นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 365 วัน มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้อย่าง ฟุตบอลโลก ก็จะถืออุบัติขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ด้วยการเตรียมการที่เจ้าภาพพูดได้เต็มปากว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

 

ฟุตบอลโลก

(FIFA Ranking Update : August 2017)

[อัพเดตล่าสุด 07.09.2017]

 

วันนี้เราจะมาดูกันว่า ผ่านมาถึงตรงนี้ มีทัพลูกหนังชาติใดกันบ้างที่สามารถกรุยทางผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในช่วงกลางปีหน้าได้ ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลย

 

 

1. รัสเซีย (เจ้าภาพ : อันดับ 62 ของโลก)

“หมีขาว” รัสเซียได้รับสิทธิ์ผ่านเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้ รัสเซีย เคยผ่านการจัดงานยักษ์อย่าง โอลิมปิกฤดูร้อน ในปี 1980 ที่กรุงมอสโก รวมถึงโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ณ เมืองโซชิ

 

ฟุตบอลโลก

 

ผลงานที่ดีที่สุดของทัพ “หมีขาว” ในเวิลด์คัพ เห็นทีจะต้องย้อนไปไกลถึงปี 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในครั้งนั้น รัสเซีย ลงเล่นในนาม สหภาพโซเวียต ก่อนที่พวกเขาจะสามารถคว้าอันดับ 4 มาครอบ จากความเหนียบหนึบของ เลฟ ยาชิน นายทวารที่ว่ากันว่าดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่โลกเคยมีมา

 

ฟุตบอลโลก

 

แม้ฟอร์มของ รัสเซีย อาจจะดูไม่เปรี้ยงปร้างสมราคาเจ้าภาพเท่าที่ควรในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าพอถึงเวลาจริงๆ ด้วยเสียงเชียร์จากแฟนบอล และสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ น่าจะเป็นอาวุธชั้นดีที่ทำให้พวกเขาเร่งฟอร์มได้ทันเวลาในเวิลด์คัพ 2018

 

 

2. บราซิล (โซนอเมริกาใต้ : อันดับ 1 ของโลก)

นี่คือชาติที่ว่ากันว่าเล่นฟุตบอลได้เก่งที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ชื่อของ บราซิล ยังคงขายได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังคงเป็นเจ้าของสถิติทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรายการนี้ด้วยการคว้าแชมป์มาครองถึง 5 สมัย (1958, 1962, 1970, 1994 และ 2002)

 

ฟุตบอลโลก

 

บราซิลชุดนี้นำทัพโดยนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนล่าสุดอย่าง เนย์มาร์ เมื่อผนึกกำลังกับสตาร์อย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เปาลินโญ่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ กาเบรียล เชซุส เชื่อว่า แข้งแซมบ้าชุดนี้พร้อมแล้วที่จะลบฝันร้ายที่สังเวียน มิเนยเรา ใน เบโล ฮอริซอนเต้ เมื่อครั้งที่พวกเขาพ่ายต่อ เยอรมัน ไปแบบช็อคแฟนบอลทั้งโลกด้วยสกอร์ 1-7

 

ฟุตบอลโลก

 

ทั้งนี้ ทัพ “เซเลเซา” ถือเป็นชาติเดียวในผืนพิภพที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครบทุกครั้ง มากกว่าทีมระดับแถวหน้าของโลกอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน หรือ “อัซซูรี่” อิตาลี หรือแม้กระทั่งชาติที่อ้างว่าเป็นต้นตำรับฟุตบอลอย่าง อังกฤษ

 

 

3. อิหร่าน (โซนเอเชีย : อันดับ 24 ของโลก)

ทัพ “นักรบแห่งเปอร์เซีย” ผงาดขึ้นมาตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้เป็นทีมที่สามของโลก (รวมเจ้าภาพ) หลังจากเก็บไปถึง 22 คะแนนจาก 10 นัด พร้อมกับรักษาสถิติไร้พ่ายในรอบคัดเลือกได้อย่างสุดยอด ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกุนซือชาวโปรตุกีสอย่าง คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

