชัยชนะครั้งเดียวของพวกเขาในเวิลด์คัพนั้นต้องย้อนกลับไปถึงปี 1998 ซึ่ง อิหร่าน เอาชนะคู่ปรับทางการเมืองอย่าง สหรัฐอเมริกา ไป 2-1

 

ฟุตบอลโลก

 

อิหร่าน ชุดนี้อาจจะไม่มีสตาร์ชูโรงเหมือนดั่งเช่นในอดีตที่พวกเขามี อาลี ดาอี, โคดาดัด อาซิซี่ และคาริม บาเกรี่ แต่สิ่งที่ เคยรอซ ได้เนรมิตให้กับทีมชุดนี้นั่นก็คือ “ทีมเวิร์ค” ที่พร้อมจะเล่นงานทุกทีมที่ประมาทพวกเขาที่ รัสเซีย

***********

 

 

4. ญี่ปุ่น (โซนเอเชีย : อันดับ 44 ของโลก)

หากคุณคิดตัวตัวเองคือ “ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง” ทีมชาติญี่ปุ่นเองก็คงไม่หนีคำว่า “ตัวจริงฟุตบอลโลก” เช่นกัน เพราะนี่ถือเป็นการผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 6 สมัยติดต่อกันเข้าไปแล้วสำหรับทัพ “ซามูไร บลู” อีกหนึ่งมหาอำนาจลูกหนังของเอเชีย หลังจากพวกเขาตอกย้ำความแกร่งทั่วแผ่นด้วยนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในแผ่นดินยุโรปเป็นส่วนใหญ่

 

ฟุตบอลโลก

 

บวกกับมันสมองของกุนซือจอมเก๋าอย่าง วาฮิด ฮาลิฮอดซิช ที่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้แข้งจากแดนปลาดิบชุดนี้ดูกลมกล่อมมากกว่าชุดที่ทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ซะอีก

 

ฟุตบอลโลก

 

การผสมผสานกันของเหล่าบรรดานักเตะจอมเก๋าทั้ง มาโกโตะ ฮาเซเบะ, เคซึเกะ ฮอนดะ, ยูโตะ นากาโตโมะ, มายะ โยชิดะ และชินจิ โอกาซากิ บวกกับคลื่นลูกใหม่ทั้ง ยูยะ โอซาโกะ, งากุ ชิบาซากิ และทาคุมะ อะซาโนะ น่าจะทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ที่ รัสเซีย 2018 ได้เหมือนกัน

***********

 

 

5. เม็กซิโก (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 16 ของโลก)

อีกหนึ่งขาประจำจากโซนคอนคาเคฟอย่าง “จังโก้” เม็กซิโก ที่พกดีกรีอดีตเจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสองสมัย (1970, 1986) และในครั้งนี้ พวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และสูงกว่าเพื่อนร่วมโซนด้วยกัน หลังผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 16 จากจำนวนฟุตบอลโลกทั้งหมด 21 ครั้ง

 

ฟุตบอลโลก

 

ฮวน คาร์ลอส ออโซริโอ กุนซือใหญ่ชาวโคลอมเบีย ยังคงยึดผู้เล่นที่ค้าแข้งในประเทศ บวกกับนักเตะฝีเท้าดีที่ต่างเล่นกันกระจัดกระจากทั่งยุโรปนำโดย “เจ้าถั่วน้อย” ฮาเวียร์ “ชิชาริโต้ เอร์นานเดซ” เจ้าของสถิติดาวยิงสุดสุดตลอดกาลของทัพ “จังโก้”, อันเดรส กัวดราโด้ กัปตันทีมชุดนี้ รวมถึงสองพี่น้องนรกแตกอย่าง จิโอวานนี่ -โจนาธาน ดอส ซานโต๊ส และนาวทวารจอบหนึบอย่าง กิเยร์โม่ โอชัว

 

ฟุตบอลโลก

 

เป็นที่น่าทึ่งว่า เม็กซิโก นั้นไม่เคยหลุดจากฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยนับตั้งแต่ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา โดยผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือ การทะลุเข้าไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล ในสองครั้งที่พวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพนั่นเอง (1970, 1986)

***********

 

 

6. เบลเยี่ยม (โซนยุโรป : อันดับ 5 ของโลก)

ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมากที่สุดทีมหนึ่งในโลก แต่ทว่า ทัพ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ก็ยังไม่สามารถหยิบชิ้นความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังจากล้มเหลวในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา

 

ฟุตบอลโลก

 

แต่ทว่า โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ได้ปลุกผีตัวนี้ขึ้นมาใหม่ หลังระเบิดฟอร์มโหดในรอบคัดเลือกครั้งนี้ ด้วยการไล่ถลุงคู่แข่งไปถึง 35 ประตู จาก 8 นัด แถมยังเหลือโปรแกรมนัดสุดท้ายกับ ไซปรัส พร้อมกับยังรักษาสถิติไม่แพ้ใคร พร้อมกับเสียไปแค่ 3 ลูก ทำให้เชื่อว่านี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เบลเยี่ยม สามารถโฟกัสเป้าหมายในรอบสุดท้ายได้อย่างเต็มที่

 

ฟุตบอลโลก

 

โรเมลู ลูกากู, เอแด็น อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์, รัดย่า นาอิงโกลัน, ยานนิก การ์ราสโก้, ติโบต์ กูร์กตัวส์, แยน แฟร์ทองเก้น, มารูยาน เฟลไลนี่ ฯลฯ แค่นี้ก็น่าจะเห็นแล้วว่า เบลเยี่ยม นั้นพร้อมแค่ไหนกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในกลางปีหน้า

***********

 

7. เกาหลีใต้ (โซนเอเชีย : อันดับ 62 ของโลก)

ขออนุญาตปรบมือดังๆ ให้กับทัพ “โสมขาว” เกาหลีใต้ ดังๆ อีกครั้ง ที่ยังคงจองพื้นที่ในโซนเอเชียไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หลังกลายร่างมาเป็นกระดูกชิ้นโตตั้งแต่ปี 1986 ที่เม็กซิโก หากนับที่รัสเซียด้วย นี่ก็ปาเข้าไป 9 สมัยติดต่อกันที่ เกาหลีใต้ ได้มาอวดฝีเท้าในเวิลด์คัพอย่างต่อเนื่อง

 

ฟุตบอลโลก

 

เกาหลีใต้ ชุดนี้นำโดย ชิน แท ยอง ผู้ได้รับการยกย่องจาก จอห์น เดอร์เดน กูรูลูกหนังชื่อดังว่าให้เป็น “มูรินโญ่แห่งเอเชีย” หลังจากกุมบังเหียนทัพ “โสมขาว” ชุด U23  รวมถึงพาสโมสรซองนัม อิลวา ผงาดคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2010 มาครองได้สำเร็จ

 

ฟุตบอลโลก

 

ซอง เฮือง มิน, คู จา โชล, พาร์ค จู โฮม, กี ซุง ยอง และหัวหอกจอมเก๋าวัย 38 ปีอย่าง อี ดอง กุ๊ก น่าจะเป็นส่วนผสมหลักที่ ชิน แท ยอง เลือกใช้ในฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ต้องดูว่านักเตะพลังโสมชุดนี้จะสามารถกลับไปสร้างประวัติศาสตร์เหมือนกับที่รุ่นพี่ของพวกเขาทำเอาไว้ในปี 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพได้หรือไม่ หลังจากในครั้งนั้น เกาหลีใต้ ไปไกลถึงการคว้าอันดับ 4 มาครองท่ามกลางคำครหาจากแฟนบอลทั้งโลก

***********

 

 

8. ซาอุดิอาระเบีย (โซนเอเชีย : อันดับ 63 ของโลก)

ชัยชนะเหนือ ญี่ปุ่น ในรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายที่ เจดดาห์ นั้นเพียงพอที่จะทำให้แข้ง “สิงห์ทะเลทราย” ซาอุดิอาระเบีย การันตีพื้นที่ใน รัสเซีย 2018 ได้สำเร็จ หลังจากหายหน้าหายตาไปถึง 2 ครั้ง (2010, 2014)

 

ฟุตบอลโลก

 

และในวันนี้ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ได้ปลุกชีพ ซาอุดิอาระเบีย ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยนักเตะมากประสบการณ์อย่าง โอซามะ ฮอว์ซาวี, ไทเซอร์ อัล จัสซิม รวมถึงศูนย์หน้าระดับพระกาฬของเอเชียอย่าง โมฮัมหมัด อัล-ซะห์ลาวี ที่ช่วยให้ทีมฝ่าด่านอรหันต์ทั้ง ญี่ปุ่น, อิรัก, ออสเตรเลีย, สหรัฐ อาหรับ เอมิเรสต์ รวมถึงทีมชาติไทยมาได้

 

ฟุตบอลโลก

 

การเลือกใช้นักเตะที่ค้าแข้งภายในประเทศทั้งหมดของ ซาอุดิอาระเบีย น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบในเรื่องของรูปแบบการเล่นที่กลมกลืนกันทั้งทีม แต่ทว่าประสบการณ์ในเวทีระดับโลกนั้นถือเป็นข้อเสียเปรียบที่ “สิงห์ทะเลทราย” เองนั้นต้องตระหนัก แตะเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้ถูกถล่มยับเหมือนดั่งเช่นปี 2002 ที่พวกเขาพ่าย เยอรมัน รองแชมป์โลกในครั้งนั้นไปถึง 8-0 ที่ซัปโปโร โดม

***********

 

 

9. เยอรมัน (โซนยุโรป : อันดับ 1 ของโลก)

ดูเหมือนว่าการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายของทีม “อินทรีเหล็ก” ดูจะชิลๆ ไปแบบตามความคาดหมาย โดยขุนพลชุดนี้เก็บชัยชนะ 10 นัดรวดไปอย่างสบายๆ พร้อมกับโชว์ความสมดุลในเกมรุก และรับให้โลกเห็นด้วยการยิงไปทั้งสิ้น 43 ประตู และเสียเพียงแค่ 4 ประตู เท่านั้น

 

ฟุตบอลโลก

 

 

ด้วยมาตรฐานการเล่นที่ยังสูงติดลมบน ทำให้อันดับฟีฟ่าแรงกิ้งของแชมป์โลกสี่สมัยทีมนี้พุ่งกลับขึ้นไปนำเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง ด้วยพลังแข้งวัยหนุ่มที่พบว่า อายุเฉลี่ยของแข้ง” อินทรีเหล็ก” ชุดนี้อยู่ที่เพียง 25 ปีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบว่า นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ สเปน ในปี 1982 เยอรมัน สามารถผ่านเข้าไปอวดฝีเท้าในรอบชิงชนะเลิศได้ถึง 5 ครั้งด้วยกัน โดยที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนมาเป็นโทรฟี่ “จูลส์ ริเม่ต์” เพิ่มได้อีก 2 ครั้ง  อีกทั้งยังสามารถกรุยทางเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้อีก 7 หน นั่นแสดงให้เห็นว่าในโลกของฟุตบอล เยอรมัน ก็ยังคงเป็น เยอรมัน อยู่วันยังค่ำ

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ ถือเป็นการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 17 ติดต่อกันของแชมป์โลก 4 สมัย นับตั้งแต่ปี 1954 ที่ สวิตเซอร์แลนด์ และถือเป็นครั้งที่ 19 จากฟุตบอลโลก 21 ครั้ง (รัสเซีย 2018 = ฟุตบอลโลกครั้งที่ 21) ต้องมาดูกันว่า การกุมบังเหียนให้กับชาติบ้านเกิดเป็นครั้งสุดท้ายของ โยอาคิม เลิฟ นั้นจะสามารถนำทัพ “อินทรีเหล็ก” ป้องกันแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเมืองเบียร์หรือไม่

***********

 

 

10. อังกฤษ (โซนยุโรป : อันดับ 12 ของโลก)

ขุนพล “สิงโตคำราม” ตีตั๋วผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ไปได้เรียบร้อย ด้วยการจบอันดับ 1 ของกลุ่ม F เก็บชัยชนะไป 8 จาก 10 นัด โดยอีก 2 นัดเป็นการเสมอ พร้อมกับย้ำสถิติไม่แพ้ใครในรอบคัดเลือกหนนี้

 

ฟุตบอลโลก

 

 

ถือเป็นความโชคดีของ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือวัย 47 ปี ที่ในรอบนี้เจอคู่แข่งที่ไม่หนักจนเกินไป โดยผู้เล่นในชุดนี้ ส่วนมากเป็นผู้เล่นที่มากจาก 6 ทีมระดับท็อปในพรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่าดาวเตะตัวความหวังของทัพ “สิงโตคำราม” ที่จะไปลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็คงจะหนีไม่พ้น แฮร์รี่ เคน หัวหอกกัปตันทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในทีมชาติ และสโมสร

แม้ว่าอดีตแชมป์โลก 1 สมัย (1966) ทีมนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นอีกหนึ่งทีมที่ค่อยๆ ลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยปัจจัยอะไรก็ไม่ทราบที่เรามักจะเห็นทีมชาติอังกฤษตกม้าตายในทัวร์นาเม้นต์สำคัญๆ ทั้งในฟุตบอลยูโร และฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเสมอ

 

ฟุตบอลโลก

 

ไม่มีใครปฏิเสธว่าพรีเมียร์ลีกคือหนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ที่คอยเติมเขี้ยบเล็บให้กับนักเตะอังกฤษเอง แต่หากขุนพล “ทรี ไลออนส์” ยังหวังที่จะประสบความสำเร็จในเวิลด์ คัพ 2018 ที่รัสเซีย เห็นทีพวกเขาคงจะต้องเพิ่มความเคี่ยวในเรื่องของแทคติก บวกกับสภาพจิตใจที่ต้องดุดันให้สมกับฉายา “สิงโตคำราม” มากกว่านี้ เหมือนดั่งที่ เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ พาทีมผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองเมื่อ 51 ปีที่แล้ว

***********

 

 

11. สเปน (โซนยุโรป : อันดับ 8 ของโลก)