ฟุตบอลโลก

 

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 4 ครั้งที่ผ่านมาของ อิหร่าน อาจจะดูเหมือนไม่ประสบความสำเร็จ หลังพวกเขาจอดป้ายที่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น และพ่ายไปถึง 8 จาก 12 เกมด้วยกัน โดยชัยชนะครั้งเดียวของพวกเขาในเวิลด์คัพนั้นต้องย้อนกลับไปถึงปี 1998 ซึ่ง อิหร่าน เอาชนะคู่ปรับทางการเมืองอย่าง สหรัฐอเมริกา ไป 2-1

 

ฟุตบอลโลก

 

อิหร่าน ชุดนี้อาจจะไม่มีสตาร์ชูโรงเหมือนดั่งเช่นในอดีตที่พวกเขามี อาลี ดาอี, โคดาดัด อาซิซี่ และคาริม บาเกรี่ แต่สิ่งที่ เคยรอซ ได้เนรมิตให้กับทีมชุดนี้นั่นก็คือ “ทีมเวิร์ค” ที่พร้อมจะเล่นงานทุกทีมที่ประมาทพวกเขาที่ รัสเซีย

 

 

4. ญี่ปุ่น (โซนเอเชีย : อันดับ 44 ของโลก)

หากคุณคิดตัวตัวเองคือ “ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง” ทีมชาติญี่ปุ่นเองก็คงไม่หนีคำว่า “ตัวจริงฟุตบอลโลก” เช่นกัน เพราะนี่ถือเป็นการผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 6 สมัยติดต่อกันเข้าไปแล้วสำหรับทัพ “ซามูไร บลู” อีกหนึ่งมหาอำนาจลูกหนังของเอเชีย หลังจากพวกเขาตอกย้ำความแกร่งทั่วแผ่นด้วยนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในแผ่นดินยุโรปเป็นส่วนใหญ่

 

ฟุตบอลโลก

 

บวกกับมันสมองของกุนซือจอมเก๋าอย่าง วาฮิด ฮาลิฮอดซิช ที่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้แข้งจากแดนปลาดิบชุดนี้ดูกลมกล่อมมากกว่าชุดที่ทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ซะอีก

 

ฟุตบอลโลก

 

การผสมผสานกันของเหล่าบรรดานักเตะจอมเก๋าทั้ง มาโกโตะ ฮาเซเบะ, เคซึเกะ ฮอนดะ, ยูโตะ นากาโตโมะ, มายะ โยชิดะ และชินจิ โอกาซากิ บวกกับคลื่นลูกใหม่ทั้ง ยูยะ โอซาโกะ, งากุ ชิบาซากิ และทาคุมะ อะซาโนะ น่าจะทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ที่ รัสเซีย 2018 ได้เหมือนกัน

 

 

5. เม็กซิโก (โซนคอนคาเคฟ : อันดับ 14 ของโลก)

อีกหนึ่งขาประจำจากโซนคอนคาเคฟอย่าง “จังโก้” เม็กซิโก ที่พกดีกรีอดีตเจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสองสมัย (1970, 1986) และในครั้งนี้ พวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และสูงกว่าเพื่อนร่วมโซนด้วยกัน หลังผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 16 จากจำนวนฟุตบอลโลกทั้งหมด 21 ครั้ง

 

ฟุตบอลโลก

 