สเปน ถือเป็นอีกหนึ่งชาติมหาอำนาจลูกหนังที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับชาติมากที่สุดชาติหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ไล่มาตั้งแต่ผลงานการคว้าแชมป์ยุโรสองสมัยติดในปี 2008, 2012 คั่นด้วยการคว้าโทรฟี่ “จูลส์ ริเม่ต์” มาครองได้ในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ด้วยการหักด่านเอาชนะ “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ในนัดชิงชนะเลิศ จากประตูชัยของ อันเดรส อิเนียสต้า

 

ฟุตบอลโลก

 

การต่อบอลอันแม่นยำ แนวรับอันแข็งแกร่งดุจภูผา บวกกับการขึ้นเกมรุกที่หลากหลายดูเพลินตา ยังถือเป็นเสน่ห์ที่แฟนบอลทั้งโลกยังคงปันใจให้กับทัพ “ลา โรฆา” เสมอ

นักเตะตัวหลักหลายๆ คนในทีมชุดนี้ ยังคงเป็นชุดที่นำทัพ “กระทิงดุ” กวาดความสำเร็จเป็นว่าเล่นในสิบปีหลัง นำโดย เซร์คิโอ รามอส, อันเดรส อิเนียสต้า, เคราร์ด ปิเก้, เซร์คิโอ บุสเก็ตต์ บวกตัวนักเตะแถวหน้าของทวีปอย่าง ดาบิด เด เกอา, อิสโก้, ฆอร์ดี้ อัลบ้า, ติอาโก้ อัลคันทาร่า และหัวหอกฟอร์มแรงอย่าง อัลบาโร่ โมราต้า เชื่อว่าทีมชุดนี้ยังคงแข็งแกร่งภายใต้การนำของ ฆูเลน โลเปเตกี

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ ทีมชาติสเปนสามารถผ่านเข้าไปอวดฝีเท้าได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 15 จากทั้งหมด 21 ครั้ง (รัสเซีย 2018 = ฟุตบอลโลกครั้งที่ 21) และถือเป็นการตีตั๋วเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มเวิลด์คัพเป็นสมัยที่ 11 ติดต่อกันอีกด้วยนับตั้งแต่ปี 1978

***********

 

 

12. ไนจีเรีย (โซนแอฟริกา : อันดับ 41 ของโลก)

แม้ว่าทัพ “อินทรีมรกต” จะไม่เคยผงาดไปไกลถึงการเป็นแชมป์โลก แต่ทว่าแฟนบอลบ้านเราต่างก็คุ้นหูกับแข้งในตำนานอย่าง เอ็นวานโก้ คานู, เจย์ เจย์ โอโคชา, วิคเตอร์ อิ๊กเปป้า, ดาเนียล อาโมคาชี่, ตาริโบ เวสต์ หรือแม้กระทั่งนักเตะสปีด 9 อย่าง ทิยานี่ บาบันกิด้า เป็นอย่างดี ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ไนจีเรีย ไม่เคยขาดแข้งฝีเท้าดี และที่สำคัญ นับตั้งแต่การผ่านเข้าไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกาในปี 1994 ไนจีเรีย พลาดการตีตั๋วเวิลด์คัพเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในปี 2006 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ

 

ฟุตบอลโลก

 

เหรียญทองโอลิมปิกที่ แอตแลนต้า ในปี 1996 ถือเป็นภาพเหตุการณ์ที่ยังคงตราตรึงใจแฟนบอลทั้งโลก จากการที่พวกเขาดับเครื่องชนมหาอำนาจลูกหนังโลกอย่าง “แซมบ้า” บราซิล ที่เพิ่งจะคว้าแชมป์โลกในปี 1994 มาพร้อมกับนักเตะอย่าง โรนัลโด้, ริวัลโด้, เบเบโต้ และโรแบร์โต้ คาร์ลอส ก่อนจะปราบ “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ที่พกสตาร์มาเต็มทีมอย่าง เอร์นาน เครสโป, อาเรียล ออร์เตก้า, ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ, โรแบร์โต้ อยาล่า, เคลาดิโอ โลเปซ และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

อเล็กซ์ อิโวบี้ม จอห์น โอบี มิเกล, อาเหม็ด มูซ่า, วิคเตอร์ โมเซส และเคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของทัพ “อินทรีมรกต” ชุดนี้ ต้องมาดูกันว่าการตีตั๋วเข้าไปถึงรอบสุดท้ายที่รัสเซียของ ไนจีเรีย สายเลือดใหม่ในครั้งนี้ จะสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำได้ในโอลิมปิก 1994 ที่แอตแลนต้ารึเปล่า

***********

 

 

13. คอสตาริกา (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 22 ของโลก)

ผลงานการผ่านเข้าไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว (บราซิล 2014) ยังคงเป็นอีกหนึ่งเทพนิยายลูกหนังที่รังสรรค์ขึ้นโดยแข้ง “กล้วยหอม” คอสตาริกา โดยเฉพาะฟอร์มการเซฟของ เคย์เลอร์ นาบาส จนทำให้เจ้าตัวได้ย้ายไปเฝ้าเสาให้กับ เรอัล มาดริด และยังคงเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชุดนี้

 

ฟุตบอลโลก

 

จุดเด่นของ คอสตาริกา ชุดนี้ก็คือ เกมรับที่เหนียวแน่น อีกทั้งเกมโต้กลับของพวกเขาก็ยังคงแผลงฤทธิ์ได้อย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ยอดทีมจากโซนคอนคาเคฟทีมนี้การันตีตั๋วสู่ รัสเซีย 2018 ด้วยผลงานที่เหนือกว่ายักษ์ใหญ่ในโซนอย่าง สหรัฐอเมริกา อย่างแน่นอน ย่อมแสดงให้เห็นว่าแข้ง “กล้วยหอม” มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยตลอดสองขวบปีที่ผ่านมา

 

ฟุตบอลโลก

 

ไบรอัน รุยซ์ ยังคงเป็นความหวังสูงสุดในแดนหน้า ด้วยประสบการณ์ที่สุกงอมจากการเคยผ่านการค้าแข้งกับหลายทีมทั้ง ฟูแล่ม, พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และสปอร์ติ้ง ลิสบอน บวกกับแข้งฝีเท้าดีอย่าง เซลโซ่ บอร์เกส, คริสเตียน แกมบัว, ไบรอัน โอเบียโด้ รวมถึง อาเรียล โรดริเกซ หัวหอกตัวเก่งของ “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี เชื่อว่า คอสตาริกา เองน่าจะตั้งเป้าไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายให้ได้เป็นอย่างน้อย

***********

 

 

14. โปแลนด์ (โซนยุโรป : อันดับ 6 ของโลก)

นี่ถือเป็นคัมแบ็คกลับสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีของขุนพล “โปลสก้า” นับตั้งแต่ที่พวกผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ เยอรมัน ในปี 2006 ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาพลาดท่าร่วงตกรอบแรกไปอย่างเจ็บปวด

 

ฟุตบอลโลก

 

แต่การกลับมาของ โปแลนด์ ในหนนี้เรียกได้ว่าแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฟอร์มการถล่มประตูของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในรอบคัดเลือกกว่า 16 ประตู ถือเป็นอาวุธหนักที่แนวรับของแต่ละชาติใน รัสเซีย 2018 ต้องระมัดระวังกันไว้ให้ดี

นอกจาก “เลวาน” แล้ว นักเตะรายอื่นๆ ในทีมชุดนี้ล้วนแต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ในเวทียุโรปกับทีมยักษ์ใหญ่ อาทิ “คูบ้า” ยาคุบ บลาสซีคอฟสกี้, ลูคัส พิซเช็ค, วอยเซียค เชสนี่ และ คามิล กลิค ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่สร้างความได้เปรียบให้กับ โปแลนด์ ไม่น้อยในยามที่ต้องเผชิญกับการลงเล่นที่เต็มไปด้วยความกดดันในฟุตบอลโลก

 

ฟุตบอลโลก

 

การคว้าอันดับสามในเวิลด์คัพ รอบสุดท้ายถึงสองครั้ง (1974, 1982) น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่แข้งชุดนี้หมายมั่นปั้นมือที่จะกลับไปให้ถึงอีกครั้งให้ได้ ไม่แน่ว่าฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ที่เล่นกันเพียง 7 นัด บวกกับฟอร์มของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็อาจจะทำให้ โปแลนด์ ไปได้ไกลกว่าที่เราคิดก็เป็นได้

***********

 

 

15. อียิปต์ (โซนแอฟริกา : อันดับ 30 ของโลก)

สิ้นสุดการรอคอยกว่า 28 ปี หรือนับตั้งแต่ อิตาเลีย 90 ที่ทีมชาติอียิปต์ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งล่าสุด ต้องขอบคุณ เอคเตอร์ คูเปร์ อดีตกุนซือของ บาเลนเซีย และอินเตอร์ มิลาน ที่เข้ามาทำให้ อียิปต์ ชุดนี้กลับมาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง คงความเป็นเต้ยลูกหนังแห่งแดนกาฬทวีปอีกครั้ง

 

ฟุตบอลโลก

 

ทัพ “ฟาโรห์” ชุดนี้นำทัพโดยสองสตาร์จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โมฮาเหม็ด เอล เนนี่ ผนวกกับแข้งจอมเก๋าอย่าง อาเหม็ด ฟาธี, อาเหม็ด เอล โมฮามาดี้ รวมถึงกัปตันทีมวัย 44 ปีอย่าง เอสซัม เอล ฮาดารี่ เชื่อว่านี่คงจะเป็นสูตรที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์วางไว้เพื่อให้ทีมชุดนี้ออกมากลมกล่อมเหมือนดั่งรสชาติของอินทผาลัมในทะเลทรายซาฮาร่า

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ มีสถิติที่น่าสนใจหนึ่งอย่างของทีมชาติอียิปต์ชุดนี้ก็คือ พวกเขาไม่เคยแพ้เลยแม้แต่นัดเดียวในรอบคัดเลือกหาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สามารถพังประตูได้

***********

 

 

16. ไอซ์แลนด์ (โซนยุโรป : อันดับ 21 ของโลก)

หักปากกาเซียนทั้งโลกไปตามๆ กันสำหรับชาติเล็กๆ อย่าง ไอซ์แลนด์ ที่ก่อนหน้านี้เนรมิตบทช็อคโลกขึ้นมาด้วยการทะลุไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลในศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะโชว์ฟอร์มแกร่งอย่างต่อเนื่องมากระทั่งผงาดคว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด ท่ามกลางเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่าง โครเอเชีย ยูเครน และอดีตทีมที่เคยคว้าอันดับสามในเวิลด์คัพ ฉบับเอเชีย อย่าง ตุรกี

 

ฟุตบอลโลก

 

ไอซ์แลนด์ ชุดนี้อาจจะไม่มีซูเปอร์สตาร์เหมือนดั่งเช่นทีมอื่นๆ นอกเหนือไปจาก กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน แต่จุดแข็งของพวกเขาก็คือ เลือดของความเป็นนักสู้ที่ทำให้ ไอซ์แลนด์ กลายเป็นทีมที่พร้อมวิ่งบู๊สู้ฟัดตลอด 90 นาที จนทำให้หลายๆ ทีมพากันขยาดยามที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา

ด้วยจำนวนประชากร 335,000 ราย ทำให้ ไอซ์แลนด์ กลายเป็นชาติที่เล็กที่สุดที่จะไปเล่นในรัสเซีย 2018 นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าภาคภูมิใจว่าประเทศเล็กๆ ทีมนี้ก็มีดีบนผืนฟลอร์หญ้าเหมือนกัน

 

ฟุตบอลโลก

 

เราเคยเห็นน้องใหม่อย่าง เซเนกัล แผลงฤทธิ์ใส่แชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002 หรือจะเป็น “หมอผี” แคมอรูน ที่ยันสกอร์กับทีมแกร่งอย่าง โปแลนด์ ใน เอสปัญญ่า 1982 ก่อนจะหักด่านแชมป์โลกอย่าง อาร์เจนติน่า ตั้งแต่นัดเปิดสนามใน อิตาเลีย 90 แม้แต่ ไนจีเรีย ที่สร้างชื่อกระฉ่อนในเวิลด์คัพ แดนลุงแซม (1994) น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ ไอซ์แลนด์ ก้าวลงทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซ๊ยด้วยความฮึกเหิมเป็นแน่

***********

 

 

17. เซอร์เบีย (โซนยุโรป : อันดับ 38 ของโลก)

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไฟสงคราม คราบน้ำตา และเสียงระเบิดนั้นไม่สามารถพรากความเก่งกาจในเกมลูกหนังของพวกเขาไปได้เลย นับตั้งแต่ยุคของการเป็น ยูโกสลาเวีย สู่ เซอร์เบีย แอนด์ มอนเตเนโกร กระทั่งเป็น เซอร์เบีย ในปัจจุบัน

 

ฟุตบอลโลก

 

การจบสกอร์อันแสนจะคมกริบของ เปแดร็ก มิยาโตวิช ฟรีคิกปลิดวิญญาณที่ทำให้ชื่อของ ซินิซ่า มิไฮโลวิช เข้าไปอยู่ในใจของแฟนบอลทั้งโลก ยังไม่นับชื่อของ เดยัน สแตนโควิช, เดยัน ซาวิเซวิช, ดาร์โก้ โควาเซวิช, ซาโว มิโลเซวิช, ดราแกน สตอยโควิช กระทั่งแนวรับตัวแกร่งอย่าง เนมันย่า วิดิช ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นนักเตะเลือดเนื้อเชื้อไขชาวเซิร์บที่สร้างชื่อกระฉ่อนวงการลูกหนังมาแล้วทั้งสิ้น

เซอร์เบีย ชุดนี้เป็นการผสมผสานระหว่างนักเตะประสบการณ์สูง บวกกับแข้งเลือดใหม่ชุดแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อ 2 ปีที่แล้วมาผนวกเข้าด้วยกัน นำโดย บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เนมันย่า มาติช, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, ดูซาน ทาดิช, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ลาซาร์ มาร์โควิช และหัวหอกตัวเก่งจากค่าย “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด อย่าง อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช

 

ฟุตบอลโลก

 