ฮวน คาร์ลอส ออโซริโอ กุนซือใหญ่ชาวโคลอมเบีย ยังคงยึดผู้เล่นที่ค้าแข้งในประเทศ บวกกับนักเตะฝีเท้าดีที่ต่างเล่นกันกระจัดกระจากทั่งยุโรปนำโดย “เจ้าถั่วน้อย” ฮาเวียร์ “ชิชาริโต้ เอร์นานเดซ” เจ้าของสถิติดาวยิงสุดสุดตลอดกาลของทัพ “จังโก้”, อันเดรส กัวดราโด้ กัปตันทีมชุดนี้ รวมถึงสองพี่น้องนรกแตกอย่าง จิโอวานนี่ -โจนาธาน ดอส ซานโต๊ส และนาวทวารจอบหนึบอย่าง กิเยร์โม่ โอชัว

 

ฟุตบอลโลก

 

เป็นที่น่าทึ่งว่า เม็กซิโก นั้นไม่เคยหลุดจากฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยนับตั้งแต่ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา โดยผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือ การทะลุเข้าไปถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล ในสองครั้งที่พวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพนั่นเอง (1970, 1986)

 

 

6. เบลเยี่ยม (โซนยุโรป : อันดับ 9 ของโลก)

ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในทีมที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมากที่สุดทีมหนึ่งในโลก แต่ทว่า ทัพ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ก็ยังไม่สามารถหยิบชิ้นความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังจากล้มเหลวในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา

 

ฟุตบอลโลก

 

แต่ทว่า โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ได้ปลุกผีตัวนี้ขึ้นมาใหม่ หลังระเบิดฟอร์มโหดในรอบคัดเลือกครั้งนี้ ด้วยการไล่ถลุงคู่แข่งไปถึง 35 ประตู จาก 8 นัด แถมยังเหลือโปรแกรมนัดสุดท้ายกับ ไซปรัส พร้อมกับยังรักษาสถิติไม่แพ้ใคร พร้อมกับเสียไปแค่ 3 ลูก ทำให้เชื่อว่านี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ เบลเยี่ยม สามารถโฟกัสเป้าหมายในรอบสุดท้ายได้อย่างเต็มที่

 

ฟุตบอลโลก

 

โรเมลู ลูกากู, เอแด็น อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์, รัดย่า นาอิงโกลัน, ยานนิก การ์ราสโก้, ติโบต์ กูร์กตัวส์, แยน แฟร์ทองเก้น, มารูยาน เฟลไลนี่ ฯลฯ แค่นี้ก็น่าจะเห็นแล้วว่า เบลเยี่ยม นั้นพร้อมแค่ไหนกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในกลางปีหน้า

 

 

7. เกาหลีใต้ (โซนเอเชีย : อันดับ 49 ของโลก)

ขออนุญาตปรบมือดังๆ ให้กับทัพ “โสมขาว” เกาหลีใต้ ดังๆ อีกครั้ง ที่ยังคงจองพื้นที่ในโซนเอเชียไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หลังกลายร่างมาเป็นกระดูกชิ้นโตตั้งแต่ปี 1986 ที่เม็กซิโก หากนับที่รัสเซียด้วย นี่ก็ปาเข้าไป 9 สมัยติดต่อกันที่ เกาหลีใต้ ได้มาอวดฝีเท้าในเวิลด์คัพอย่างต่อเนื่อง

 

ฟุตบอลโลก

 

เกาหลีใต้ ชุดนี้นำโดย ชิน แท ยอง ผู้ได้รับการยกย่องจาก จอห์น เดอร์เดน กูรูลูกหนังชื่อดังว่าให้เป็น “มูรินโญ่แห่งเอเชีย” หลังจากกุมบังเหียนทัพ “โสมขาว” ชุด U23  รวมถึงพาสโมสรซองนัม อิลวา ผงาดคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2010 มาครองได้สำเร็จ

 

ฟุตบอลโลก

 