เชื่อว่าการกลับไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของ เซอร์เบีย ในครั้งนี้ พวกเขาคงไม่ได้หวังเพียงแค่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นแน่ และเชื่อว่าด้วยศักยภาพของทีมชุดนี้ เซอร์เบีย อาจจะมีลุ้นถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล เลยก็ว่าได้

***********

 

 

18. โปรตุเกส (โซนยุโรป : อันดับ 3 ของโลก)

ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นการต่อบอลบนพื้น บวกกับความสามารถเฉพาะตัวอันจัดจ้าน ทำให้ครั้งหนึ่งแฟนบอลทั่วโลกนั้นถึงกับยกให้ โปรตุเกส เป็น”บราซิลแห่งยุโรป” โดยเฉพาะชุดที่คว้าอันดับสามเวิลด์คัพที่ อังกฤษ ในปี 1966 ภายใต้การนำของแข้งระดับตำนานอย่าง “เสือดำแห่งโมซัมบิก” หรือ ยูเซบิโอ และนั่นคือผลงานที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของ โปรตุเกส

 

ฟุตบอลโลก

 

การผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 ของทัพแข้ง “ฝอยทอง” ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังมหาอำนาจลูกหนังทั่วโลกว่า โปรตุเกส ภายใต้การนำของหนึ่งในนักเตะที่ว่ากันว่ายังคงมีฝีเท้าร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั้นยังคงเดินหน้าหวังคว้าโทรฟี่จูลส์ ริเม่ต์ มาครองปิดฉากอาชีพการค้าแข้ง เพราะด้วยวัย 33 ปีที่รัสเซีย เชื่อว่า CR7 เองคงงัดทุกกลเม็ดออกมาให้แฟนบอลทั้งโลกได้เห็นเป็นแน่ เพื่อส่งท้ายฟุตบอลโลก (ที่อาจจะเป็น) ครั้งสุดท้ายของเจ้าตัว

 

ฟุตบอลโลก

 

โปรตุเกส ชุดนี้ยังคงผสมผสานไปด้วยดาวเตะมากประสบการณ์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เปเป้, ริคาร์โด้ ควาเรสม่า และนานี่ กับแข้งดาวรุ่งเลือดใหม่ที่ต่างกระจัดกระจายไปเล่นอยู่ทั่วลีกชั้นนำของยุโรป นำโดย อันเดร ซิลวา, แบร์นาโด้ ซิลวา, เนลสัน เซเมโด้ และกอนซาโล่ กูเอเดส ต้องรอดูว่าเมื่อถึงเวลานั้น แข้งดาวรุ่งเหล่านี้จะถูกบ่มจนได้ที่ และเข้าขากับสตาร์รุ่นพี่ได้ไหลลื่นหรือไม่

***********

 

 

19. ฝรั่งเศส (โซนยุโรป : อันดับ 7 ของโลก)

ฟรองซ์ 98 อาจจะถือเป็นช่วงเวลาสุดมหัศจรรย์ที่ของเหล่าแข้ง “เลส์ เบลอส์” จนกระทั่งผ่านมาครบ 20 ปีของการคว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้ ฝรั่งเศส ก็ยังอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีอยู่ล้นทีมเช่นเคย

 

ฟุตบอลโลก

 

อองตวน กรีซมันน์, คีเลียน เอ็มบัปเป้, อเลซองดร์ ลากาแซตต์ รวมถึง ราฟาเอล วาราน ล้วนแต่เป็นนักเตะฝีเท้าระดับแถวหน้าของยุโรป รวมไปถึงแข้งมากประสบการณ์ในเวทีระดับชาติทั้ง แบลสต์ มาตุยดี้, โลร็องต์ กอสเซียลนี่ และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้ทำให้ ฝรั่งเศส ชุดนี้กลับมาดูสุขุมนุ่มลึกอีกครั้ง พิสูจน์ได้จากผลงานการคว้ารองแชมป์ยูโร 2016 แสดงให้เห็นว่า “เลส์ เบลอส์” ชุดนี้ยังคงดีพอที่จะต่อยอดความสำเร็จของตัวพวกเขาเองได้ในฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย

 

ฟุตบอลโลก

 

แน่นอนว่าในเรื่องของตัวผู้เล่น ฝรั่งเศส นั้นแทบไม่ได้เป็นรองชาติไหนเลย จะมีเพียงแค่ “หัวจิตหัวใจ” และมันสมองของกุนซืออย่าง “เดเด้” เดส์ช็องส์ เท่านั้นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทัพตราไก่กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งใน เวิลด์ คัพ 2018

***********

 

 

21. อุรุกวัย (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 17 ของโลก)

อดีตแชมป์โลกสองสมัย (1930, 1950) อย่าง “จอมโหด” อุรุกวัย ถือเป็นหนึ่งในทีมที่เปี่ยมไปด้วยพัฒนาการ และการสร้างนักเตะฝีเท้าดีป้อนสู่รั้วทีมชาติอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่พวกเขาคว้าอันดับสี่ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ พร้อมกับการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน สืนเนื่องมาจนถึงยุคของแนวรุกระดับพระกาฬอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ, เอดิสัน คาวานี่, แกสตัน รามิเรซ รวมถึงนักเตะฝีเท้าดีทั้ง ดิเอโก้ โกดิน, มักซี่ เปเรยร่า และคริสเตียน โรดริเกซ ที่ทำให้ อุรุกวัย เป็นรองเพียงแค่ บราซิล ทีมเดียวเท่านั้น และก้าวเท้าสู่แผ่นดินรัสเซียอย่างสง่างาม

 

ฟุตบอลโลก

 

ผลงานการถล่มประตูถึง 32 ลูกจาก 18 นัดในรอบคัดเลือก แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของยอดทีมจากอเมริกาใต้ทีมนี้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ากุนซืออย่าง ออสการ์ วอชิงตัน ตาบาเรซ น่าจะใช้เกมรุกที่มีอยู่คอยไล่ทะลวงยิงคู่แข่งเป็นว่าเล่นใน รัสเซีย 2018 เป็นแน่

***********

 

 

22. อาร์เจนติน่า (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 4 ของโลก)

ทัพ “ฟ้าขาว” ชุดนี้ถูกแฟนบอลค่อนโลกปรามาสว่า ถ้าไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ ป่านนี้ อาร์เจนติน่า ก็อาจจะช็อคโลกด้วยการตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ เม็กซิโก’70 แต่โชคดีที่พระเจ้ายังคงเห็นใจด้วยการประทานนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวอาร์เจนไตน์

 

ฟุตบอลโลก

 

การที่ต้องออกแรงเหนื่อยถึงนัดสุดท้ายในรอบคัดเลือกนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ แต่ขึ้นชื่อว่า อดีตแชมป์โลกสองสมัย และรองแชมป์โลกทีมล่าสุด รวมถึงนักเตะระดับเวิลด์คลาสทั้ง เมสซี่, อเกวโร่, ดีบาล่า, อิกวาอิน, ดิ มาเรีย ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครกล้าที่จะกาชื่อยี่ห้อ อาร์เจนติน่า ออกจากสารบบของการลุ้นแชมป์อยู่ดี

 

ฟุตบอลโลก

 

มาลุ้นกันว่าความมหัศจรรย์ที่ ลิโอเนล เมสซี่ มอบเอาไว้ให้กับโลกลูกหนังนั้นจะเพียงพอที่จะนำทัพ “ฟ้าขาว” สมหวังในรายการนี้เป็นหนที่สามหรือไม่ นับตั้งแต่ที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า ฝากผลงานกระฉ่อนโลกไว้ใน เม็กซิโก’86 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แข้งอาร์เจนไตน์ได้ชูถ้วยจูลส์ ริเม่ต์

***********

 

 

23. โคลอมเบีย (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 13 ของโลก)

นี่ถือเป็นการผ่านเข้ามาอวดฝีเท้าในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 6 ของทีมแกร่งจากโซนคอมเมลโบอย่าง โคลอมเบีย ภายใต้การกุมบังเหียนของ โฮเซ่ เปเกร์มัน ที่ผ่านประสบการณ์คุมทีมชาติอาร์เจนติน่าลุยเวิลด์คัพ 2006 มาแล้ว

 

ฟุตบอลโลก

 

โคลอมเบีย ชุดนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นชุดที่ผ่านฟุตบอลโลกที่ บราซิล นำโดยดาวซัลโวหนที่แล้วอย่าง ฮาเมส โรดริเกซ ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ในเยอรมัน รวมถึงหัวหอกผู้พา โมนาโก คว้าแชมป์ลีกเอิงซีซั่นที่แลวอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา คอยเดินเกมรุก ขนาบข้างด้วย ฮวน กัวดราโด้ และคาร์ลอส บัคก้า

สไตล์การเล่นแบบกล้าได้กล้าเสียสุดๆ ของ โคลอมเบีย ชุดนี้ดูแล้วอาจจะไม่เหมาะกับบอลทัวร์นาเม้นต์สักเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของนักเตะหลายๆ คนในทีมชุดนี้ที่ล้วนแต่ค้าแข้ง และผ่านการคว้าแชมป์ลีกมาหลายๆ คน รวมถึงกึ๋นของ เปเกร์มัน น่าจะใช้ช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้ในการปรับจูนทีมให้ลงตัวที่สุด เพื่อที่อย่างน้องคือการผ่านทะลุไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อลให้ได้เหมือนสี่ปีที่แล้วนั่นเอง

***********

 

 

24. ปานามา (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 49 ของโลก)

ชัยชนะเหนือ คอสตาริกา ณ เอสตาดิโอ รอมเมล เฟร์นานเดซ ในกรุงปานามา ซิตี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา ถือเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์โลกลูกหนังที่ชวนให้ผมขนหัวลุกมากที่สุดในรอบสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะว่านี่คือการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติเล็กๆ ในแถบอเมริกากลางอย่าง ปานามา

 

ฟุตบอลโลก

 

แม้ว่าเงื่อนไขในการเข้ารอบของพวกเขาก่อนจะลงเล่นในนัดสุดท้ายนั้นดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ในเมื่อพระเจ้าได้วางพล็อตเรื่องนี้ให้ ปานามา เป็นพระเอก มีหรือที่ใครจะฝืนกฎข้อนี้ หลัง โรมัน ตอร์เรส เซนเตอร์ฮาล์ฟกัปตันทีมในเกมนี้ เติมเกมขึ้นมาซัดเต็มข้อบอลพุ่งตุงตาข่ายแทบขาดก่อนหมดเวลาเพียงแค่สามนาที พลิกชีวิตชาวปานามาทั้งประเทศด้วยการตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ รัสเซีย ในช่วงกลางปีหน้าได้สำเร็จ พร้อมกับประกาศศักดาให้โลกรู้ว่า ปานามา พร้อมแล้วที่จะไปเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนัง

 

ฟุตบอลโลก

 

เราเคยเห็นน้องใหม่อย่าง เซเนกัล แผลงฤทธิ์ใส่แชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส ในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2002 หรือจะเป็น “หมอผี” แคมอรูน ที่ยันสกอร์กับทีมแกร่งอย่าง โปแลนด์ ใน เอสปัญญ่า 1982 ก่อนจะหักด่านแชมป์โลกอย่าง อาร์เจนติน่า ตั้งแต่นัดเปิดสนามใน อิตาเลีย 90 แม้แต่ ไนจีเรีย เองที่ก็เคยสร้างชื่อกระฉ่อนในเวิลด์คัพ แดนลุงแซม 1994 น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ ปานามา ก้าวลงทำศึกฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ด้วยความฮึกเหิมเป็นแน่

***********

 

 

25. เซเนกัล (โซนแอฟริกา : อันดับ 32 ของโลก)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 ใครจะไปคิดว่าชาติเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทางตะวันตกของทวีปแอฟริกาอย่าง เซเนกัล จะสามารถหักปากกาเซียนคนทั้งโลกได้ตั้งแต่เกมนัดเปิดสนามที่ โซล เวิลด์ คัพ สเตเดี้ยม หลัง ปาป้า บูบ้า ดิย็อป จะลั่นกระสุนใส่พร้อมกับยัดเยียดความปราชัยให้แก่แชมป์โลกอย่าง ฝรั่งเศส ก่อนจะถูก ตุรกี หยุดความร้อนแรงไว้ที่รอบควอเตอร์ไฟน่อล และนั่นคือการเดินทางไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังของทัพ “สิงโตแห่งเตรังก้า”

 

ฟุตบอลโลก

 

เอาตรงๆ แล้ว เซเนกัล ชุดนี้ดูจะมีภาษีดีกว่าชุดประวัติศาสตร์เมื่อปี 2002 ซ้ำ นำโดยสตาร์จากพรีเมียร์ลีกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, ชีคคู คูยาเต้, อิดริสซ่า กาน่า เกย์ รวมถึงอะไหล่ชั้นดีอย่าง มุสซ่า โซว์, ดิอาฟร่า ซาโก้ และคูม่า บาบาคาร์  นอกจากนี้ เซเนกัล ยังมีแนวรับตัวหลักจาก นาโปลี อย่าง คาลิดู คูลิบาลี่ ที่พร้อมจะยืนเป็นปราการหลังคอยเก็บกวาดหน้าบ้านของตัวเอง

 

ฟุตบอลโลก

 

ภายใต้การนำของกัปตันทีมจากชุดประวัติศาสตร์ในปี 2002 อย่าง อลิยู ซิสเซ่ เชื่อว่า ด้วยสปิริตของทีม บวกกับการลงสนามที่ไร้ความกดดัน อาจจะกลายเป็นพลังแฝงให้ “สิงโตแห่งเตรังก้า” ตัวนี้กลับมาคำรามได้ดัง และดุดันเหมือนกับที่กุนซือรายนี้เคยทำได้เมื่อสมัยเป็นกัปตันทีมก็เป็นได้

***********

 

 

26. โมร็อกโก (โซนแอฟริกา : อันดับ 48 ของโลก)

กว่า 20 ปีที่ “สิงโตแอตลาส” ต้องห่างหายไปจากเวทีฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง ฟุตบอลโลก วันนี้ โมร็อกโก ภายใต้การนำของ แอร์กเว่ เรอนาร์ กุนซือเลือดเฟร้นช์ที่สร้างชื่อบนแผ่นดินกาฬทวีปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่นำทีมชาติแซมเบีย คว้าแชมป์แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ในปี 2012 ก่อนจะมาหยิบโทรฟี่เดิมกับ ไอวอรี่ โคสต์ ในปี 2015