ซอง เฮือง มิน, คู จา โชล, พาร์ค จู โฮม, กี ซุง ยอง และหัวหอกจอมเก๋าวัย 38 ปีอย่าง อี ดอง กุ๊ก น่าจะเป็นส่วนผสมหลักที่ ชิน แท ยอง เลือกใช้ในฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย ต้องดูว่านักเตะพลังโสมชุดนี้จะสามารถกลับไปสร้างประวัติศาสตร์เหมือนกับที่รุ่นพี่ของพวกเขาทำเอาไว้ในปี 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพได้หรือไม่ หลังจากในครั้งนั้น เกาหลีใต้ ไปไกลถึงการคว้าอันดับ 4 มาครองท่ามกลางคำครหาจากแฟนบอลทั้งโลก

 

 

8. ซาอุดิอาระเบีย (โซนเอเชีย : อันดับ 59 ของโลก)

ชัยชนะเหนือ ญี่ปุ่น ในรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายที่ เจดดาห์ นั้นเพียงพอที่จะทำให้แข้ง “สิงห์ทะเลทราย” ซาอุดิอาระเบีย การันตีพื้นที่ใน รัสเซีย 2018 ได้สำเร็จ หลังจากหายหน้าหายตาไปถึง 2 ครั้ง (2010, 2014)

 

ฟุตบอลโลก

 

และในวันนี้ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ได้ปลุกชีพ ซาอุดิอาระเบีย ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยนักเตะมากประสบการณ์อย่าง โอซามะ ฮอว์ซาวี, ไทเซอร์ อัล จัสซิม รวมถึงศูนย์หน้าระดับพระกาฬของเอเชียอย่าง โมฮัมหมัด อัล-ซะห์ลาวี ที่ช่วยให้ทีมฝ่าด่านอรหันต์ทั้ง ญี่ปุ่น, อิรัก, ออสเตรเลีย, สหรัฐ อาหรับ เอมิเรสต์ รวมถึงทีมชาติไทยมาได้

 

ฟุตบอลโลก

 

การเลือกใช้นักเตะที่ค้าแข้งภายในประเทศทั้งหมดของ ซาอุดิอาระเบีย น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบในเรื่องของรูปแบบการเล่นที่กลมกลืนกันทั้งทีม แต่ทว่าประสบการณ์ในเวทีระดับโลกนั้นถือเป็นข้อเสียเปรียบที่ “สิงห์ทะเลทราย” เองนั้นต้องตระหนัก แตะเตรียมตัวให้ดีเพื่อไม่ให้ถูกถล่มยับเหมือนดั่งเช่นปี 2002 ที่พวกเขาพ่าย เยอรมัน รองแชมป์โลกในครั้งนั้นไปถึง 8-0 ที่ซัปโปโร โดม

 

ยังเหลือตั๋วอีก 24 ใบ สำหรับพื้นที่ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในช่วงกลางปีหน้า แน่นอนว่าเราคงได้ทราบบทสรุปภายในช่วงก่อนส่งท้ายปี 2017 นี้อย่างแน่นอน รับรองได้ว่ามันส์ทุกแมตช์ เข้มข้นทุกเกมตามแบบฉบับของทัวร์นาเม้นต์ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง และมีผู้คนติดตามมากที่สุดในโลก อย่าง เวิลด์ คัพ 2018

ทั้งนี้ ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า จะมีการจับสลากแบ่งกลุ่มทั้ง 8 กลุ่ม ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 ในวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคมนี้ ณ สเตท เครมลิน พาเลซ ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ก่อนที่จะถือเปิดฉากเกมในนัดเปิดสนามในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 ณ ลุซนิกิ สเตเดี้ยม

 

ฟุตบอลโลก

 

บอลไทยบอลนอก ไม่พลาดทุกบิ๊กแมตช์ รวม 7 ลีก 5 ถ้วย มันส์ ชัดระดับ HD พร้อมกีฬาฮิตอีกมากมาย และคลิปไฮไลท์ฟุตบอล

ติดตามข่าวสารได้ที่TrueID Appและ เว็บไซต์Sport.Trueid.netหรือร่วมพูดคุยกันผ่านทางLine@TrueID