 

ฟุตบอลโลก

 

นักเตะส่วนใหญ่ของ โมร็อกโก ชุดนี้ล้วนแต่ค้าแข้งอยู่ในต่างประเทศ โดยมีสตาร์ชูโรงอย่าง ฮาคิม ซิเย็ค แนวรุกจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, นอร์ดิน อัมราบัต รวมถึงแนวรับกัปตันทีมที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักกันดีอย่าง เมห์ดี้ เบนาเตีย คอยยืนเป็นปราการด่านสุดท้าย

มุสตาฟา ฮัดจิ, อับเดลจาลิล ฮัดด้า กับ นอร์เร็ดดิน เนย์เบ็ต อาจจะเคยสร้างชื่อให้กับ โมร็อกโก ในศึกฟร๊องซ์ 98 มาแล้ว ฉะนั้นไม่แน่ว่าฟอร์มอันร้อนแรงในรอบคัดเลือกจากการคว่ำทั้ง ไอวอรี่ โคสต์, กาบอง และมาลี บางทีนี่อาจจะเป็นม้ามืดตัวจริงใน รัสเซีย 2018

***********

 

 

27. ตูนีเซีย (โซนแอฟริกา : อันดับ 28 ของโลก)

การผ่านเข้ามาเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหนที่ 5 ของ “อินทรีแห่งคาร์เธจ” ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของชาติจากทางแอฟริกาตอนเหนืออย่าง ตูนีเซีย ที่แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีสตาร์ดัง แต่ทีมเวิร์ค ความสามารถเฉพาะตัว และความเร็วตามแบบฉบับแอฟริกัน น่าจะทำให้พวกเขาแอบหวังลึกๆ กับการผ่านเข้าสู่รอบที่สองของ เวิลด์ คัพ ครั้งนี้

 

ฟุตบอลโลก

 

วาบีห์ คาซรี่ น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นที่สุดแล้วสำหรับแฟนบอลชาวไทย โดยเพลย์เมคเกอร์จาก ซันเดอร์แลนด์ รายนี้ถือเป็นแข้งที่ทำประตูให้กับ ตูนีเซีย ได้มากที่สุดแล้วในทีมชุดนี้ และถือเป็นความหวังสูงสุดของทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าพวกเขาจะคว้าชัยได้แค่นัดเดียวจาก 12 เกมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เชื่อว่าลึกๆ แล้วก็คงไม่มีใครกล้าประมาท “อินทรีแห่งคาร์เธจ” ตัวนี้ เพราะมีสถิติที่น่าสนใจอยู่หนึ่งอย่างก็คือ ตูนีเซีย มีแต้มกลับบ้านทุกครั้งจากการโชว์ฝีเท้าในเวิลด์ คัพ

***********

 

 

28. สวิตเซอร์แลนด์ (โซนยุโรป : อันดับ 11 ของโลก)

ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาอันน่าตื่นตาตื่นใจของทีมจากแดนนาฬิกาอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่พวกเขาสามารถคว้าตั๋วใบสำคัญมาได้ นับเป็นการผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่สี่ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2006 ที่เยอรมัน

 

ฟุตบอลโลก

 

วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช เนรมิตทีมชุดนี้ขึ้นมาด้วยนักเตะเลือดสวิสฝีเท้าดีที่กระจัดกระจายกันค้าแข้งอยู่ทั่วยุโรป นำโดย เซอร์ดาน ชาคีรี่, สเตฟาน ลิตช์ไตน์เนอร์, วารอน เบห์รามี่ เมื่อมาผนวกกับแกงค์เพื่อนชัปปุยส์ (ชุดแชมป์โลก U-17 ปี 2009) อย่าง ริคาร์โด้ โรดริเกวซ, แฮริส เซเฟโรวิช, กรานิต ชาก้า ก็ถือว่า สวิตเซอร์แลนด์ นั้นดีพอที่จะผ่านเข้าสู่รอบสองเช่นเดียวกัน

 

ฟุตบอลโลก

 

ความได้เปรียบอย่างหนึ่งของ สวิตเซอร์แลนด์นั้นก็คือ ทีมชุดนี้ล้วนแต่เล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน หลายๆ คนนั้นเคยผ่านการคว้าแชมป์โลกในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี (ปี 2009) ร่วมกันมาแล้ว ดังนั้น เรื่องทีมเวิร์คของพวกเขาน่าจะเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทีมอื่นต้องระวังเอาไว้ให้ดี

***********

 

 

29. โครเอเชีย (โซนยุโรป : อันดับ 18 ของโลก)

นับตั้งแต่ที่แข้ง “โครแอต” สร้างเทพนิยายลูกหนังแบบสุดช็อกแฟนบอลทั้งโลกด้วยการผงาดคว้าอันดับ 3 ในศึกฟร้องซ์ 98 พร้อมกับการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของ ดาวอร์ ซูเคอร์… โครเอเชีย หลุดจากวงโคจรฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ก็คือ เยอรมัน 2006

 

ฟุตบอลโลก

 

ท่ามกลางทีมที่มีฝีเท้าใกล้เคียงกันในรอบคัดเลือกอย่าง ยูเครน, ตุรกี และไอซ์แลนด์ พวกเขาสามารถประคองตัวเองด้วยการจบเป็นอันดับสองของกลุ่ม ก่อนจะเข้าไปเชือดอดีตแชมป์ยูโร 2004 อย่าง กรีซ มาได้แบบไม่ยากเย็นในรอบเพลย์ออฟ พร้อมกับคว้าสิทธิ์ไป รัสเซีย 2018 ได้สำเร็จ

 

ฟุตบอลโลก

 

ลูก้า โมดริช คือแม่ทัพผู้กุมหัวใจของ โครเอเชีย ชุดนี้เอาไว้ เฉกเช่นเดียวกับ อีวาน เปริซิช, อีวาน ราคิติช, มาริโอ มานด์ซูคิช รวมถึง เดยัน ลอฟเรน ที่พร้อมจะแปลงกลายเป็นนักรบตราหมากรุกที่คอยไล่เชือดเหล่าชาติคู่แข่งเพื่อการกลับไปสร้างประวัติศาสตร์ดั่งที่แข้งรุ่นพี่ทำได้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

***********

 

 

30. สวีเดน (โซนยุโรป : อันดับ 25 ของโลก)

คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการหักด่านหินดีกรีแชมป์โลก 4 สมัยอย่าง อิตาลี พร้อมกับคว้าตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ ด้วยมันสมองของกุนซือที่ไร้ดีกรีในเวทียุโรป และถูกปรามาสจากนักวิเคราะห์ลูกหนังแดนไวกิ้งมานักต่อนักอย่าง แยนน์ แอนเดอร์สสัน

 

ฟุตบอลโลก

 

มิคาอิล ลุสติก, วิคตอร์ ลินเดอร์เลิฟ และอันเดียนส แกรนด์ควิสต์ คือสามหัวใจหลักในแนวรับที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าขนาด อิตาลี ยังไม่สามารถฝ่าด่านพวกเขาไปได้ (โอกาสยิงกว่า 22 ครั้งในเกมเพลย์ออฟนัดที่สอง) เช่นเดียวกับแนวรุกฟอร์มแรงอย่าง เอมิล ฟอสเบิร์ก ที่ตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป รวมถึงดาวยิงตัวเก๋าอย่าง มาร์คุส เบิร์ก และ โอล่า ทอยโวเน่น น่าจะเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างจะลงตัวสำหรับทัพไวกิ้งในการกลับไปลุยฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด

 

ฟุตบอลโลก

 

ไม่แน่ว่าบางที หาก แอนเดอร์สสัน ยอมใจอ่อนหนีบ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตามเสียงร้องของแฟนบอล สวีเดน อาจจะมีอีกหนึ่งอาวุธลับที่พร้อมจะสร้างความมหัศจรรย์ได้เสมอบนผืนแผ่นดินหลังม่านเหล็ก

***********

 

 

31. ออสเตรเลีย (โซนเอเชีย : อันดับ 43 ของโลก)

“ซอคเกอร์รูลส์” ทำท่าว่าจะไปไม่รอดเหมือนกัน แต่ทว่าสุดท้ายด้วยประสบการณ์ และฝีเท้าที่ถือว่ายังเหนือว่าคู่แข่งในรอบเพลย์ออฟอย่าง ฮอนดูรัส ทำให้สุดท้าย ออสเตรเลีย ก็ได้สิทธิ์มาอวดฝีเท้าให้แฟนบอลทั้งโลกได้ยลช่วงกลางปีหน้าเหมือนกัน

 

ฟุตบอลโลก

 

แข้งแดนจิงโจ้ชุดนี้ล้วนแต่เป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังค้าแข้งอยู่ในยุโรป ทั้ง ไมล์ เยดินัค (แอสตัน วิลล่า), แมตธิว เล็กกี้ (แฮร์ธ่า เบอร์ลิน), อาร่อน มอย (ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์), ร็อบบี้ ครูส (โบคุ่ม) จะมีเพียง ทิม เคฮิลล์ จอมเก๋าวัย 37 ปี เท่านั้นที่ค้าแข้งอยู่ใน เอ-ลีก ออสเตรเลีย กับ เมลเบิร์น ซิตี้

 

ฟุตบอลโลก

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทีมชาติออสเตรเลียนี่แหละคือหนึ่งในทีมที่อกหักจากการเพลย์ออฟชิงตั๋วฟุตบอลโลกมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก ไล่มาตั้งแต่ปี 1966 (เกาหลีเหนือ), 1970 (อิสราเอล), (สกอตแลนด์), 1994 (อาร์เจนติน่า), 1998 (อิหร่าน) และ 2002 (อุรุกวัย) ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่แข้งออสซี่ชุดนี้จะวิ่งแบบลืมตายเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การผ่านเข้าไปเล่นใน เวิลด์ คัพ เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน (เริ่มตั้งแต่ปี 2006) ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาพลาดท่าเสียจุดโทษในวินาทีสุดท้ายของเกม ก่อนที่ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ จะรับหน้าที่สังหารพร้อมกับนำทัพ “อัซซูรี่” ไปชูถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ ในท้ายที่สุด

***********

 

 

32. เปรู (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 10 ของโลก)

หนึ่งในทีมที่มีเสื้ออันเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดในโลกลูกหนังอย่าง เปรู (แถบสีแดงที่พาดทะแยงมุม) ที่ครั้งนี้ยอมใช้ทุกกลเม็ดทั้งใน และนอกสนาม เพื่อทำให้ตัวเองได้เปรียบที่สุดก่อนจะเอาชนะ นิวซีแลนด์ ไปได้ 2-0 ต่อหน้าแฟนบอลในกรุงลิม่าที่เข้ามาให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

 

ฟุตบอลโลก

 

เจฟเฟอร์สัน ฟาร์ฟาน ในวัย 33 ปี ยังคงเป็นเสาหลักที่คอยขับเคลื่อนทีมด้วยประสบการณ์การค้าแข้งกับทีมชั้นนำอย่าง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น กับ ชาลเก้ 04 ตลอดจนการลงสนามในสีเสื้อ “โลส บลังกีโรฆา” ไปถึง 79 นัด มากที่สุดในทีมชุดนี้ คงจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ฟาร์ฟาน คือคีย์แมนคนสำคัญของ เปรู ชุดลุยศึกรัสเซีย 2018 อย่างแท้จริง

 

ฟุตบอลโลก

 

แม้ เปรู อาจจะดูมีชื่อชั้นที่เป็นรองด้วยอารมณ์ และความรู้สึก แต่รู้หรือไม่ว่า การที่พวกเขาถูกจับไปอยู่โถสองของการแบ่งสายนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะ เปรู นั้นมีฟีฟ่า แรงกิ้งที่ยอดเยี่ยม และกำลังรั้งอันดับที่ 10 ของโลก (นับการจัดอันดับครั้งล่าสุดของฟีฟ่าในเดือนตุลาคม) และบางที เปรู อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจจะก้าวมาขัดขวางความสำเร็จของทีมตัวเต็งในฟุตบอลโลกหนนี้

***********

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า จะมีการจับสลากแบ่งกลุ่มทั้ง 8 กลุ่ม ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 ในวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมนี้ ณ สเตท เครมลิน พาเลซ ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ก่อนที่จะถือเปิดฉากเกมในนัดเปิดสนามในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 ณ ลุซนิกิ สเตเดี้ยม

 

ฟุตบอลโลก

 

บอลไทยบอลนอก ไม่พลาดทุกบิ๊กแมตช์ รวม 7 ลีก 5 ถ้วย มันส์ ชัดระดับ HD พร้อมกีฬาฮิตอีกมากมาย และคลิปไฮไลท์ฟุตบอล

ติดตามข่าวสารได้ที่TrueID Appและ เว็บไซต์Sport.Trueid.netหรือร่วมพูดคุยกันผ่านทางLine@TrueID

Tags

Road to russia ทีมชาติคอสตาริกา ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ทีมชาติญี่ปุ่น ทีมชาติตูนีเซีย ทีมชาติบราซิล ทีมชาติปานามา ทีมชาติฝรั่งเศส ทีมชาติรัสเซีย ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ทีมชาติสวีเดน ทีมชาติสเปน ทีมชาติออสเตรเลีย ทีมชาติอังกฤษ ทีมชาติอาร์เจนติน่า ทีมชาติอิหร่าน ทีมชาติอียิปต์ ทีมชาติอุรุกวัย ทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมชาติเซอร์เบีย ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติเดนมาร์ก ทีมชาติเบลเยี่ยม ทีมชาติเปรู ทีมชาติเม็กซิโก ทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติโครเอเชีย ทีมชาติโคลอมเบีย ทีมชาติโปรตุเกส ทีมชาติโปแลนด์ ทีมชาติโมร็อกโก ทีมชาติไนจีเรีย ทีมชาติไอซ์แลนด์ ฟุตบอลโลก ฟุตบอลโลก 2018 รัสเซีย 2018